กาญจนบุรี : วันที่ 20 กรกฎาคม 2566 ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับสำนักงานภาคกลางและตะวันตก จัดอบรมพัฒนาศักยภาพผู้นำสภาองค์กรชุมชนตำบล ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี ณ ห้องประชุมอรพิม อาคารบริการวิชาการและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี เพื่อพัฒนาทักษะแกนนำสภาองค์กรชุมชนด้านแนวคิดการพัฒนา และการบริหารจัดการที่ดี และระดมแนวทาง ข้อเสนอในการจัดทำแผนพัฒนาขบวนองค์กรชุมชน โดยมีกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมประมาณ 170 คน ประกอบด้วย ผู้นำสภาองค์กรชุมชนตำบล ผู้นำขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่ พอช.
นายพิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง ประธานคณะประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี
นายพิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง ประธานคณะประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า การจะพัฒนาสภาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็งได้นั้น ทุกตำบลต้องมีแผนพัฒนาเป็นของตนเอง โดยเป็นแผนที่ทำทุกเรื่อง เช่น แผนด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องสุขภาพ การศึกษา ยาเสพติด และที่อยู่อาศัย และแผนด้านสิ่งแวดล้อม และแผนนี้ต้องมาจากข้อมูลและการระดมความคิดเห็นของสภาองค์กรชุมชน วันนี้จะทำอย่างไรที่จะให้ตัวแทนที่เป็นชุดประธานได้รู้วิธีการทำแผน เพื่อนำไปใช้ในการทำแผนได้จริง เหรัญญิกทำเรื่องบัญชีงบประมาณต้องเข้าใจระบบดูแลการเงินที่โปร่งใสชี้แจงกับพื้นที่ได้ และกลุ่มเลขาต้องดำเนินการตั้งแต่เขียนโครงการ รายงานโครงการ สรุปโครงการ จัดทำวาระการประชุมต่างๆ ที่ วันนี้จะพัฒนาเรื่องนี้โดยมีทีมงานจากจังหวัด และ พอช. ขอให้เรียนรู้อย่างเต็มที่แล้วนำกลับไปพัฒนาพื้นที่ สิ่งที่อยากเห็นในกลุ่มของประธานสภาฯ เกิดข้อมูลที่จะนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด
ในการอบรมดังกล่าวเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ มี 3 หลักสูตร ที่สอดคล้องกับบทบาทการทำงานของสภาองค์กรชุมชน ได้แก่ 1) กลุ่มประธานสภาองค์กรชุมชนตำบล : แนวคิดตำบลบูรณาการและการจัดทำแผนพัฒนาตำบล 2) กลุ่มเลขาฯ : การจัดทำวาระและการเขียนรายงานการประชุม การเขียนโครงการ เทคนิคการจับประเด็น 3) กลุ่มเหรัญญิก : การจัดการเงินและบัญชี โดยได้รับการสนับสนุนวิทยากรในการจัดกระบวนการและให้ความรู้จากสำนักประสานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน และสำนักทรัพยากรบุคคล สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
ทั้งนี้ ภายหลังจากการอบรม ได้มีการนำเสนอแลกเปลี่ยนต่อเนื้อหาที่ได้เรียนรู้และการนำกลับไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ ตลอดจนแผนการขับเคลื่อนงาน โดยผู้แทนผู้เข้ารับการอบรมแต่ละกลุ่ม และการประเมินการจัดเวทีของขบวนจังหวัด และเจ้าหน้าที่ พอช. พบว่า พบว่าการอบรมให้ความรู้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และแต่ละกลุ่มให้ความสนใจต่อการอบรม มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนและซักถาม โดยความรู้ที่ได้รับสอดคล้องกับการทำงานจริงของสภาองค์กรชุมชน
ในส่วนของภาคีวิชาการ ดร.ลักษิกา เจริญศรี ที่ร่วมสังเกตการอบรมให้ข้อสังเกตว่า สภาองค์กรชุมชน ถือเป็นกลไกที่ใหญ่ของการพัฒนา โดยมีรูปแบบกลไกในลักษณะจตุรัสการพัฒนา ทำงาน 4 ประสาน ประกอบด้วย ท้องที่ ท้องถิ่น ภาคีพัฒนาภาครัฐ ประชาสังคมและเอกชน โดยมีสภาองค์กรชุมชนเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยง มีเครื่องมือการพัฒนา ได้แก่ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทำแผนพัฒนาทุกมิติ แผนปฏิบัติการ การประสานความร่วมมือทุกระดับ นโยบาย/พ.ร.บ. และที่สำคัญคือ คนที่ขับเคลื่อนงาน ส่วนรูปแบบการพัฒนา เป็นไปในลักษณะ “ทำด้วยหัวใจที่ใสสะอาด กล่าวคือ ใช้การสื่อสารนำ ภาวะผู้นำที่ไม่ใช่อยู่ที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่อยู่ที่คนทุกคนในพื้นที่ มีการเสริมพลัง /การมีส่วนร่วม ด้วยพลังใจของคนในพื้นที่ มีการบริหารจัดการ/การปฏิบัติ และการขยายเครือข่าย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงานของสภาองค์กรชุมชน
สุดท้าย จากการประเมินการจัดเวทีของทีมจัด พบว่าเวทีในวันนี้เกิดการสะท้อนปัญหาที่เป็นจุดเจ็บปวดและแนวทางการใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นตัวแก้ปัญหา เนื่องจากไม่สามารถพึ่งพารัฐบาลท้องถิ่น/รัฐบาลกลางได้ สภาองค์กรชุมชนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเองในการที่ของตนเอง และมีการสะท้อนบทบาทการทำงานของจังหวัด ซึ่งต้องทบทวนตัวเองและกระจายการทำงานในพื้นที่ระดับโซนให้มากขึ้น
รายงาน : เรวดี อุลิต / สุทธิดา สุวรรณวิจิตร













