การประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสังคมสุขภาวะและนโนบายครั้งที่ 3/2566 วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2566 ณ ห้องปฏิบัติธรรมชั้น 2 หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพฯ)วาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้คือการสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบประเด็นนำเสนอในครั้งนี้ มี 2 ประเด็นสำคัญคือ 1.บทบาทสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มุ่งสร้างชุมชนเข้มแข็ง 2.กองทุนสวัสดิการชุมชน : คุณภาพชีวิตของชุมชนสังคมท้องถิ่น ดำเนินรายการโดย นพ. พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์
นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุม ว่า สมาชิกส่วนใหญ่ในการประชุมครั้งนี้มีประสบการณ์ร่วมกันมายาวนานและ “ร่วมลุ้น” กับการทำงานด้านพัฒนาชุมชนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เมื่อได้มีโอกาสทำงานด้านการปฏิรูปประเทศกับคุณหมอประเวศ วะสีและท่านอานันท์ ปันยารชุน ได้ติดตามเจาะลึกประเด็นเรื่องการพัฒนาของประเทศเรื่องการปฏิรูป การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ เรื่องทุนชุมชน มีการทบทวนการทำงานที่ผ่านมา เห็นได้ว่ามีความก้าวหน้าในหลายๆ เรื่อง
นายกฤษฎา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้มอบหมายให้นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวถึงบทบาทสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มุ่งสร้างชุมชนเข้มแข็ง ว่าพอช.เป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีเป้าหมายในการช่วยสนับสนุน ส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นสร้างความเข้มแข็งด้วยตนเอง ทำให้เกิดการรวมกลุ่มรวมตัวกันในทุกระดับ และได้กำหนดเป้าหมายในปี 2560 -2579 ให้มีชุมชนเข้มแข็งเต็มพื้นที่ประเทศไทย ซึ่งเกิดการตั้งคำถามจากหลายภาคส่วนว่าจะทำได้อย่างไร แต่การทำงานในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มั่นใจว่าชุมชนมีศักยภาพ มีทุนในชุมชน เราต้องช่วยกัน สร้างความร่วมมือกับส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ภารกิจของ พอช. แบ่งเป็นสองส่วนหลักด้วยกันคือ ภารกิจ 1 เป็นไปตามกฤษฎีการจัดตั้ง ปี 2543 คือสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนโดยใช้มิติต่างๆ ภารกิจที่ 2 ให้การช่วยเหลือด้านการเงินกับชุมชน ใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือทำให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน เช่น งบอุดหนุน งบสินเชื่อเพื่อดำเนินการให้เกิดการพัฒนาโดยตัวของชุมชนเอง เรื่องที่อยู่อาศัย เชื่อมโยงเครือข่ายองค์กร ในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศ ปัจจุบันเกิดการต่อกันเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ต้องประสานกับภาคส่วนต่างๆ เช่น หน่วยงานส่วนกลาง ท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน
