พอช. : วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2566 กองศึกษาวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมหารือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ประชุมเพื่อหารือแนวทางความร่วมมือการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 สู่การปฏิบัติการในระดับพื้นที่ เพื่อหนุนเสริมพื้นที่ให้สามารถจัดทำแผนพัฒนาระดับตำบล เพื่อผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 50 คน ณ ห้องประชุม 301-302 พอช. และการประชุมออนไลน์ ผ่านระบบ Zoom
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของ พอช. ซึ่ง พอช. ถือว่าเป็นหน่วยงานที่หนุนเสริมงานขบวนองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคม ที่ให้ความสำคัญในการทำงานโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง และตั้งเป้าหมายปี “2579 ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทย” ซึ่งถือว่าภารกิจของ พอช. ที่ทำอยู่เป็นเครื่องมือที่ทำให้ประชาชนและประชาสังคมเกิดความเข้มแข็ง นอกจากนั้นแล้วในการขับเคลื่อนในอนาคตจะต้องมีการประเมินความคุ้มค่าขององค์กรที่จะต้องดำเนินการตั้งแต่ปี 2567-2569 ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นหน่วยงานสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ที่จะต้องมีการวัดในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เป็นต้น ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ตลอดจนนโยบายของคณะกรรมการ พอช. ที่มีโครงการในการส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การพัฒนาศูนย์เด็กปฐมวัย การขับเคลื่อนป่าชุมชนที่มีกลไกภาคประชาชนมีส่วนร่วม จังหวัดบูรณาการ เป็นต้น
“ในการขับเคลื่อนในการหนุนเสริมชุมชนเข้มแข็ง ถือเป็นโจทย์ที่ทำร่วมกัน ที่ผ่านมา พอช. เคยส่งเสริมให้ภาคประชาชนจัดทำแผนชุมชน ถือเป็น One Plan ระดับตำบล แต่ยังไม่มีการส่งต่อมาถึงอำเภอ หรือจังหวัด วันนี้เราน่าจะทำแผนพัฒนาตำบล และแผนท้องถิ่น นำมาดูร่วมกัน เพื่อให้เกิดการชี้เป้า วางบทบาทในการหนุนเสริมร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ซึ่งคิดว่าน่าจะมีพื้นที่นำร่องและขับเคลื่อนไปได้เลย”
ด้านนายวิชัย นะสุวรรณโณ รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากได้หารือร่วมกันระหว่างสภาพัฒน์ และ พอช. ในเบื้องต้นไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นได้มีการหารือร่วมระหว่างสำนักงานภาค และขบวนองค์กรชุมชนในพื้นที่ ทุกคนมองว่าเป็นโอกาส ที่จะทำให้ ประการแรก ขบวนองค์กรชุมชนได้เปิดพื้นที่การขับเคลื่อนงานกับภาคีที่หลากหลาย ประการที่สอง กระบวนการในการออกแบบการทำงาน โดยเฉพาะการจัดทำแผนพัฒนาของภาคประชาชนในพื้น จะต้องมีการเชื่อมโยงกับแผนการพัฒนาของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ จึงถือเป็นโอกาสที่จะทำให้ขบวนองค์กรชุมชนได้คิดและจัดทำแผนพัฒนาขึ้นมาอย่างมีเป้าหมายและประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในอนาคต พอช. จะใช้เป็นแนวทางสำคัญในการจัดทำแผนพัฒนาของภาคประชาชนเพื่อเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ประการที่สาม เป็นการยกระดับการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ของขบวนองค์กรชุมชน ให้กว้างขวาง เป็นที่ยอมรับของหน่วยงาน
