
เพชรบุรี : เครือข่ายที่ดินและที่อยู่อาศัยภาคกลางและตะวันตก สำนักงานภาคกลางและตะวันตก สำนักบ้านมั่นคงและที่ดิน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และเครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช.) ร่วมจัดเวทีเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานขบวนที่ดินและที่อยู่อาศัยภาคกลางและตะวันตก ระหว่างวันที่ 22– 23 กรกฎาคม 2565 ณ ศาลาหมู่ 6 ตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยมีหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ ผู้แทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบุรี ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง ผู้แทนศูนย์ประสานงานโครงการตามพระราชประสงค์หมู่บ้านสหกรณ์ป่าเด็ง หุบกะพง ดอนขุนห้วย กลัดหลวง จังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ปลัดอำเภอแก่งกระจาน ผู้แทนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ผู้แทนสมาคม Save Wildlife Thailand ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) โดยในการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนหลักคิด แนวทาง การดำเนินการโครงการบ้านมั่นคงชนบท ฟื้นฟูขบวนองค์กรชุมชนบ้านมั่นคงในระดับพื้นที่ เครือข่ายจังหวัด กลุ่มจังหวัดและภาค และเพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้การแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัย ยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม
การขับเคลื่อนงานที่ดินและที่อยู่อาศัยชนบท ภาคกลางและตะวันตก
ภาคกลางและตะวันตกได้มีการขับเคลื่อนงานที่ดินและที่อยู่อาศัยชนบท โดยได้รับการสนับสนุนจาก พอช. ตามแนวทางการจัดการที่ดินแนวใหม่ ตั้งแต่ปี 2554 ในรูปแบบที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้จัดการแก้ไขปัญหาของตนเองร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ได้รับงบประมาณในการขับเคลื่อนงาน 13 จังหวัด จำนวน 264 ตำบล ต่อมาในปี 2560 ได้มีการขับเคลื่อนงานบ้านมั่นคงชนบท โดยความร่วมมือกับ สปก. ในการสนับสนุนงบประมาณซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยในที่ดิน สปก.จนนำไปสู่ที่ดินประเภทอื่นๆ อาทิ พื้นที่ป่าชายเลน พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ โดย คทช. เป็นต้น
ภาคีความร่วมมือการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยและการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนตำบลป่าเด็ง

นายฐาปกรณ์ เนติธรรมนาถ ผู้แทนศูนย์ประสานงานโครงการตามพระราชประสงค์หมู่บ้านสหกรณ์ป่าเด็งหุบกะพง ดอนขุนห้วย กลัดหลวง จังหวัดเพชรบุรี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมว่า “มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ต้อนรับและขอชื่นชมหน่วยงานทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย และการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้เดือดร้อนในพื้นที่ชนบท ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ความเปราะบางทางสังคมค่อยๆ ลดลงและหมดไปในที่สุด”

นายโกศล แสงทอง รองนายก อบต.ป่าเด็ง กล่าวว่า ในส่วนของท้องถิ่นจะสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตำบลป่าเด็งอย่างเต็มที่ “ในฐานะผู้บริหารท้องถิ่นขอเน้นย้ำว่าท้องถิ่นเห็นถึงความสำคัญและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และมุ่งหวังที่จะพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้อยู่ดีกินดียิ่งขึ้น พร้อมให้การสนับสนุนเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของเครือข่ายขบวนที่ดินและที่อยู่อาศัย และจะผลักดันทีมงานในการเรียนรู้และขับเคลื่อนงานในตำบลเพื่อนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ต่อไป”
แนวทางการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยตำบลป่าเด็ง
ต่อมาในช่วงเวทีเสวนา การขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยตำบลป่าเด็ง โดยผู้แทนพื้นที่ตำบลป่าเด็ง และหน่วยงานภาคีเข้าร่วม ได้แก่ กรมอุทยาน ป่าไม้ มูลนิธิสืบฯ โครงการตามราชประสงค์ฯ ปลัดอำเภอ ร่วมด้วยแกนนำในพื้นที่ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเติมเต็มความรู้ด้านกฎหมาย พรบ.อุทยาน ป่าไม้ ทั้งในเรื่องการสำรวจผู้เดือดร้อนในพื้นที่ การครอบครอง/ถือครอง รวมถึงการรับรองสิทธิ์ของผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดินโครงการพระราชประสงค์ฯ เป็นต้น
นายณัฐพงศ์ พวงประเสริฐ สภาองค์กรชุมชนตำบลป่าเด็ง เล่าว่า พื้นที่ตำบลป่าเด็งมีลักษณะคล้ายรูปตัวที เดิมทีเป็นพื้นที่ป่า 100 เปอร์เซ็นต์ ชาวบ้านอาศัยอยู่ในป่าเขา ซึ่งอยู่ติดเทือกเขาตะนาวศรีที่กั้นระหว่างประเทศไทยและพม่า ต่อมาได้มีการประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวน มีการจัดพื้นที่ทำกินให้กับราษฎร ตามโครงการพระราชประสงค์ นอกจากนี้ในพื้นที่ตำบลป่าเด็งยังมีพื้นที่อุทยานด้วย สภาองค์กรชุมชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคงชนบท แต่ประสบปัญหาเรื่องที่ดินซึ่งอยู่ในการดูแลของหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงาน และมีการเปลี่ยนมือการครอบครองที่ดินมาหลายรุ่น ในการดำเนินงานจึงได้มีการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน เพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องที่ดินและที่อยู่อาศัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ประสานงานโครงการตามพระราชประสงค์ฯ อุทยาน และป่าไม้
“ในการดำเนินการได้มีการสำรวจว่าบ้านหลังดังกล่าวอยู่ในที่ดินของหน่วยงานใด เช่น กลุ่มที่ 1 ที่ดินอุทยาน มีการจับพิกัด สอบพยานแปลงดินที่อยู่ติดกัน เพื่อยืนยันตำแหน่งที่ตั้ง การถือครอง ขอบเขตที่ดิน และการอนุญาตให้ทำกินของหน่วยงาน กลุ่มที่ 2 บ้านที่อยู่ในโครงการตามพระราชประสงค์ เดิมมีการทำแผนที่ของหน่วยงานตนเอง ซึ่งพบว่าไม่สอดคล้องกับการทำแผนที่ของอุทยาน โดยมีการนำแผนที่ของแต่ละหน่วยงานมาเทียบเคียงกันและทำให้เป็นแผนที่เดียวกัน มีการลงสำรวจข้อมูลรายหลังในพื้นที่จริง”
ตำบลป่าเด็งได้รับงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยโครงการบ้านมั่นคงชนบท ปี 2565 จำนวน 215 ครัวเรือน ซึ่งนอกจากเรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีการขับเคลื่อนเรื่องที่ดินและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้วย
นายฐาปกรณ์ เนติธรรมนาถ ผู้แทนศูนย์ประสานงานโครงการตามพระราชประสงค์ฯ กล่าวว่า การออกหนังสือรับรองการใช้ประโยชน์ในพื้นที่โครงการ เป็นการออกโดย ผู้อำนวยการศูนย์ฯ มีการรังวัดไปได้ 70 เปอร์เซนต์ ส่วนที่เหลือเป็นกรณีพิพาทไม่สามารถรังวัดได้ บทบาทภารกิจของศูนย์คือการบริหารโครงการ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ 17 หมู่บ้าน ในส่วนของป่าเด็งมี 6 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 2 – 7
นายทนิตย์ เขมิกานาคะวงศ์ ปลัดอำเภอแก่งกระจาน กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการเร่งแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อพี่น้องได้ที่ดินทำกินแล้วให้พัฒนาคุณภาพชีวิตจากข้างในโดยมีหน่วยงานดูแลเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังพระราชดำรัสในหลวง รัชกาล 9 ที่ว่า “ระเบิดจากข้างใน” จึงจะยั่งยืน ในส่วนของการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ปัญหาได้มีการเดินงานอย่างเต็มที่
หลักคิดและแนวทางการดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคงชนบท ปี 2565 
นายธีรพงศ์ พร้อมพอชื่นบุญ ผู้อำนวยการภาคกลางและตะวันตก กล่าวว่า พวกเรามีส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดรูปแบบ แนวทาง รูปธรรมที่จะเป็นตัวอย่างของการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในอนาคตข้างหน้า การที่เราหยิบปัญหาต่างๆ มากองรวมแล้วแยกแยะจัดลำดับการแก้ปัญหาตามความสำคัญ และแยกปัญหาที่ชาวบ้านแก้เองได้ แก้ปัญหาร่วมกับหน่วยงาน หรือปัญหาที่ต้องแก้โดยนโยบาย จะทำให้สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้ วันนี้นโยบายเปิดโอกาส ให้พวกเราสามารถมาเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายภูมินิเวศได้ เช่น ป่าเขา ป่าไม้ตะวันตก การเชื่อมโยงชาติพันธุ์ชาวเขา สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสในการทำให้เกิดพลังการเปลี่ยนแปลงโดยผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเครือข่ายประชาชน ชาวบ้าน ขณะเดียวกันได้รับการประสานงานจากแกนนำ PMOVE ซึ่งเป็นนักพัฒนาอิสระ เครือข่ายชาวบ้านอยากทำงานกับ พอช. ในการเชื่อมโยงชาวเขาที่มีปัญหาในพื้นที่สูง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ฉะนั้น หลักสำคัญของการแก้ไขปัญหาในโครงการบ้านมั่นคงชนบท มุ่งเน้นที่ให้เกิดพลังเครือข่าย เกิดพลังการเชื่อมโยงในหมู่เจ้าของปัญหา
“เราต้องอยู่อย่างมีคุณค่า มีพลัง มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอยู่ร่วมกันอย่างมีพลังเครือข่าย ทำงานกับคนอื่นได้ทั้งภาครัฐและเอกชน พื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปกครอง ท้องที่ ท้องถิ่น และหน่วยงานส่วนกลางต่างอยู่รอดไปด้วยกัน โดยพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นหลักในการพัฒนา ซึ่งต่อไปในอนาคตจะมีการกระจายอำนาจลงสู่ชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น ฉะนั้น การที่ท้องถิ่นจะมีบทบาทในการตัดสินใจและใช้ทรัพยากรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น หากเรารู้ก่อนจะตั้งรับการกระจายอำนาจได้มากขึ้น หน่วยงานกลางถอยออกไปเพื่อให้คนในท้องถิ่นตัดสินใจแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อจากนี้ไปข้างบนต้องฟังจากเจ้าของปัญหาว่าต้องการพัฒนาในเรื่องอะไร ฉะนั้น พวกเราต้องพยุงสิ่งดีๆ ที่ต้องรักษา ไม่บุกรุกเพิ่มขึ้น รักษากติกา ดูแลผู้ที่ทุกข์ยากลำบาก ไม่สร้างปัญหาเพิ่มขึ้น สร้างคนรุ่นใหม่มาสืบทอด แทนที่คนรุ่นเก่าที่นับวันจะร่วงโรย สร้างคนรุ่นใหม่ที่มีจิตวิญญาณเหมือนพวกเรา เสียสละ เอาจริงเอาจัง อาสาสมัครและมุ่งมั่น เห็นความทุกข์ยาก อยากกลับมาพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง”
ทบทวนสถานการณ์ขับเคลื่อนงานที่ดินและที่อยู่อาศัยชนบท
จากนั้นได้มีกระบวนการกลุ่มย่อยเพื่อร่วมพูดคุยทบทวนสถานการณ์งานที่ดินและที่อยู่อาศัยชนบทของพื้นที่ในแต่ละกลุ่มจังหวัด พร้อมทั้งวางแผนงาน และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย


จากการทบทวนการทำงานที่ผ่านมา พบว่า มีสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น เครือข่ายงานที่ดินชนบทได้มีการบูรณาการทำงานร่วมกับ คปอ.