ขอนแก่น/ วันที่ 11 กรกฎาคม 2566 คณะทำงานศึกษาแนวทางการปรับระบบการปฏิบัติงาน และโครงสร้างการบริหารองค์กรของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอช. จัดการประชุมสร้างความเข้าใจ และรับฟังข้อเสนอการปรับระบบการปฏิบัติงาน และโครงสร้างการบริหารองค์กรของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และการประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ZOOM MEETING
โดยมีคณะทำงานศึกษาแนวทางการปรับระบบการปฏิบัติงาน และโครงสร้างการบริหารองค์กรของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) คณะอนุกรรมการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้แทนขบวนจังหวัด 20 จังหวัด ผู้แทนคณะทำงานกลุ่มจังหวัด 5 กลุ่มจังหวัด ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ พอช.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคีวิชาการ ศูนย์ประชาสังคมและการจัดการองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ (ศปส.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าร่วมงาน
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการภาค สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีบทบาทภารกิจในการสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน ผ่านเรื่องที่อยู่อาศัย โครงการบ้านมั่นคง กองทุนสวัสดิการชุมชน และโครงการต่างๆ ซึ่งบางเรื่องต้องทบทวน แก้ไข หรือปฏิรูปเพื่อให้การสนับสนุนพี่น้องเครือข่ายองค์กรชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสถาบันฯ ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางการปรับระบบการปฏิบัติงาน และโครงสร้างการบริหารองค์กรของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ที่มีคุณสมสุข บุญญะบัญชา เป็นประธานคณะทำงานซึ่งเปิดเวทีรับฟังทุกภูมิภาค และเวทีส่วนกลาง หลากหลายเวที วันนี้เป็นการสร้างความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็น ก่อนที่จะประมวลเนื้อหาการปฏิรูปพอช.เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสถาบันต่อไป โดยระบบใหม่ มีหมุดหมายเริ่มให้ทันปีงบประมาณในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ต่อไป
นายสมบูรณ์ คำแหง คณะทำงานศึกษาฯ กล่าวว่า บทสรุปของการรับฟังความคิดเห็น ที่มองไปที่บทบาทกลุ่มจังหวัด บทบาทหน้าที่ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด โดยเป้าหมายเพื่อหนุนให้องค์กรชุมชนระดับตำบลเข้มแข็ง หรือพลิกฟื้นตำบลที่หายไปขึ้นมาได้อย่างไร การปรับตัวของขบวนองค์กรชุมชนรอบนี้ ไม่ใช่ลำพังแต่เราเครือข่ายองค์กรชุมชน แต่มีการชวนภาคีการพัฒนามาร่วมกันปรับในภาพใหญ่ในอนาคต เพื่อทำให้เกิดภาพการจัดการของจังหวัดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ในการพูดคุย สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด คือถ้า พอช.ใช้วิธีงบประมาณให้พี่น้องรับงบตรงจากส่วนกลางได้เลย แต่มีคำถามขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดจะออกแบบรองรับสิ่งนี้ได้อย่างไร