แนวทางการทำงานของ พอช. 1. พยายามหนุนให้ชุมชนเป็นแกนหลักที่สำคัญ พัฒนาพื้นที่ตนเอง ให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าของเรื่องที่จะแก้ไขปัญหา มีกระบวนการหนุนเสริมจากฐานชุมชนเอง 2. สร้างเครือข่ายชุมชน มีเครือข่ายองค์กรชุมชน เกือบทุกชุมชน 3. สานพลังภาคส่วนต่างๆ มาช่วยกันแก้ปัญหา 4. สร้างรูปธรรมในการแก้ไขปัญหา ทั้งเชิงพื้นที่และเชิงประเด็นงาน ในเรื่องเศรษฐกิจ การจัดการทรัพยากร ที่อยู่อาศัย สวัสดิการชุมชน สู่การผลักดันไปเป็นนโยบายรัฐบาล ได้หลายประเด็น เช่น ที่อยู่อาศัย สวัสดิการชุมชน
พอช. ทำงานโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เชื่อมโยงให้เกิดการทำงานร่วมกันให้น้ำหนักที่จังหวัดและตำบล ให้เป็นตำบลจัดการตนเอง ตั้งหลักจากฐานขึ้นมาก่อน มุ่งเป้าให้ตำบลสามารถทำแผนพัฒนาของพื้นที่เองได้ และทำให้เกิดการแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ ได้ เช่น สุขภาพ ทรัพยากร
ในระดับจังหวัดวางเป้าหมายให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ ถ้าเปลี่ยนจังหวัดได้ เชื่อว่าสามารถเปลี่ยนประเทศไทย ถ้าขบวนองค์กรชุมชน ทำงานร่วมกับจังหวัดได้ การพัฒนาประเทศจะเปลี่ยนไป การพัฒนาจะมาจากข้างล่าง ส่วนกลุ่มจังหวัดเป็นกลไกการเชื่อมโยงประสานงาน เชื่อมโยงความรู้ ช่วยกันทำงาน สนับสนุนกันในกลุ่มจังหวัด ทำให้เกิดการพัฒนาไปด้วยกัน
การทำงานของ พอช. แบ่งเป็น 5 ภาค 18 กลุ่มจังหวัด คือ ภาคอีสาน 5 กลุ่ม ภาคเหนือ 4 กลุ่ม ภาคกลางและตะวันตก 3 กลุ่ม ภาคกรุงเทพ ปริมณฑล และตะวันออก 3 ภาคใต้ 3 กลุ่ม ศูนย์ภาค เป็นหน่วยที่จะมาดูยุทธศาสตร์ร่วมกันและจัดสรรทรัพยากรลงไปที่จังหวัด วางแผนการทำงานว่าจะหนุนอย่างไรให้แต่ละจังหวัดขับเคลื่อนได้ มีอนุกรรมการภาคมาช่วย มองภาพรวมการขับเคลื่อนว่าจะทำงานกันอย่างไร
กลไกการทำงานที่สำคัญอีกกลไกหนึ่งคือ สภาองค์กรชุมชน ซึ่งจัดตั้งตาม พรบ.ปี 2551 เป็นเครื่องมือสำคัญหนุนเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ในปัจจุบันมีจำนวน 7801 แห่ง เป็นพื้นที่พูดคุยปัญหาของชุมชน เกิดการแก้ไขปัญหา เช่น การจัดการน้ำ การป้องกันไฟป่า ฝุ่นควัน การจัดการทรัพยากร แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบท มีบทบาทสำคัญในเรื่อง การป้องกันและต่อต้านการทุจริตโดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชน (โครงการ Big Rock) สร้างธรรมาภิบาลในชุมชนท้องถิ่น สร้างความเข้มแข็งของชุมชน
แนวทางการทำงานในอนาคต1. เปลี่ยนทัศนคติให้กับการทำงาน จากเดิมที่เชื่อว่าการพัฒนาแบบบนลงล่าง ต้องรอให้รัฐมาแก้ให้ต้องเปลี่ยนใหม่เป็น ชุมชนท้องถิ่นสามารถลุกขึ้นมาจัดการได้ โดยให้รัฐช่วยสนับสนุน 2. ระบบการทำงานร่วมกันในพื้นที่ กลไกพื้นที่อย่างเดียวเปลี่ยนพื้นที่ไม่ได้ การบูรณาการยังไม่เกิด การทำงานภาครัฐยังทำตามฟังชั่น ต่างคนต่างทำ ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน 3. กองทุนสวัสดิการ เป็นมากกว่ากองทุนสวัสดิการ เป็นเครื่องมือให้คนในชุมชนมาเจอกัน มาคิดออกแบบพัฒนาร่วมกัน จนกลายเป็น “กองทุนการพัฒนาพื้นที่”
