ตำบลหนองกินเพล เป็นพื้นที่ตำบลกึ่งเมืองกึ่งชนบทและมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นระบบนิเวศแบบ “กุด” และ “ป่าบุ่ง ป่าทาม” ตำบลหนองกินเพลตั้งอยู่ติดฝั่งแม่น้ำมูลทางตะวันตกของตัวเมืองอุบลราชธานีและอำเภอวารินชำราบ มีแม่น้ำมูลไหลมาจากทิศตะวันตก มีน้ำชีไหลมาบรรจบที่บ้านวังยาง ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี แล้วไหลผ่านบ้านหนองกินเพลใต้ หมู่ที่ 8 ผ่านบ้านหนองกินเพล หมู่ที่ 3 ไหลขึ้นไปทางทิศเหนือ มีแม่น้ำเซบายไหลมาบรรจบที่กุดชุม หมู่ที่ 1 และผ่านบ้านคูสว่าง หมู่ที่ 7 บรรจบกับแม่น้ำมูลน้อย แล้วอ้อมลงไปทางทิศใต้ ไหลย้อนกลับไปทางทิศตะวันตก ไปที่บ้านปากกุดหวาย หมู่ที่ 6 พื้นที่ของตำบลหนองกินเพลเป็นช่วงน้ำมูลไหลโค้งไปทางทิศเหนือและวกลงทางใต้ก่อนไหลไปทางทิศตะวันออกเข้าตัวเมืองระหว่างเมืองอุบลราชธานีกับตัวเมืองอำเภอวารินชำราบ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำไปตลอดทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
ภาพที่ 1 แสดงพื้นที่น้ำท่วมหมู่บ้านในตำบลหนองกินเพล
ตำบลหนองกินเพล มีหมู่บ้านที่อยู่ติดกับแม่น้ำมูลและแหล่งน้ำซึ่งเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วมแทบทุกปี จำนวน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านกุดชุม (หมู่ 1), บ้านขัวไม้แก่น (หมู่ 2) ส่วนใหญ่ท่วมพื้นที่ทางการเกษตรเล็กน้อย, บ้านหนองกินเพล (หมู่ 3 กับ หมู่ 8), บ้านคูสว่าง (หมู่ 7) ปี 2562 แล 2565 ได้เกิดสภาพน้ำท่วมอย่างหนักพื้นที่ตำบลหนองกินเพล เกิดระดับน้ำท่วมสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินการคาดการณ์ของชุมชนท้องถิ่น จนยากที่จะรับมือได้ โดยลักษณะการเอ่อท่วมก็คือ เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำมูลเอ่อสูงขึ้น ก็จะไหลเข้าป่าทามบริเวณ “ปากบุ่งเหือง” แล้วระดับในป่าทามจะเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนท่วมระดับถนน แล้วไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูล จนกลายเป็นผืนน้ำที่กว้างใหญ่
การเตรียมความพร้อมในการจัดการน้ำท่วมตำบลหนองกินเพ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและส่วนท้องถิ่น พื้นที่มีชุดประสบการณ์สามารถปรับตัวและรับมือกับสภาวะน้ำท่วมได้พอสมควร สิ่งที่เป็นจุดเน้นในการพัฒนาต่อยอด คือ การคาดการณ์เกี่ยวกับน้ำ และการต่อยอดนวัตกรรมการอยู่กับน้ำ ส่วนสิ่งที่ต้องเพิ่มเติม คือ การพัฒนาฐานเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่น้ำท่วม เพราะน้ำท่วมแต่ละปีที่เกิดในช่วง 4 เดือน (สิงหาคม – พฤศจิกายน) ที่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจะต้องหยุดงาน พื้นที่ดินทำกินและบ้านเรือนเสียหาย ทำให้ขาดรายได้ จึงต้องมีการพัฒนาฐานเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่น้ำท่วมเพื่อสร้างกันชนทางการเงินในช่วงที่น้ำไม่ท่วม แนวทางที่ทางพื้นที่เห็นตรงกัน คือ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพจากฐานอาชีพเดิมของคนในชุมชน เช่น การเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา เลี้ยงหนู ทำปลาส้ม ปลูกสมุนไพร ถ่านอัดแท่ง เป็นต้น โดยให้ชุมชนทำอาชีพที่ตัวเองถนัดและสนใจ เพื่อสร้างกันชนทางการเงินในสภาวะปกติก่อนน้ำท่วม เป็นการทดแทนรายได้ที่หายไปในสภาวะน้ำท่วมช่วง 4 เดือน