บทสรุปที่ตรงกัน ตั้งใจปฏิรูป พอช.อย่างเอาจริงเอาจัง การปรับโครงสร้างที่นำไปสู่การสร้างขบวนการภาคประชาชน พอช.เป็นองค์กรภาคีพัฒนาที่มีการทำงานในเชิงการจัดตั้ง ทำให้ขบวนพี่น้องในระดับล่างสุด ตั้งแต่ตั้ง พอช.มา ตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลเกือบร้อยเปอร์เซ็น ในขณะที่เราใช้ทรัพยากรไปจำนวนมาก รูปธรรมที่ชัดเจนบ้านมั่นคง กองทุนสวัสดิการชุมชน ฯลฯ สร้างคุณูปการให้กับชุมชน แต่เราไม่สามารถแสดงความเป็นตัวตนในจังหวัดอย่างชัดเจน ที่สำคัญระบบการบริหารจัดการแบสบายๆ ทำให้ความเป็นตัวตนไม่ชัดเจน ถ้าปล่อยไว้ขบวนฝนระดับตำบลก็จะหายไปทีละตำบล ๆ โจทย์เกิดอะไรขึ้น พอช.ไม่สามารถบริหารจัดการแบบนี้ได้อีกแล้ว
นายสมบูรณ์ กล่าวต่อว่า การปฏิรูป ต้องปฏิรูป พอช. คนทำงาน ระบบกับกลไกที่เป็นอยู่ อาจมีการปรับยุบบางสำนัก และเรื่องของคนทำงาน วิธีการทำงาน กลยุทธ์ในการทำงาน เน้นทำงานในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ต้องทำให้เกิดขบวนจังหวัดสร้างคนให้สามารถจัดการได้เอง ที่ต้องปรับคือระบบการเงินและงบประมาณ ถ้าระบบจังหวัด กลุ่มจังหวัดปรับ เรื่องวิธีการทางการเงินก็สามารถปรับได้
และที่ต้องปรับคือแกนขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาค ทำอย่างไรหัวใจอยู่ที่จังหวัด กลุ่มจังหวัดจะไม่ใช่กลไก แต่ทำหน้าที่เป็นหน่วยขับเคลื่อน อนุภาคทำหน้าที่ได้แค่วงปรึกษาหารือ กลุ่มจังหวัดเป็นกลไกของการขับเคลื่อน ต้องสร้างกลไกให้หนุนช่วยให้เกิดภาพจังหวัดที่อยากเห็น การเฟ้นหาคนที่มาช่วยได้จริง ทำให้จังหวัดเป็นภาพอย่างที่เราอยากเห็นแบบอำนาจเจริญ
และภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ทำอย่างไรเข้ามาอยู่ในพื้นที่ร่วมหนุนเสริม ส่วนสำคัญคือภาคีพัฒนาอื่นๆ เข้ามาอยู่วงนี้ ให้ สสส. สช. หรืออื่นๆ รวมทั้งภาครัฐและท้องถิ่น มาร่วมชับเคลื่อนอย่างมียุทธศาสตร์ เชื่อมร้อยไม่ต่างคนต่างทำ และเป็นความท้าทายของ พอช. รวมถึงกับทางกระทรวงมหาดไทย ที่คิดเรื่อง 1 ตำบล 1 แผน เป็นช่องทางเชื่อมโยงกับท้องถิ่นจังหวัด ทุกภาคเห็นภาพเหล่านี้ เหลือวิธีการว่าจะทำอย่างไร สิ่งที่จะทำให้ภาพที่อยากเห็นเป็นจริง ต้องมาช่วยกันปรับ เราจะใช้เครื่องมือของ พอช.ไปสร้างขบวนใหญ่ได้อย่างไร
นายชูชาติ ผิวสว่าง ประธานอนุกรรมการร่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงสถานการณ์บทเรียน แนวทาง การปรับกระบวนการทำงาน และการจัดปรับกลไกขบวนองค์กรชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุว่า ภาคอีสานในอดีต “ปากได้ ไอดัง” ยุคแรก ๆ คนอีสานพูดอะไรคนก็ฟังในยุคนั้น ถือว่าเป็นยุคอุดมการณ์งานพัฒนา ถือว่าอีสานเป็นแม่แบบการพัฒนา ที่เน้นในเชิงยุทธศาสตร์ เกิดนักคิดนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก ที่ลุกขึ้นมาผลักดันในเชิงนโยบาย จนกระทั่งก่อให้เกิดการออกกฎหมายต่างๆ หลายฉบับ เช่นยุค สมัชชาเกษตรกรรายย่อย สมัชชาคนจน เครือข่ายการจัดการหนี้สิน ผลักดันให้เกิดกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร กองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม เหล่านี้เป็นภาพอดีตของพี่น้องอีสาน ที่สามารถรวมกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน ถักทอเป็นเครือข่ายภาคประชาชนขนานใหญ่ ก่อเกิดสภาผู้นำ ที่มีผู้นำอย่างพ่อใหญ่เล็ก พ่อคำเดื่อง ครูสน เป็นต้น ที่ถือว่าได้สร้างพลังขนานใหญ่ให้กับขบวนภาคอีสาน