ประเด็นกองทุนสวัสดิการชุมชน : คุณภาพชีวิตของชุมชนสังคมท้องถิ่น นายแก้ว สังข์ชู ประธานคณะอนุกรรมการสวัสดิการชุมชนกล่าวว่า การทำงานกับชุมชนเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับคนหลายช่วงวัยหลายมิติ ทั้งการศึกษา ความเป็นอยู่ หลักการทำงานคือให้เขาเดินด้วยตนเอง แนวคิดหลักการ เรื่องสวัสดิการชุมชน มาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย การช่วยเหลือกันจนมีบ้านอยู่ การแบ่งที่ดินทำกิน ทำอาหารแลกกันกิน ใช้วิถีวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำสวัสดิการ เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงก็ต้องปรับให้สอดคล้องกับโลก ทั้งกระบวนการและวิธีการทำงาน เช่น เนื่องจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ตรวจสอบกองทุนสวัสดิการและให้ข้อเสนอแนะถึงการจัดทำเอกสาร ข้อมูลต่าง ทางกองทุนสวัสดิการจึงได้ระดมทุนร่วมกันจัดหาโปรแกรมที่จะช่วยให้การทำงานสวัสดิการสะดวกมายิ่งขึ้น จนได้ระบบโปรแกรมที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการทำงานของกองทุนสวัสดิการคือ หลักการทำงานทางความคิด การพึ่งตนเอง เป็นหลักสำคัญของมนุษย์ ทำให้เราเริ่มลงมือทำ เมื่อมีกองทุนสวัสดิการขึ้นมาต้องใช้เงิน ใช้การบริจาค 1 บาท ต่อคนต่อวัน เหมือนเราทำบุญให้วัด คนละ 1 บาท ต่อคนต่อวัน ไม่มีเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ถ้ามีจะเกิดช่องว่างโดยอัตโนมัติ เกิดการแตกแยกทางความคิด หลักความเป็นเจ้าของ สมาชิกกับกรรมการมีความเป็นเจ้าของเท่ากัน หลักการให้และรับ หลักพื้นที่วิถีที่แตกต่าง หลักใช้การเรียนรู้ตลอดชีวิต หลักการใช้เงินเป็นเครื่องมือ หลักธรรมาภิบาลการบริหาร
โครงสร้างการทำงาน มีกลไกในระดับตำบล ออกแบบเองตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ผ่านการประชุมใหญ่ของกองทุนสวัสดิการในแต่ละปี
กลไกระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ตัวแทนชาวบ้านเป็นรองประธาน พัฒนาชุมชนจังหวัดเป็นเลขาร่วม กลไกจังหวัดต้องมาจากชุมชนอย่างน้อย 12 คน
กลไกระดับภาค ทุกภาคมีเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค มีคณะทำงานมาจากทุกจังหวัด มีประชุมทุก 2 เดือน อนุกรรมการระดับชาติ แต่งตั้งโดยบอร์ดของ พอช.
นายปาลิน ธำรงรัตนศิลป์ เลขาเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาคกล่าวว่าปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนมีจำนวน 5,505 กองทุน สมาชิกกองทุน 6,240,818 คน เงินกองทุนสะสม 19,396 ล้านบาท หลักการสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชน เงินอยู่กับชุมชนไม่ใช่แค่ตัวเลข เป็นเงินจริงๆ สามารถใช้ได้ทันที ทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ และต้องมีความรวดเร็ว เช่นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เครือข่ายสวัสดิการทั่วประเทศสามารถผลิตหน้ากากผ้าได้ 3,000,000 ชิ้น เพราะความพร้อมในทุกด้าน
