
ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนฯ ยื่นประเด็นข้อเสนอการแก้ไขปัญหาจากที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติให้ผู้แทนรมว. กระทรวง พม.
พอช. / ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลประชุมวันสุดท้ายที่ พอช. รวบรวมปัญหาจากชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ 5 ด้าน คือ สิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน การกระจายอำนาจ เศรษฐกิจฐานราก และผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของรัฐเสนอ รมว.กระทรวง พม. เพื่อนำเข้าสู่ ครม.เพื่อพิจารณาสั่งการ โดยมี นต.สุธรรม เลขาฯ รมว.พม.เป็นผู้แทนรับมอบ ด้าน ‘กอบศักดิ์’ ประธานบอร์ด พอช. ย้ำ “พอช.เป็นเสบียงสนับสนุนชุมชน”
ระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายน มีการจัด ‘การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ประจำปี 2565’ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ ‘พอช.’ ถนนนวมินทร์ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ 77 จังหวัดๆ ละ 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่และผู้บริหาร พอช. เข้าร่วมประชุมประมาณ 200 คน
14 ปีสภาองค์กรชุมชนตำบลจัดตั้งแล้ว 7,795 แห่งทั่วประเทศ
โดยในวันนี้ (30 พ.ย.) เป็นการประชุมวันสุดท้าย ในช่วงเช้ามีการประชุมตามระเบียบวาระต่อเนื่องจากเมื่อวาน เพื่อเตรียมนำข้อเสนอจากที่ประชุมในระดับชาติฯ เสนอต่อนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาแก้ไขปัญหาของคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยนาวาตรีสุธรรม ระหงษ์ เลขานุการ รมว.พม. เดินทางมารับมอบข้อเสนอจากที่ประชุมแทนนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว. พม.

การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลที่ พอช.วันสุดท้าย
ทั้งนี้สภาองค์กรชุมชนตำบลก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2551 ตาม ‘พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551’ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ และมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ทำหน้าที่ส่งเสริมการจัดตั้งและการดำเนินกิจการของสภาองค์กรชุมชนตำบล
ปัจจุบันสภาองค์กรชุมชนตำบลดำเนินการมาได้ 14 ปี มีการจัดตั้งในระดับตำบล เทศบาล และเขต (ในกรุงเทพฯ) รวมทั้งหมด 7,795 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 99.62 ของจำนวนตำบล/เทศบาล/เขตทั่วประเทศ (7,825 แห่ง) ที่ผ่านมา สภาฯ มีบทบาทในการเป็นกลไกการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งยังสามารถนำปัญหาหรือผลกระทบจากการพัฒนาประเทศเสนอเข้าสู่ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ (ดู ข้อมูลเพิ่มเติมที่ ‘14 ปี สภาองค์กรชุมชน…’ / www.thaipost.net/public-relations-news/270916/)

ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนฯ จากจังหวัดต่างๆ เสนอความเห็น
ปัญหาและข้อเสนอจากชุมชนท้องถิ่นสู่ ครม.
นายทองใบ สิงสีทา หัวหน้าสำนัก สำนักประสานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า ตาม ‘พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551’ มาตรา 30 กำหนดว่า “ในปีหนึ่งให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จัดให้มีการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลอย่างน้อยหนึ่งครั้ง”
มาตรา 32 ให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(1)กำหนดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งและการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนในระดับตำบลให้เกิดความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ เพื่อเสนอให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ
(2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม
(3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ประสบ และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะ รัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ
“การประชุมในปีนี้มี Theme หรือสาระสำคัญในการประชุม คือ ‘สภาองค์กรชุมชนเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา สร้างการกระจายอำนาจ สู่ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ภายใต้วิถีวัฒนธรรมพื้นถิ่น’ โดยจะมีการประชุมหารือใน 5 ประเด็นหลัก คือ 1.สิทธิชุมชน 2.สิทธิมนุษยชน -3.การกระจายอำนาจ 4.เศรษฐกิจฐานราก และ 5.ผลกระทบจากนโยบายการพัฒนา เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โครงการผันน้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฯลฯ เพื่อนำข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาจากภาคประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ต่อไป” นายทองใบกล่าว