ในช่วงยุคที่ 2 เกิดการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ ยุคชุมชนเข้มแข็ง ประชาธิปไตยชุมชน มีการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง ภาคอีสานเราถือกลยุทธ์ทะลวงจุดหนึ่งทลายทั้งแนว สร้างขบวนการผีเสื้อกระพือปีก และเป็นยุคที่มีเอกภาพทางความคิด ทางความเคลื่อนไหวมากที่สุด แต่หลังเกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ถือเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้อีสานมีการช่วงชิงพื้นที่ทางความคิด ช่วงชิงการนำ อยู่ในสภาวะแตกแยกทางความคิด แต่ขณะนั้นแกนนำยังสามารถทำงานร่วมกันได้บนหลักการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง กระทั่งในปี 2551 มีประเด็นร่วมในการผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
แต่ในขณะนั้นการขับเคลื่อนงานเริ่มตอบโจทย์เชิงปริมาณมากขึ้น การขับเคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ เกิดข้อติดขัด การเคลื่อนลดลง เพราะตอบโจทย์อิง กพร.มากขึ้น ไม่ว่าการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลให้เต็มพื้นที่ เร่งจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เต็มพื้นที่ การเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์แผ่ว เน้นการจัดการมากขึ้น เป็นจุดเปลี่ยนของขบวน จากภารกิจตอบโจทย์ กพร. ทำให้การเคลื่อนไหวลดลง กระบวนภาคประชาชน เกิดการแยกเป็นแท่ง เป็นงานประเด็น ในที่สุดขบวนการภาคอีสานจึงขาดองค์กรการนำ ส่งผลให้ปัจจุบัน ภาพลักษณ์อีสานไม่เป็นหนึ่งเดียว งานเชิงยุทธศาสตร์น้อยลง ขบวนการบริหารจัดการนำงานพัฒนา ขาดความเป็นเจ้าของ ขาดเสถียรภาพ นี่คือภาพลักษณ์ และพัฒนาการของอีสานที่ผ่านมา
สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ ทำอย่างไรจะสอบทาน ทบทวน หรือภาษาเก่าที่เรียกว่าการสืบสภาพขบวนองค์กรชุมชนแต่ละจังหวัด เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปขนานใหญ่ ฟื้นฟูภาพลักษณ์ขบวนองค์กรชุมชนอีสาน และสำนักงานภาค อีสานซึ่งต้องสร้างเอกภาพ 3 ด้าน เอกภาพทางความคิด เอกภาพทางการพัฒนาองค์กร(การจัดตั้ง) เอกภาพด้านการบริหารจัดการ 7s โครงสร้าง รูปแบบ ระบบ กลไกบุคลากร คนใหม่อย่างไร ทักษะต่างๆ และการแชร์ค่านิยม ทัศนะ ควรเป็นอย่างไร ประธานอนุกรรมการร่วม กล่าวในตอนท้าย
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะทำงานศึกษาแนวทางการปรับระบบการปฏิบัติงาน และโครงสร้างการบริหารองค์กรของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นย้อนหลังไปสิบกว่าปี พอช.มีบทบาทในการส่งเสริมเชิงประเด็น เป็นการทำงานในเชิงขบวน จากตำบล จังหวัด กลุ่มจังหวัด จนถึงในระดับภาค การทำงานเหล่านี้ มุ่งเน้นให้ชุมชนเป็นเจ้าของโครงการ ที่ไม่ใช่เชิงปัจเจกบุคคล และต้องมีความเป็นธรรม มีการกระจายอย่างทั่วถึง เพื่อร่วมตัดสินใจสำคัญในทิศทางการเปลี่ยนแปลง และก่อให้เกิดการเปลี่ยนที่ต่อเนื่อง หวังว่าจะเป็นขั้นตอนการเปลี่ยนที่กระเถิบไปอีกขั้น ภาคอีสานเป็นภาคที่คึกคัก มีส่วนร่วมสูง มีผู้นำหลากหลาย