กองทุนสวัสดิการไม่ได้แข่งกับรัฐ ไม่แข่งกับประกันภัย เติมส่วนและอุดช่องที่ีรัฐเข้าไม่ถึง การจัดสวัสดิการชุมชนสามารถจัดเป็นกลุ่มได้ เช่น ที่จังหวัดสระแก้วไม่ได้ช่วยทุนการศึกษาเป็นรายคนแต่จ้างครูมาสอนภาษาให้เด็กๆ เป็นกลุ่ม ซึ่งคือการเรียนพิเศษนั้นเองแต่เด็กที่ฐานะยากจนไม่มีสิทธิ์เรียน ทางกองทุนได้จ้างครูมาสอนเด็กที่มาเรียนไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการ
กองทุนสวัสดิการเป็นเรื่องของประชาธิปไตย เรื่องศักดิ์ศรีชุมชน ประชาธิปไตยชุมชน ทุกคนเท่าเทียมกันที่การสมทบวันละ 1 บาท
กองทุนสวัสดิการเป็นการโยงกันเป็นเครือข่าย เราไม่ใช่ดูแลกันเฉพาะในตำบล แต่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ เช่น เกิดเหตุกราดยิงที่หนองบัวลำพูสามารถระดมเงินช่วยเหลือได้สองแสนบาท เกิดน้ำท่วมที่อุบลราชธานี มีการระดมเงินไปช่วยเหลือ
การเป็นสมาชิกกองทุนไม่จำเป็นต้องจ่ายเป็นเงินอย่างเดียว ที่ตำบลวังใหม่ อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว มีการเลี้ยงวัวจำนวนมาก สมาชิกกองทุนใช้ขี้วัวมาจ่ายสวัสดิการ กองทุนสวัสดิการแปรรูปเป็นปุ๋ยนำไปขาย ทำให้มีสมาชิกเป็นจำนวนถึง 8000 คน คิดเป็น 80 % ของประชากรทั้งตำบล
นายประวัติ กองเมืองปัก เครือข่ายคณะทำงานสวัสดิการชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า กองทุนสวัสดิการใช้เงินหนึ่งบาทเป็นเครื่องมือ เรื่องที่รัฐเข้าไม่ถึง นอกจากเป็นหุ้นส่วนแล้วเป็นการพัฒนาด้านสุขภาวะชุมชน เช่น ที่จังหวัดมหาสารคราม ใช้กองทุนสวัสดิการในการดูแลการจัดการดินน้ำป่า ทรัพยากร เช่นปัญหาเรื่องที่ดินทำกินทับซ้อนกับที่สาธารณะ ชุมชนได้รวมตัวกันแก้ไขปัญหา ยกระดับไปสู่การแก้ปัญหาในระดับจังหวัด เกิดการสำรวจข้อมูลจนผุู้ว่าราชการจังหวัดมีมติให้เกิดการขออนุญาตใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามมาตรา 9 นำไปสู่ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย อาชีพ การทำการเกษตร การใช้พลังงานทดแทน การจัดการน้ำ การแปรรูปผลผลิต เกิดโครงการทำเกษตรแบบใหม่ 4 gen farm คือคน 4 วัยทำงานด้วยกัน
นางสาวจารุลักษ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ ได้กล่าวแนะนำกองทุนการออมแห่งชาติ และการร่วมมือกับ พอช.ในการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมการออมให้กับชุมชนซึ่งได้ดำเนินการในหลายพื้นที่และมีกลุ่มเป้าหมายที่ขยายเพิ่มขึ้นคือกลุ่มเยาวชนอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ปรับการทำงานให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น และต่อไปแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ จะต้องมาจากข้างล่าง ในช่วงสถานการณ์โควิด คิดว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนจะเป็นอย่างไรแต่วันนี้เห็นแล้วว่ากองทุนมีความยั่งยืน เช่น การปรับตัวมาใช้โปรแกรมที่ทันสมัยมาช่วยในการจัดเก็บข้อมูลเป็นต้น เพราะต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนเร็วต้องปรับตัว ตอนต้นๆ สวัสดิการคือการช่วยเหลือแต่ตอนนี้เป็นกองทุนเพื่อพัฒนา ปรับไปเรื่อยๆ ตรงนี้น่าจะเกิดโอกาสที่ดี เราได้ผลักดันให้รัฐบาลนี้เห็นด้วยว่าวิธีการพัฒนาแบบบนลงล่างไม่ทันสมัยต้องเปลี่ยน ขณะนี้สภาพัฒน์ฯ ให้รัฐบาลพัฒนาเป็นเชิงพื้นที่ ผลักดันให้ท้องถิ่นของบประมาณได้ด้วยตัวเองไม่ต้องผ่านหน่วยงานต่างๆ