การพัฒนาอาชีพจากฐานชุมชน ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
ชุมชนได้ร่วมกันเสนอแนวทางการพัฒนาต้นแบบอาชีพหลัก 1 – 2 อาชีพ เพื่อทำให้เห็นผลสำเร็จร่วมกันก่อน ค่อยขยายผลสู่อาชีพอื่นๆ ดังนั้นจากทั้งหมด 7 อาชีพที่มีและพร้อมต่อยอดเพื่อให้เกิดรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้แก่ การเลี้ยงกุ้งฝอย/ปู/หอย การเลี้ยงปลาเคิงในกระซัง ถ่านอัดแท่ง/การทำเตาเผาถ่านแบบควันน้อย การปลูกผักที่ใช้น้ำเป็นต้นทุนแหล่งผลิต “ผักไฮโดรโปนิกส์” การขยายช่องทางตลาดชุมชน การปลูก/เพาะเห็ดเจ็ดชั่วโคตร และ การเลี้ยงหนูนา จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันพื้นที่ได้ การทำเตาเผาถ่านแบบควันน้อย มาปฏิบัติการและเชื่อมต่อไปยังระบบเศรษฐกิจของครัวเรือนและชุมชน
การทำเตาเผาถ่านควันน้อย (นวัตกรรม) โดยให้เหตุผลว่าในพื้นที่มีคนทำ ช่วงฤดูฝน/น้ำหลากไม่มีฟื้นให้ใช้ต้องเผาถ่านไว้ใช้เอง ปัจจุบันแก๊ส/น้ำมันราคาสูงขึ้น ในพื้นที่ตำบลหนองกินเพลและบริเวณใกล้เคียงเป็นป่าบุงป่าทามมีไม้ฟืนสำหรับใช้ประโยชน์ (ใช้ทรัพยากรจากชุมชน) ซึ่งได้มีการทดลองปฏิบัติการแล้วเบื้องต้น โดยนายประจักษ์ พัฒนพวง (นวัตกร) ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัย ช่วยออกแบบและพาทีมวิจัยช่วยกันประกอบ มีการปฏิบัติดังนี้
- ผลิตเตาเผาถ่านควันน้อยจำนวน 2 ถัง และทดลองการเผา
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต
– ถังขี้โล่ ขนาด 200 ลิตร
– แผ่นเหล็ก
– ท่อเหล็กดำ ขนาด 4 นิ้ว
– ท่อเหล็กแปปดำ ขนาด 1 นิ้ว
– ฉนวนกันความร้อน
– แผ่นเหล็กซิ่ง หนา 0.3 มิลลิเมตร
– ลวดเหล็ก
– เครื่องเชื่อม
– เครื่องตัดเหล็ก
ขั้นตอน/วิธีการประกอบ
- ตัดแผ่นเหล็กให้ได้ขนาดเท่ากับถังและฝาถังก้นถัง
- ตัดท่อเหล็กดำขนาด 4 นิ้ว ยาว 1 เมตร เพื่อทำเป็นปล่องไฟ
- เจาะก้นถังให้เป็นรูขนาดเท่ากับท่อเหล็กดำ
- เชื่อมก้นถังกับแผ่นเหล็กเพื่อเสริมความทนทาน
- เชื่อมท่อเหล็กดำขนาด 4 นิ้ว เข้ากับถัง
- ตัดหรือเจาะฝาถังตรงกลางขนาดเท่ากับท่อเหล็กดำขนาด 4 นิ้ว
- เจาะรูเพื่อเป็นจุดระบายแก๊สตรงก้นถัง
- ตัดท่อเหล็กแป๊บขนาด 1 นิ้ว เป็นท่อแก๊สความยาว 75 ซม. แล้วเชื่อมกับรูที่เจาะไว้ตรงก้นถัง
- หุ้มฉนวนกันความร้อนรอบๆ ถังแล้วพันด้วยลวดเหล็ก
- หุ้มด้วยเหล็กซิ่งความหนา 0.3 มิลลิเมตร พันด้วยลวด แล้วนำอลิเบทยิงเพื่อยึดให้แน่น เสร็จแล้วตัดขอบให้สามารถเปิด – ปิดฝาถังได้ง่าย
- ตัดถังอีกใบเพื่อเป็นฐานสำหรับใส่เชื้อเพลิงความสูงประมาณ 30 ซม. แล้วนำมาประกอบเข้ากับตัวถังสำหรับเผาถ่าน