มองศักยภาพการจัดตัวที่เกิดขึ้นแล้วขึ้นไปเปลี่ยนที่เป็นเนื้อหาปฏิรูปที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เรื่องใหญ่ ปรับโครงสร้างต้องมองทั้งกระดาน ปรับข้างบน ข้างล่างไม่เปลี่ยน ระดับการสนับสนุนการทำงานพื้นที่ ขึ้นกับความเข้มแข็ง ระบบส่วนกลาง ระบบภาค ไม่ค่อยเชื่อมโยงต่อเนื่อง มาถึงช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้กระบวนการข้างล่าง สามารถทะลุทะลวง และเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของ พอช. และขบวน
องค์กรพัฒนามีเจ้าหน้าที่ มีระบบขององค์กร มีแผนมีงบประมาณ ส่งผ่านไปที่เจ้าหน้าที่ จนท.ลงไปทำ ที่ผ่านมาชาวบ้านทำ จนท.รับผิดชอบ การจัดองคาพยพ ทำอย่างไรให้ข้างล่างเป็นตัวหลักให้มากขึ้น พอช.สนับสนุนการเติบโตของชาวบ้านอย่างมีทิศทางร่วมกับขบวนชุมชน และประชาสังคม ภาพที่เห็นชัด กระบวนจังหวัดมีการเชื่อมโยงผู้คน การเติบโตของจังหวัดคือสาระสำคัญ
ประธานคณะทำงานศึกษา กล่าวต่อว่า ให้จังหวัดเป็นตัวตั้งจังหวัดเป็นโฟกัส ให้ชาวบ้านเข้มแข็งที่จังหวัด เสนอให้แกร่งขึ้น มีทิศมีทางมากขึ้น บริหารส่วนที่บริหารร่วมกับเครือข่าย จัดการในเรื่องภาพรวม ใช้โครงการพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์จังหวัด เป็นเจ้าของร่วม ใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมโยง เป็นวาระของจังหวัด ครอบคลุม ทั้งจังหวัด ตื่นตัว มีทิศทาง เริ่มไปสู่การอยอมรับของระบบรัฐ เป็นผู้เสนอ เป็นฝ่ายรุก โดยส่วนต่างๆ เข้าสู่วาระของภาคประชาชน พอช.หนุนเสริมความเข้มแข็งการเติบโตของพื้นที่ ทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร สร้างน้ำหนักจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว การพัฒนาที่เข้มแข็ง การปรับเปลี่ยนการตัดสินใจของจังหวัด มากกว่าเรื่องการจัดการงบ ไม่ใช่เรื่องการจัดการแบบเดิม เราจัดการงบพอช. เราหันมาดูกำลังของการทำมาอยู่ที่จังหวัด ขบวนจังหวัดเดินหน้าโยงงานโยงนโยบาย
จังหวัดเป็นตัวตั้ง กลุ่มจังหวัดเชื่อมโยง เป้าหมายการเติบโตที่จังหวัด กลุ่มจังหวัด เป็นกลไกหนุนเสริม ประกอบด้วยตัวแทนแต่ละจังหวัด ภาคี และเจ้าหน้าที่ พอช. เพราะมากกว่างาน พอช. พอช.ทำให้ความเข้มแข็งขยายกว้างมากขึ้น เอกชน หน่วยต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นการบริหารใหญ่ขึ้น และเราจะใช้ทุกกระบวนท่า เพื่อให้จังหวัดจัดการตัวเองได้ เราต้องมีภาพรวมจังหวัดเสนอแผน ผังเมือง เรื่องป่า ให้คนทั้งจังหวัดบริหาร เอาหน่วยงานมาคุย ทำให้การเจรจามีน้ำหนัก ทำได้มากขึ้น เป็นทิศทางโฟกัสสำคัญ รวมทั้งดูเรื่องเชิงภูมินิเวศ หน่วยกลุ่มจังหวัด ภาพรวมตอบยุทธศาสตร์ ให้จังหวัดเป็นผู้บริหาร ระบบพอช.ที่เกี่ยวข้อง จะช่วยสนับสนุนการติดตั้งระบบงบประมาณ ช่วยสร้างเสริมให้เดินได้ด้วยตัวเอง
บทเจ้าหน้าที่พอช.เอื้ออำนวยให้ง่าย งานส่งผ่านให้จังหวัดทำรับผิดชอบทำสัญญากับจังหวัด มีเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้อง จังหวัดต้องมีวิธีการที่เชื่อมโยง เป็นที่รับรู้ มีส่วนร่วม งบที่แสดงฝีมือชาวบ้าน งบแห่งยุทธศาสตร์สร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างสถานะชาวบ้าน สร้างให้เกิดการเชื่อมโยง การใช้งบเพื่อการเปลี่ยนแปลง ไม่งบเชิงสงเคราะห์ ยืดหยุ่น พอช.ต้องคิดกันมากขึ้น ประธานคณะทำงานศึกษา กล่าว