สิ่งสำคัญคือการสร้างระบบนิเวศที่ดี ยกย่องเชิดชูสิ่งที่ดีๆ ของชุมชนให้เกิดกำลังใจในการทำงานเกิดความเชื่อถือ ภาคภูมิใจในการทำความดี ให้ชาวบ้านเป็นคนบอกว่าในพื้นที่เรามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น เช่น เรื่องสวัสดิการชุมชน สามารถเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ได้ทุกวัน
นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า การพัฒนาต้องทำแบบวาฟเฟิล เอาสวัสดิการชุมชนเป็นตัวเร่ง สร้างคนดี เป็นการมองชุมชนเข้มแข็งได้อีกวิธีหนึ่ง ใช้รากเหง้าของสุทธิชุมชนเชื่อมไทย เชื่อมโลกได้ การยึดโยงของระบบสวัสดิการชุมชน ในบริบทของชุมชนเข้มแข็ง การปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถเชื่อมโลกสู่ระดับตำบลเช่น ควนขนุน (ตำบลควนขนุน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลูง) ได้ทุกตำบล อยากให้เร่งเรื่องระบบสวัสดิการชุมชนที่ไม่ใช่ตัวเงิน เป็นการใช้หรือการแบ่งปันทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ฟื้นฟูจารีตประเพณี สิทธิที่รัฐจะก้าวมาละเมิดตรงนี้ไม่ได้ ต้องพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิตให้มากขึ้น เช่น สเกลในชุมชนเป็นหลัก พลังของความดี ความเอื้ออาทร เป็นระบบสวัสดิการชุมชนคือระบบปกป้องคุ้มครองสิทธิชุมชน
พญ.บุษกร อนุชาติวรกุล กล่าวว่า เป้าหมายใหญ่ของเรื่องสวัสดิการชุมชน คือ1. ก้าวย่างไปสู่ทิศทางไปสู่การพึ่งตนเอง การเรียนรู้ของกรรมการเป็นหัวใจสำคัญทำให้เราต้องพึ่งพิงภายนอก สิ่งอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีรายจ่ายเยอะ หนี้สินเยอะ ทำอย่างไรให้ชาวบ้านเรียนเรื่องนี้อย่างมีสติ ต้องพึ่งตนเองรอบด้าน เพราะการอยู่ภายใต้บริบทและสภาวะที่เป็นพลวัตในปัจจุบัน 2. การพึ่งพาซึ่งกันและกัน อยู่ในฐานวัฒนธรรมของชาวบ้าน ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านพึ่งพากันในเชิงวัฒนธรรมน้อยลง แต่ในเชิงทุนนิยมมากขึ้น สงสารอยากช่วย เป็นวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งมาก ช่วยแก้ปัญหาได้เยอะ การดูแลผู้สูงอายุ พิการ ยากไร้ ต้องฟื้นฟูตรงนี้ให้ได้ การขยายเป็นเครือข่าย 5 ภาค ทำมาเกือบ 20 ปี เป็นทิศทางอนาคต ทำเรื่องใหญ่ได้มากขึ้น 3. การพึ่งภายนอก เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน เป็นว่าชุมชนจะเปลี่ยนแปลงนโยบาย ระบบการบริการภาครัฐและทิศทางการไหลของทรัพยากรให้ตอบโจทย์ที่พลวัตได้อย่างไร ไม่พึ่งภายนอกเพราะรัฐมีหน้าที่ทำตรงนี้ ไม่ใช่ขอร้องพึ่งพิง ส่วนนอกภาครัฐเป็นเรื่องการเรียนรู้ให้เท่าทัน การต่อเชื่อมการท่องเที่ยว ขายเรื่องการท่องเที่ยว มาดูการจัดสวัสดิการชุมชน กลุ่มลูกค้ายุโรปจะสนใจตรงนี้มาก ไม่เอาปริมาณ ให้ชาวบ้าน นักเรียนเป็นมัคคุเทศน์