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาชนสู่ ครม.
นายประยูร จงไกรจักร ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล กล่าวว่า การประชุมระดับชาติในปี 2565 นี้ ที่ประชุมได้รวบรวมนำเสนอปัญหาในท้องถิ่นและปัญหาเชิงนโยบายจากทั่วประเทศที่มีผลกระทบต่อประชาชน รวมทั้งหมด 5 ประเด็นหลัก เพื่อเตรียมนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาแก้ไขปัญหาของคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยมีประเด็นต่างๆ ดังนี้
1.ประเด็นสิทธิชุมชน ประกอบด้วย ข้อเสนอด้านที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย การจัดการทรัพยากร การจัดการน้ำ สภาพภูมิอากาศ การจัดการภัยพิบัติ กลุ่มชาติพันธุ์ และประมงพื้นบ้าน
โดยมีกรณีเร่งด่วน คือ ปัญหาที่ชาวเลหรือกลุ่มชาติพันธุ์อุรักลาโว้ย บนเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ถูกเอกชนอ้างเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินที่ชาวบ้านเคยใช้ประโยชน์ร่วมกันปิดกั้นเส้นทางสาธารณะที่ชาวบ้านใช้ร่วมกันมานานตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ โดยเอกชนนำรั้วตาข่ายมากั้นเป็นประตู ทำให้ชาวบ้านและเด็กนักเรียนไม่สามารถใช้เส้นทางนี้ได้ ต้องเดินอ้อมไปไกล เกิดผลกระทบต่อการไปโรงเรียนของเด็กและชาวบ้านที่ต้องเดินผ่านเพื่อไปสถานีอนามัย ฯลฯ
นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา ชาวเลถูกนายทุนฟ้องร้องเพื่อขับไล่ออกจากที่ดินที่เคยอยู่อาศัยมานานประมาณ 30 คดี จึงให้ที่ประชุมนำปัญหานี้เสนอให้ผู้แทนกระทรวง พม.ที่จะมารับข้อเสนอจากที่ประชุมในวันนี้ด้วย