อย่างไรก็ดี ในช่วงท้ายของเวที ได้มีการสรุปสังเคราะห์ทิศทาง แนวทางการปฏิรูป ขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย รศ.ดร. บัวพันธ์ พรหมพักพิง ที่ปรึกษาอนุกรรมการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทีมงานศูนย์ประชาสังคมและการจัดการองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ (ศปส.) ระบุว่า การปฏิรูปเป้าหมาย คือ จังหวัดเข้มแข็ง โดยมีขบวนจังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการที่มีความหลากหลายของกลุ่มต่าง ๆ มากมาย คำถามคือเราต้องการเห็น พอช.เป็นอย่างไร มียุทธศาสตร์เป็นของตนเอง ไม่เป็นเครื่องมือของรัฐและทางการเมือง และเป็นพี่เลี้ยงให้กับสำนักงานภาค และพอช.ภาค ต้องเป็นอย่างไร เช่นการกำหนดกรอบ มาตรฐานรับรองให้กับขบวนจังหวัด กลุ่มองค์กรชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชน ถ้าผ่านมาตรฐานก็สามารถรับงบประมาณได้ และเป็น Coach ให้กับกลไกจังหวัด ในการพัฒนาศักยภาพกลไกจังหวัด เครือข่ายองค์กรชุมชน
รวทั้งสร้างระบบควบคุมจัดการแบบร่วมมือ (Collaborative) ที่ไม่ต้องอาศัยระเบียบ แต่ใช้มาตรฐานการทำงานร่วมกัน มีพันธมิตรเข้ามามีส่วนร่วม
ในส่วนกลไกจังหวัด ควรเป็นแบบไหนทิศทางที่จะไป มีรูปแบบที่หลากหลายเช่น มูลนิธิ สมาคม สมัชชา สหภาพ เป็นต้น เราต้องพิจารณาว่ากลไกลักษณะใดที่เหมาะสม และเกณฑ์ในเรื่องความครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งคิดว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องครอบคลุม แต่ให้ขึ้นอยู่กับความพร้อม หัวใจสำคัญ คือ การสร้างทีมร่วม การรับรองกลไกจังหวัด ที่ไม่ใช่การประเมินผล แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่องทุกปี หรือ 3 ปี
โดยบทบาท หน้าที่ โครงการต่าง ๆ ยังต้องทำตามวิธีงบประมาณ ทั้งการพัฒนาโครงการ การพิจารณาโครงการ
การพัฒนาศักยภาพคน องค์กร และสามารถพัฒนานโยบายสาธารณะจังหวัดที่สำคัญ การเชื่อมประสานภาคีเครือข่าย แต่มีข้อสังเกตเรื่อง การมีวาระ วิสัยทัศน์ร่วมของจังหวัด การบูรณาการ การประสานเชิงนโยบายปัจจัยขึ้นกับผู้นำ ทีม ที่การปรับกลไกเชื่อมโยงที่ไปเชื่อมต่อกับ Plate form กบจ. กบก. หรืออื่น ๆ ที่มีอยู่
ที่สำคัญการปฏิรูป คือการปรับเปลี่ยนกลไกและวิธีการทำงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้รับบริการจากรัฐ มาเป็นผู้รับเอาบริการ และผลิตการบริการเองขึ้นมา และกระจายเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนในจังหวัด เป็นความท้าทาย การออกแบบโครงสร้างในจังหวัดจะเป็นแบบใด มีองค์ประกอบย่อยอะไรบ้าง จะมีการสร้างทีมจัดการขึ้นมาอย่างไร จะมีระบบควบคุมคุณภาพการทำงานอย่างไร จะสร้างผู้นำใหม่ขึ้นมาทดแทนได้อย่างไร จะขยายเครือข่ายอย่างไร ที่ไม่ใช่แค่เรื่องค่าตอบแทน เพราะต้องมีแรงจูงใจอะไรเพื่อดึงคนเข้ามา และจะสร้างพันธมิตร หุ้นส่วน (ผู้ลงทุนร่วมกับขบวน) เครือข่ายกับองค์กรชุมชนอื่นอย่างไร


