ในการขับเคลื่อนงานที่อยู่อาศัยและที่ดินชนบท ผู้เดือดร้อนมีส่วนร่วมและลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของตนเอง ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกิดการบูรณาการงบประมาณในการขับเคลื่อนงานในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์กับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี เกิดการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันทุกฝ่าย อาทิ ท้องที่ ท้องถิ่น หน่วยงานเจ้าของที่ดินประเภทต่างๆ สำนักงานเกษตร-ปศุสัตว์ ไฟฟ้า ประปา สหกรณ์จังหวัด สถาบันการศึกษา ฯลฯ นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนระดับนโยบาย เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลจากการสำรวจผู้เดือดร้อนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มีการพัฒนาศักยภาพช่างชุมชนร่วมกับกระทรวงแรงงาน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การทำงานที่ผ่านมายังมีปัญหาข้อติดขัดบางประการ เช่น คนทำงานมีจำนวนลดลง ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญ อีกทั้งยังมีบางโครงการไม่สามารถดำเนินโครงการได้เนื่องจากมีข้อติดขัดเรื่องความชัดเจนของที่ดินทำให้ต้องมีการคืนงบประมาณบางส่วน วัสดุขึ้นราคาทำให้การก่อสร้างบ้านไม่เป็นไปตามแผน เป็นต้น จึงได้มีข้อเสนอแนะให้มีการทบทวน ฟื้นฟูคนทำงาน/จัดกลไกในทุกระดับ และเชื่อมโยงคนทำงานในระดับภูมินิเวศ สร้างคนทำงาน พัฒนาศักยภาพโดยการจัดทำหลักสูตรรวมและหลักสูตรเฉพาะแต่ละทีม รวมถึงการจัดระบบข้อมูลให้เป็นฐานเดียวกันและมีการอัพเดทให้เป็นปัจจุบัน ทำแผนการเคลื่อนงานร่วมกันและเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานทั้งในระดับพื้นที่ จังหวัด และกลุ่มจังหวัด
ส่วนข้อเสนอและการเชื่อมโยงระดับนโยบาย ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนจนนำมาสู่ข้อเสนอ 2 ระดับ ดังนี้
- 1. ข้อเสนอเชิงนโยบาย มี 7 ข้อ ได้แก่ 1) การผลักดันใช้ที่ดินรัฐโดยกลไก คทช. ในการขับเคลื่อนร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 2) ผลักดันการใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการใช้ที่ดินที่อยู่อาศัยของประชาชน 3) ผลักดันให้ประชาชนมีบทบาทในการแก้ปัญหาและพัฒนาที่อยู่อาศัย 4) ผลักดันให้พื้นที่สาธารณะเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ยากไร้ 5) ผลักดันให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง 6) ภาครัฐสนับสนุนให้พื้นที่สามารถออกแบบการแก้ไขปัญหาของตนเอง และ 7) ภาครัฐสนับสนุนทรัพยากรลงสู่พื้นที่เพื่อให้การแก้ไขปัญหาไม่ติดขัด
- 2. ข้อเสนอสนับสนุน มี 5 เรื่อง ได้แก่ 1) จัดตั้งกลไกระดับอำเภอ ดำเนินงานภายใต้กฎหมาย เพื่อให้เกิด “ฐานข้อมูลพื้นที่รูปธรรม” นำไปสู่ข้อเสนอแนะในระเบียบปฏิบัติ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อประชาชนที่มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีแผนการแก้ไขปัญหา 2) จัดทำแผน และผังทุกมิติ (ข้อมูลที่ทุกฝ่ายยอมรับ) บูรณาการแผนงานและงบประมาณ เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาท้องถิ่นทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ร่วมกับภาครัฐ 3) บันทึกความร่วมมือ การส่งเสริม และสนับสนุน (MOU) ที่เอื้อให้ชุมชนสามารถจัดการทรัพยากรท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง ภายใต้ระเบียบข้อตกลง โครงการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4) ข้อบัญญัติตำบล กฤษฎีกาตำบล ธรรมนูญตำบล (ข้อตกลงชุมชน) 5) ผลักดันให้เกิด “กองทุน” เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชน
เสริมพลัง ให้กำลังใจคนทำงาน
นายละอองดาว สีลาน้ำเที่ยง และผู้แทน คทช.ระดับชาติ ได้ให้ทิศทางการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินและที่อยู่อาศัยชนบท และแนวทางการฟื้นฟูขบวน คทช. เครือข่ายที่ดินชนบท บ้านพอเพียง บ้านมั่นคงเมือง โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง สร้างการเปลี่ยนแปลงจากข้างล่าง หรือผู้เดือดร้อน พัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่ และสร้างพลังภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
“เรากำลังทำงานเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชน ทำอย่างไรที่เราจะสื่อสารให้คนทั้งโลกรู้ และอยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่ขายที่ดิน ไม่เปลี่ยนสิทธิ์ และสื่อสารให้ลูกหลานกลับคืนถิ่น อยากให้เห็นการสื่อสาร การแสดงออกในทางบวก ทุกหน่วยงานพร้อมที่จะเดินร่วมกับเรา อยากเห็นการทำระบบข้อมูลโดยพื้นที่เป็นตัวตั้ง อย่าฝากความหวังไว้ที่คนทำงานระดับจังหวัด เพราะเขาไม่ใช่คนแก้ สุดท้ายคนแก้คือคนในพื้นที่ อย่าให้เขามาทำ ผมรับประกันเขาไม่มา เขาเป็นเพียงผู้ติดตามงานว่าทำไมเราทำไม่ได้ เราต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง มีแผ่นดินให้ลูกหลานอยู่ด้วยตัวเอง พอช. มีระบบโปรแกรมในการจัดเก็บข้อมูล วันนี้เราต้องทำให้ระบบอยู่ที่ พอช. แต่ข้อมูลอยู่ที่เรา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรองกับหน่วยงานภาครัฐ คนป่าเด็งจะลุกขึ้นมาจัดการตัวเองร่วมกับท้องที่ ท้องถิ่นได้อย่างไร และอยากเห็นการตั้งทีมฮอทไลน์ ทีมม้าเร็วขึ้นมา ไม่อยากให้มีการคืนงบประมาณ หากมีปัญหาเรามารุมช่วยกัน เพื่อไม่ให้คนจนหลุดออกไปจากระบบ”
นายธีรพงศ์ พร้อมพอชื่นบุญ กล่าวว่า วันนี้จะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดในอนาคตข้างหน้า พวกเราเข้าสู่โหมดของการเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความรู้ค่อนข้างรอบด้าน และคิดได้เยอะมาก ที่สำคัญคือ มีคู่คิดที่หลากหลาย คิดได้หลายมิติ และที่สำคัญเราไม่ได้เพียงแค่คิดได้ แต่เราทำได้ด้วย บางเรื่องสำเร็จแล้ว บางเรื่องมุ่งสู่ความสำเร็จ พวกเราล้วนมีความตั้งใจดี มีทิศทางที่ต้องการไปให้ถึงเป้าหมาย การคิดการทำมีความสำคัญอยู่ตรงความเชื่อ ถ้าเราเชื่ออะไรเราจะทำแบบนั้น แล้วผลลัพธ์จะออกมาแบบนั้น ดังนั้น เราต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างบนฐานความเชื่อ การตัดสินใจ และใช้ทรัพยากรร่วมกัน และเราต้องเป็นผู้ที่สามารถกำหนดการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช้ให้ข้างบนเป็นผู้กำหนดแต่เพียงฝ่ายเดียว
ขบวนองค์กรชุมชนหากจะรบชนะต้องยึดคนให้ได้ เพราะคนคือตัวขับเคลื่อน เป็นตัวตัดสินใจ เป็นคนคิดและลงมือทำ หากขับเคลื่อนสร้างรูปธรรมทุกหมู่บ้านไปพร้อมๆ กัน ในเวลาเดียวกัน จะเห็นผลไปพร้อมกัน เราต้องช่วยกันสร้างผู้คนมาช่วยกันขับเคลื่อนและทำไปพร้อมกัน อย่าเอาเรื่องคนมาแยกพัฒนาเฉพาะเรื่องเท่านั้น แต่ทุกเรื่องที่เราทำสามารถพัฒนาคนได้ทุกเรื่อง ดังนั้น เรื่องคนจึงเป็นสาระสำคัญของการยึดกุมการพัฒนา
การยึดดิน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาก ทุกสิ่งอย่างไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค อาหารล้วนมีแหล่งกำเนิดมาจากดิน ดังนั้น จึงต้องรักษาดินไว้ให้ได้จนชั่วลูกชั่วหลาน
สุดท้ายคือการยึด “ระบบ” เพราะระบบมักถูกดึงไปไว้ที่ส่วนกลาง และสั่งการมายังข้างล่าง “เรื่องระบบไม่ใช่เรื่องกฎหมายอย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องกติกา วิธีการ ระบบไม่ใช่เรื่องเดียวแต่รวมหลายๆ เรื่อง ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ข้อบัญญัติ กฎหมาย วิธีการ เครื่องมือและอื่นๆ เป็นตัวสำคัญที่จะนำไปสู่การคิดและการทำของพวกเรา ถ้าเรายึดระบบซึ่งเป็นซอฟพาวเวอร์ คือ การใช้วิถีวัฒนธรรมเป็นพลังในการต่อรอง เช่น วัฒนธรรมการกิน ความเป็นอยู่ ดนตรี ซึ่งมีอยู่มากมาย พวกเราน่าจะเข้าใจและใช้เป็นเครื่องมือของเรา อย่าปล่อยให้ไปอยู่ในมือของคนที่เราคิดว่าเขาทำไม่ได้เพราะไม่ใช่เจ้าของปัญหา”
ผู้อำนวยการภาคกลางและตะวันตก กล่าวทิ้งท้ายก่อนปิดเวทีเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานขบวนที่ดินและที่อยู่อาศัย ภาคกลางและตะวันตก
เรียบเรียงโดย ทีมวิชาการภาคกลางและตะวันตก