ในการนี้ พอช. มีการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) มีการตั้งเป้าหมายอยากเห็นชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทย ภายใต้ 4 ประเด็นการพัฒนา 8 เป้าหมาย 19 ตัวชี้วัด โดยแผนที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่จะขับเคลื่อนร่วมกันคือ 1) การพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยมีเป้าหมายให้เกิดตำบลรูปธรรมการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นสู่การพึ่งพาตนเอง จำนวน 5,000 ตำบล และตำบลที่มีความเข้มแข็งในการจัดการตนเอง จำนวน 5,000 ตำบล และมีแผนพัฒนาพัฒนาชุมชนท้องถิ่น สังเคราะห์เป็นนโยบายสู่การพัฒนาจังหวัด 77 จังหวัด และ 2) การสานพลังความสัมพันธ์ของชุมชนท้องถิ่นกับภาคีเครือข่าย พัฒนาความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและนโยบาย
นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า การทำงานร่วมกันในครั้งนี้ เป็นการทำงานหนุนเสริมในพื้นที่ให้เกิดความเข้มแข็ง ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยให้พื้นที่ลุกขึ้นมาและจัดการตนเอง ซึ่งอยากให้นำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ไปสู่การขับเคลื่อนในพื้นที่จริงๆ โดยการขับเคลื่อนแผนฉบับที่ 13 มีกลไกในการขับเคลื่อน 3 ระดับ ประกอบด้วย กลไกเชิงยุทธศาสตร์ กลไกตามภารกิจ และกลไกระดับพื้นที่ และมี 13 หมุดหมายที่จะมาร่วมขับเคลื่อนร่วมกัน ใน 2 รูปแบบ คือ 1) การขับเคลื่อนรายหมุดหมาย นำประเด็นการพัฒนาของแผนฯ 13 ไปขับเคลื่อนจริงในพื้นที่นำร่อง 2) การขับเคลื่อนผ่านองค์กรภาคีเครือข่าย เป็นการเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานที่มีการดำเนินงานในพื้นที่อยู่แล้ว ซึ่งในบางพื้นที่ขับเคลื่อนในรูปแบบรายหมุดหมาย บางพื้นที่ขับเคลื่อนทั้ง 2 รูปแบบ
“ทั้งนี้สภาพัฒน์ มีระบบการจัดเก็บแสดงผลข้อมูลการขับเคลื่อนในพื้นที่ ในรูปแบบ TPMAP ที่มีข้อมูลภาครัฐ ข้อมูลพื้นที่(MPI) และข้อมูลศักยภาพพื้นที่ ในส่วนของ พอช. อาจจะนำข้อมูลมา Mapping หรือเสียบปลั๊กกัน เพื่อเชื่อมโยง TPMAP จะทำให้เห็นข้อมูลที่มีมิติหลากหลาย ไม่ใช่แค่มิติของ พอช. ที่จะเป็นภาพรวมของประเทศที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ในรูปแบบ Dashboard ทำให้เห็น 1. ในการขับเคลื่อนรายหมุดหมาย และผลการขับเคลื่อนแผน 13 มาแสดงผลผ่านระบบ Showcase 2. การขับเคลื่อนผ่านองค์กรภาคีเครือข่าย เพื่อนำมาวิเคราะห์ เห็นศักยภาพความต้องการ และทำให้มีข้อมูลเพื่อนำไปทำงานต่อ”
จากวงประชุมได้มีมติร่วมกันเพื่อดำเนินการต่อ โดยคัดเลือกพื้นที่ตำบลนำร่อง 5 ภูมิภาค ประกอบด้วย ตำบลสบบง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา , ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี , ตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี , เทศบาลเมืองชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และ ตำบลเจ๊ะบิลัง อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เพื่อ (1) จัดทำระบบข้อมูล TPMAP , MPI ไปสู่TPMAP Dashboard (2) จัดทำแผนพัฒนาตำบล (3) มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในพื้นที่ ทั้งในส่วนของขบวนชุมชน หน่วยงานในพื้นที่ (ท้องที่ ท้องถิ่น) และผู้ปฏิบัติงานทั้ง 2 องค์กร ในเบื้องต้นให้ พอช. จัดส่งข้อมูลของ 5 พื้นที่ดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้สภาพัฒน์ได้ทำการศึกษาและทำความเข้าใจในการออกแบบการทำงานร่วมกันต่อไป













