วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ประชุมเพื่อวางแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ห้องประชุมหว้ากอ 1 (NXPO) อาคารจตุรัสจามจุรี ชั้น 14 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) มีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน ได้รับเกียรติจาก ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ กรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ร่วมในการหารือแนวทางในครั้งนี้
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากว่า ทุกวันนี้ประชาชนในชุมชนยังประสบปัญหา อยู่ 2 – 3 ประการ ที่ยังคงทำให้เกิดความจน ประการแรก เรื่องหนี้สิน ประการที่สอง มีคนกลางมาแบ่งรายได้ จากที่คนจนหรือเกษตรกรจะได้รายได้จากการผลิตในสัดส่วนที่เหมาะสม แต่มีคนกลางมาแบ่งสัดส่วนรายได้นั้นไป ประการสุดท้าย ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ที่ลงไปนั้นมักบอกว่าให้ชุมชนทำหรือบังคับให้ทำทุกอย่างเกินไป หากเราหาองค์ประกอบที่ใช่ ผสานพลัง และทุน เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของชุมชน แล้วผลักดันสู่ตลาดสากล เมื่อเราช่วยกันทำ จะทำให้ขับเคลื่อนและขยายผลต่อไปได้ และเมื่อทำสำเร็จแล้วอาจจะเก็บเงิน ประมาณ 5% เพื่อสร้างกองทุน ให้เกิดการหมุนเวียน หากทำได้จะปิดช่องว่างต่างๆ ของหน่วยงานได้ สามารถพลิกโฉมประเทศไทยได้
ประเด็นที่คิดว่าจะเป็นการสานพลังในการทำงานร่วมกัน อาทิ 1) การสร้างนวัตกรรมเพื่อชาวบ้านในการเปลี่ยนอนาคตประเทศไทย และงบประมาณในการสนับสนุนเรื่องนี้ 2) การให้คนรุ่นใหม่เป็นฐานการพัฒนา ดึงให้กลับบ้าน เพาะบ่มหลักสูตรผู้นำชุมชนและผู้นำที่ดี กลับไปพัฒนาในพื้นที่บ้านเกิดตนเอง 3) การบูรณาการในประเด็นวิสาหกิจชุมชน ตามงบ Agenda ร่วมกับ สสว. โดยมีการออกแบบผลิตภัณฑ์และสินค้าชุมชนที่เน้นการช่วยเหลือชุมชน และ 4) การสร้างต้นแบบพื้นที่นำร่องตามรูปธรรมชุมชน อาทิ ป่าชุมชน ป่าชายเลนชุมชน ธนาคารปูม้า สถาบันการเงินชุมชน เป็นต้นเพื่อให้เกิดการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้คนในชุมชน และร่วมคิดค้นนวัตกรรมจากสิ่งที่ชุมชนดำเนินการอยู่แล้วโดยใช้ฐานงานวิจัยให้ดีคือ เช่น ธนาคารปูม้าจะทำอย่างไรให้ปูตัวโตขึ้น และเพิ่มจำนวนปู เพื่อส่งเสริมการเพิ่มฐานการผลิตที่มากขึ้น
“เป็นจุดเริ่มต้นของพวกเรา ในการสานพลัง จะเป็นการตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของชาวบ้านได้อย่างแท้จริง ทำเป็นพื้นที่ต้นแบบ แล้วค่อยๆ ขยายและกระจายพื้นที่ไป โดยมีการทำบทเรียนของชุมขนที่มีรูปธรรมทั้งคลังความรู้ จะมี สสว. ผนึกพลังกับมหาวิทยาลัยในงานวิจัย โดยมี ผอ.พอช.ประสานกับหน่วยงาน พื้นที่ และขบวนองค์กรและชุมชนที่เกี่ยวข้องในการทำเรื่องราวเหล่านี้ต่อไป”
ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ กรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า ในการสร้างความร่วมมือ เรื่องของพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2566 นี้เป็นต้นไป มองว่าเรื่องการท่องเที่ยวสำคัญ ที่ผ่านมาหลายๆ หน่วย สิ่งที่จะขับเคลื่อนร่วมกันคือ 1) พื้นที่ 2) ผู้นำชุมชน ต้องมีการพัฒนาให้เป็นนักธุรกิจในตัวเพิ่มขึ้น 3) จะปรับคนกลางได้อย่างไร เพื่อให้ชาวไร่ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น 4) นวัตกรรม อว. หรือ หน่วยนวัตกรรมต้องเข้ามาสนับสนุน และ 5) การสื่อสารประชาสัมพันธ์ เป็นการสื่อสารเพื่อสร้างความหวัง กำลังใจ เป็นสิ่งสำคัญ