ชาวเลที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล
2.ประเด็นสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วยข้อเสนอ เช่น ด้านสิทธิทางการเมือง การแสดงออกทางสังคมการเมือง กรณีการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองของประชาชนถูกจับกุม ทำร้ายร่างกาย ถูกละเมิดสิทธิ จึงเสนอให้มีการคุ้มครองสิทธิและมีพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชน ด้านสวัสดิการสังคม ประชาชนเข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐานจากรัฐ ควรปรับปรุงให้เป็นระบบรัฐสวัสดิการ ด้านกลุ่มชาติพันธุ์ ถูกจำกัดสิทธิด้านต่างๆ ควรได้รับสิทธิคุ้มครองและบริการเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไป และด้านพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ การถูกรุกรานจากโครงการพัฒนาของรัฐ เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล สัมปทานเหมืองหิน แต่เมื่อประชาชนนำเสนอปัญหากลับถูกคุกคาม จึงต้องให้การปกป้องคุ้มครองสิทธิในการแสดงออก
3.ประเด็นการกระจายอำนาจ ประกอบด้วยข้อเสนอด้านการปกครอง การจัดการทรัพยากร และการพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ (จังหวัดจัดการตนเอง) มีตัวอย่างข้อเสนอ เช่น การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระ เพื่อลดอำนาจรัฐจากส่วนกลาง เพื่อให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง มีความเจริญ ลดความแออัดด้านการพัฒนา สามารถใช้อำนาจรัฐปกครองตัวเองได้ตามวิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่น
โดยจะต้อง 1.กระจายอำนาจทางการเมือง เพื่อท้องถิ่นสามารถเลือกผู้นำได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
2.กระจายอำนาจด้านการบริหาร 3.กระจายอำนาจด้านการคลังให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถรับงบประมาณพัฒนาจากท้องถิ่นได้โดยตรง และ 4.การกระจายอำนาจด้านกฎหมาย เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถออกกฎหมายให้เหมาะสมกับท้องถิ่นได้ ฯลฯ
4.ประเด็นเศรษฐกิจฐานราก มีตัวอย่างข้อเสนอ เช่น 1.เรื่องเขตเศรษฐกิจ EEC มีข้อเสนอให้ยกเลิกผังเมืองรวมที่กำหนดขึ้นมาใหม่ และให้กลับไปใช้ผังเมืองเดิมของจังหวัดนั้นๆ 2.กระบวนการพิจารณาวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมควรให้มีสัดส่วนของประชาชนในท้องถิ่นมากกว่าคณะกรรมการที่มาจากส่วนกลาง 3.ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG หรือเศรษฐกิจชีวภาพ ควรให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนเป็นสำคัญ 4. BCG ควรให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ประชาชนในท้องถิ่น มากกว่าธุรกิจรายใหญ่ 5.การอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้าน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว ฯลฯ
5.ประเด็นนโยบายการพัฒนาของรัฐ ประเด็นย่อยประกอบด้วย ด้านสิทธิการพัฒนาพื้นที่ เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง แลนด์บริดจ์ภาคใต้ ไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา ซึ่งจะส่งผลกระทบกับความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของประชาชนหลายด้าน โครงการสร้างเขื่อน อุโมงค์ผันน้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก จะเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยาป่าไม้ ถิ่นที่อยู่อาศัยของประชาชนชน ฯลฯ
มีตัวอย่างข้อเสนอ 1.รัฐต้องให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง 2.การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ต้องให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการมากขึ้น 3.เรื่องเศรษฐกิจสีเขียว คาร์บอนเครดิต ฯลฯ ต้องทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากที่ประชุมฯ ต่อสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. เพื่อให้ พอช.สนับสนุนส่งเสริมให้สภาองค์กรชุมชนในระดับตำบลเกิดความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ เช่น ให้ พอช.จัดทำแผนสนับสนุนการทำงานของสภาฯ อย่างเป็นระบบ ใช้สภาฯ เป็นพื้นที่กลางในการขับเคลื่อนงาน ปรับรูปแบบการทำงานของ พอช.จากงานเชิงประเด็น เป็นงานเชิงยุทธศาสตร์ ให้ พอช.สนับสนุนการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายของสภาฯ ให้เป็นวาะร่วมทางสังคม ให้มีการสื่อสารผลงานรูปธรรมพื้นที่ของสภาฯ ให้สังคมสาธารณะได้รับรู้ ฯลฯ
“ข้อเสนอต่างๆ จากที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลในวันนี้ จะรวบรวมเพื่อนำเสนอต่อ พอช.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อนำเสนอเข้าสู่การ
ผู้แทน รมว.พม.รับมอบข้อเสนอจากประชาชน
ทั้งนี้การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลประจำปี 2565 ในวันสุดท้าย (30 พ.ย.) นาวาตรีสุธรรม ระหงษ์ เลขานุการ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เดินทางมารับมอบข้อเสนอจากที่ประชุมแทน รมว.พม. เพื่อนำไปดำเนินการตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ต่อไป
โดยมาตรา 32 กำหนดให้ที่ประชุมดำเนินการเรื่องต่างๆ (3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ประสบ และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ”
นาวาตรีสุธรรม ระหงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา พอช.ได้หนุนเสริมในการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนและพัฒนาความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนมาโดยตลอด จนทำให้เกิดผู้นำสภาองค์กรชุมชนที่มีศักยภาพเข้มแข็ง
เกิดผู้นำท้องถิ่นต่าง ๆ มากมายที่ได้ร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่เกิดความเข้มเข็ง ภายใต้ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน

นาวาตรีสุธรรม ระหงษ์
“ในวันนี้รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ นายจุติ ไกรฤกษ์ ได้ฝากถึงผู้นำสภาองค์กรชุมชนว่ารู้สึกท่านรู้สึกเป็นเกียรติที่ให้กระทรวงการพัฒนาสังคม ฯ มารับข้อเสนอเชิงนโยบายของที่ประชุม ฯ และได้ดำเนินการตามระเบียบวาระประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน รวมถึงได้รวบรวมข้อเสนอที่ระชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมจัดการประชุม และดำเนินการจัดประชุมได้ครบถ้วนสมบูรณ์ และฝากกล่าวให้กำลังใจแก่สภาองค์กรชุมชน ในการทำงานพัฒนาชุมชนต่อไป”
เลขาฯ รมว.พม.กล่าว และว่า ในส่วนของการพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนต้องมีการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงการเชื่อมโยงการพัฒนาของชุมชนร่วมกับภาคการเมือง จะเป็นแนวทางให้เกิดแผนการพัฒนา และการค้นหาแนวทางหนุนเสริมการทำโครงการต่าง ๆ ที่ประชาชนจะได้รับการช่วยเหลือ หรือได้รับการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ในพื้นที่ที่มีหน่วยงานในท้องถิ่นเข้ามาให้การสนับสนุน โดยต้องให้สภาองค์กรชุมชนเสริมสร้างการเครือข่ายในการทำงานเพิ่มขึ้น และมุ่งหวังให้เกิดการสร้างความเข้มแข็ง สร้างองค์ความรู้ในการทำงานต่อไป

ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนฯ มอบข้อเสนอต่อผู้แทน รมว.พม.
‘กอบศักดิ’ ย้ำ “พอช.จะเป็นเสบียงหนุนเสริมเปลี่ยนประเทศไทยใน 3 ปี”
การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลวันสุดท้ายนี้ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ บรรยายพิเศษ ‘เรื่องการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง’ มีสาระสำคัญว่า พี่น้องชุมชนต่างๆ ทำโครงการพัฒนามานาน ขณะที่ พอช.มีงบประมาณน้อย พี่น้องก็เข้าไม่ถึงแหล่งทุน เพราะไม่รู้ข้อมูล ไม่รู้ว่าจะติดต่อที่ไหน อย่างไร ทั้งที่หน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงการอุมดมศึกษา วิทยาศาสตร์ฯ มีงบประมาณหลายพันล้านบาท รวมทั้งบริษัทเอกชนหลายแห่งที่อยากจะสนับสนุนชุมชน

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานบอร์ด พอช.
| “บริษัทเอกชนบริจาคให้วัด โรงเรียน ปีหนึ่ง 100 ล้านบาท ผมจะชวนเขามาทำงานกับ พอช.และชุมชน จะเป็นโครงการที่หากทำได้ จะมีเงินมาที่ พอช. และชุมชนโดยตรง นอกจากนี้องค์กรระหว่างประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ อยากมาทำเรื่องโค แพะ แกะ เขาสามารถมาร่วมกับชุมชนที่เข้มแข็ง ญี่ปุ่นอยากทำหอยมุก หากเราทำได้เรื่อย ๆ จะนำเงินของรัฐบาลต่างประเทศและเอกชนมาทำงานกับเรา เราอยู่กัน 3 ปี จะทำให้เป็น 3 ปีที่ดีที่สุด” ดร.กอบศักดิ์กล่าวถึงเป้าหมายวาระการทำงานในฐานะประธานบอร์ด พอช.คนใหม่ในช่วง 3 ปีที่เหลือ
ดร.กอบศักดิ์กล่าวต่อไปว่า เมื่อถึงจุดนั้น เมืองไทยจะเป็นต้นแบบของทุก ๆ เรื่อง และตนอยากจะทำโรงเรียนคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างคนรุ่นต่อไป และจะทำศูนย์เรียนรู้ online โดยให้พี่น้องชุมชนเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนใน social media เช่น เรื่องป่า เรื่องบ้านมั่นคง ฯลฯ และมีทีมงานด้านเทคนิคที่สามารถรายงานสถานการณ์ต่างๆ ผ่าน Application line เช่น รายงานสถานการณ์น้ำท่วม หากบ้านไหนเสียหายจากภัยพิบัติจะได้รีบช่วยเหลือซ่อมแซม เขาบอกด้วยว่า หากเราทำเรื่องป่าชุมชน การปลูกไม้มีค่า ทำธนาคารปูม้า ซึ่งเป็นเศรษฐกิจชุมชนที่มีมูลค่าสูงเทียบเท่ากับราคาทองคำ ชุมชนก็ไม่ต้องรองบประมาณจากรัฐ เพราะชุมชนสามารถกำหนดชีวิตได้เอง ไม่ต้องรอใคร “ผมมั่นใจว่าเราทุกคนทำได้ ไม่ต้องรอเขา หากเขาให้งบประมาณเพิ่มก็ดีใจ หากไม่ให้งบประมาณเพิ่มก็หาเองได้ ผมเชื่อมั่นว่าเงิน 10 ล้านบาทหาเองได้ 10 ปีก็ 100 ล้านบาท เราจะมี 8,000 ทีม ทุกคนไม่ต้องเหมือนกัน เรามีความหลากหลาย พอช.จะเป็นกองเสบียงหนุนเสริม เราจะเปลี่ยนประเทศไทยภายใน 3 ปี” ดร.กอบศักดิ์กล่าวถึงเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้สภาองค์กรชุมชนฯ ทั่วประเทศที่จัดตั้งทั่วประเทศเกือบ 8,000 แห่ง (7,795 แห่ง) มีบทบาทในการเปลี่ยนประเทศไทย |

เรื่องและภาพ : สำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)