กระบวนการได้ถ่าน โดยเริ่มจากนำไม้จากป่าบุ่งป่าทาม (ไม้ไมยราบยักษ์/ไม้ไผ่/ไม้ข่อย/เศษไม้ทั่วไป) นำมาผ่าเป็นท่อน เพื่อใส่ในถัง แล้วดำเนินการเผา พักสักระยะจนเย็น ได้เป็นถ่านบรรจุใส่กระสอบขายได้
โดยต้นทุนในการผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาท/ถัง วิธีการใช้ให้นำไม้ฟืนตัดเป็นท่อนหรือเศษไม้หรือผลไม้ที่ไม่กินแล้วบรรจุเข้าไปในถังจนเต็ม แล้วปิดฝาให้แน่น นำดินมาโปะไว้บริเวณฝาถังเพื่อกักเก็บความร้อน แล้วนำเชื้อเพลิงจะเป็นเศษไม้หรือน้ำมันเครื่องเก่ามาจุดตรงที่ใส่เชื้อเพลิงด้านล่างถังก็ได้ ให้เติมเชื้อเพลิงไปเรื่อย ๆ จนไม้ฟืนด้านในถังติด ซึ่งจากการทดลองใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความชื้นของไม้ฟืนที่ใช้เผา (การติดของไม้ฟืนจะมีลักษณะเป็นควันขาวออกมาด้านล่าง มีเสียงซู่นิดหนึ่ง) จากนั้นไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง ปล่อยไว้จนถังเย็น สามารถไปทำกิจกรรมตรงส่วนอื่นได้ วันรุ่งขึ้นก็ค่อยมาล้มถังเพื่อเก็บถ่าน จากการทดลองถังขนาด 200 ลิตร จะได้ถ่านประมาณ 2 กระสอบต่อวัน ซึ่งราคาขายปัจจุบันอยู่ที่ 170 – 180 บาท ต่อกระสอบ และรุ่นที่สามารถผลิตน้ำส้มควันไม้ ถังขนาด 200 ลิตร ในการเผา 1 ครั้ง จะได้น้ำส้มควันไม้ประมาณ 3 – 4 ลิตร ขึ้นอยู่กับความชื่นและประเภทของไม้
ต่อยอดจากเรื่องถ่านเป็นฐานเศรษฐกิจของครัวเรือน
จากการสัมภาษณ์ผู้ทดลองใช้งานเตาเผาถ่านและถ่านที่ได้ ตรงร้านค้าขายส้มตำไก่ย่าง “ตลาดยายมนต์” มีการใช้ถ่านในการย่างไก่ 1 กระสอบ ต่อ 2 วัน หากคิดคำนวณการเผาถ่านใช้เองในร้านค้านี้ จะสามารถลดต้นทุนในการซื้อถ่านได้ 2,550 – 2,700 บาท ต่อเดือน (คิดจากราคาถ่าน 1 กระสอบ ราคา 170 – 180 บาท)
นอกจากนี้หลังจากได้มีการทดลองเผาถ่านและได้ลงพื้นที่ขยายความรู้และเครือข่ายทำให้มีการสั่งซื้อถ่านคุณภาพดี ซึ่งได้ขายได้แล้ว 6 กระสอบเล็ก ราคากระสอบละ 50 บาท รวม 300 บาท และจำหน่ายอีก 50 กระสอบใหญ่ ราคากระสอบละ 170 บาท รวม 8,500 บาท โดยถ่านที่จำหน่ายได้ในตอนนี้รวมทั้งหมด 8,800 บาท (กำไรเข้าทีมผู้ผลิต)
ข้อเสนอแนะในการทำงานต่อคือ การตั้งกลุ่มอาชีพธุรกิจพลังงาน แต่ปัจจุบันยังไม่ถึงการจัดตั้งกลุ่มอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการรวมกลุ่มเฉพาะคนที่สนใจการพัฒนาอาชีพเหมือนกัน เหตุผลเพราะยังไม่มีใครที่จะอาสาเป็นเจ้าภาพในการดูแลกลุ่ม ทั้งนี้มีการวางแนวทางไว้ว่าจะเชื่อมกับกลุ่มสภาองค์กรชุมชน โดยเข้าไปเป็นสมาชิก แล้วช่วยเคลื่อนในการทำงานแบบกลุ่มต่อไป นอกจากนั้นมีแนวทางในการพัฒนาเครื่องทำถ่านอัดแท่ง เพราะในการเผาถ่านแต่ละครั้งจะมีเศษถ่านเหลืออยู่ซึ่งสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าโดยการผสมกันน้ำแป้งในสัดส่วนที่พอเหมาะแล้วอัดเป็นแท่ง แล้วตากแห้ง ราคาปัจจุบันถ่านอัดแท่งสามารถขายได้ กิโลละ 9 บาท ซึ่งทางทีมจะมีการประสานกับทางอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เพื่อสร้างและพัฒนาเครื่องทำถ่านอัดแท่งต่อไป
#ผลงานนักสื่อสารชุมชน
ทัพไท ชุ่มนาเสียว
นักวิจัยอิสระ