4 พลังภาคีจับมือส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. เป็นหน่วยจัดสรรทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น ที่มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหม่ ธุรกิจขนาดจิ๋ว วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับพื้นที่ การขจัดความยากจนได้นำโมเดลของประเทศจีนมาใช้ในการวางทิศทาง ที่จะทำนโยบาย ข้อมูล และอุตสาหกรรมในพื้นที่ ที่จะทำให้ Local Business ดำเนินการได้ ภายใต้ฐานทุนของชุมชน แล้วประสานภาคเอกชนเข้าไปหนุนเสริมในส่วนที่ชาวบ้านทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น บพท. ดำเนินการคือ ระบบข้อมูล TPMAP นำมาสู่การวิเคราะห์ฐานทุนครัวเรือน แล้วนำมาสอบทาน ในแพลตฟอร์มระดับจังหวัด ดำเนินการใน 20 จังหวัดยากจน มีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อน รวมไปถึงแพลตฟอร์ม Local Enterprises เป็นแพลตฟอร์มให้ผู้ประกอบการชุมชน ใช้ฐานทุนวัฒนธรรม ที่เป็นฐานทุนที่รายใหญ่ไม่เล่น ทำให้ Value Chain หมุนเวียนในพื้นที่เป็นการส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เกิดการจัดการห่วงโซ่คุณค่าใหม่ที่มีการกระจายรายได้อย่างมีธรรมาภิบาล และเกิดการจ้างงานในชุมชนเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในชุมชน
นาวาอากาศเอกอธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) กล่าวว่า อพท. มีภารกิจในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่พิเศษ พื้นที่เตรียมประกาศ และพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยว มีการดำเนินการบูรณาการจากทุกภาคส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน ดำเนินการใน 4 มิติ คือ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม มีการใช้เครื่องมือในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย การพัฒนาและบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานระดับสากล ใช้เครื่องมือ GSTC การพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ตามแนวทางของ UNESCO การพัฒนาศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และ การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ตามมาตรฐานระดับสกล ใช้เครื่องมือ CBT Thailand ซึ่ง อพท. ทำบทบาทเป็นพี่เลี้ยง ชวนชุมชนที่มีศักยภาพคิดค้นศักยภาพและของดีขึ้นมา ในรูปแบบ Co-Creation & Co-Own ร่วมเป็นเจ้าของ หรือ Co-Own เพื่อให้ทุกภาคส่วนเกิดความหวงแหนร่วมกัน การท่องเที่ยงเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่ดี สิ่งที่ อพท. มีเป้าหมายสำคัญคือ การมีส่วนร่วม ในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า พอช. มีบทบาทในการสนับสนุนช่วยเหลือองค์กรชุมชนและเครือข่ายดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและประชาสังคม และสร้างความร่วมมือขององค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนทุกระดับ การขับเคลื่อนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนสู่การแก้ปัญหาความยากจน ให้เครือข่ายองค์กรชุมชนในพื้นที่ในการหล่อหลอมการอยู่ร่วมกันของชุมชนท้องถิ่น มีการขับเคลื่อนงานผ่านประเด็นยุทธศาสตร์ อย่างสภาองค์กรชุมชน 7,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนตามประเด็นงานสำคัญ อาทิ สวัสดิการชุมชน เช่น จ.ภูเก็ต ต่อเชื่อมกับ จ.ชัยภูมิ ในสร้างระบบเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจและหารายได้ในการจัดสวัสดิการให้กับชุมชน มีการซื้อข้าว แล้วขายข้าว กำไรจากการขายข้าวก็นำมาจัดสวัสดิการชุมชน เป็นต้น การพัฒนาที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคงเมืองและชนบท รวมถึงการส่งเสริมสัมมาชีพชุมชนในการสร้างเศรษฐกิจฐานราก ให้ประชาชนยกระดับการสร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้
“การทำงานของ พอช. ทำงานหลายมิติ แต่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ เช่น การท่องเที่ยว รวมถึงเศรษฐกิจ แต่เรามีต้นทุนสำคัญคือคน เป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานร่วม ตั้งแต่ระดับตำบล ระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ ที่ผสานพลังสำคัญ คือ รัฐ ภาคประชาชน เอกชน และท้องถิ่น โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง การสานพลังความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการหนุนเสริมพี่น้องในพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญของ พอช. เพื่อหนุนเสริมให้องค์กรชุมชนมีศักยภาพเพื่อให้หลุดพ้นปัญหาสังคมและความยากจน ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่า ชาวบ้านได้หันมาใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาตนเอง แต่ต้องเฟ้นหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่จะให้เกิดการเข้าถึงเทคโนโลยีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่มากขึ้น 5 ระบบรูปธรรม สู่การแก้ความยากจน ประกอบด้วย (1) 1 ตำบล 1 แผน (2) 1 จังหวัด 1 แผนบูรณาการ (3) แผนพัฒนาที่อยู่อาศัยจังหวัด (4) ระบบสวัสดิการชุมชน (5) ระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชน”
นายวชิระ แก้วกอ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า SME มีการลงไปถึงวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการชุมชน ที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง มีการเชื่อมโยงและผลักดันให้ไปสู่จุด Micro ให้ได้ มีการปรับบทบาทหน่วยงานในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายมากขึ้น ให้ความสำคัญคือการทำระบบข้อมูล SME ให้มีบัตรประชาชนสำหรับ SME เพื่อให้ทราบถึงตัวตนจริงๆ ของเขา และมีการเติบโตในขั้นไหนบ้าง จะทำให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจน สิ่งสำคัญที่ทำคือ SME ONE ID มีการทำให้เกิดสิทธิประโยชน์ มีการเชื่อมโยงกับต่างประเทศ SME ACCESS การดำเนินงานของ SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก มีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนต่างๆ เพื่อช่วยผู้ประกอบการฐานราก มีการ Mapping ข้อมูลฐานรากจากหน่วยงานต่างๆ ที่ดำเนินการ มีการผลักดันให้เกิดมาตรการในสิ่งที่จะให้เกิดการเสริมความรู้ที่จำเป็นนการให้ผู้ประกอบการเป็นมืออาชีพ มีการดำเนินการนำร่อง มีกิจกรรมและพฒนาที่ปรึกษาเฉพาะ มีการพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตลาด ทั้งออนไลน์ และ ออฟไลน์ ใช้ช่องทางที่ สสว. มีอยู่ SME Connext เป็นเว็บเชื่อมโยง ใช้น้องมะเฟือง มีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดผ่านงานแสดงสินค้า และกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาคุณภาพของสินค้า/บริการ และมีการทำโครงการ SME Restart เพื่อขยายการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ Sandbox เพิ่มเติมตามนโยบายของรัฐ และสร้างความเชื่อมั่นและศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในการก้าวสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่
จากการประชุมร่วมกันในครั้งนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนร่วมกัน ทั้งในการกำหนดแนวทางนโยบาย รวมถึงทีมปฏิบัติการร่วมระหว่าง 4 หน่วยงานภาคี ซึ่งจะต้องมีการเลือกพื้นที่ เพื่อดำเนินการร่วมกัน แล้วทำเป็นต้นแบบต่อไป















