

พอช. : วันที่ 13 กรกฎาคม 2565 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. นำโดย น.ส.จันทนา เบญจทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พร้อมคณะ ประกอบด้วย สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักเลขานุการยุทธศาสตร์และชุมชนเข้มแข็ง และสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร ร่วมกับภาคีเอกชนและนักวิชาการ โดย คุณสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี , ดร.ชนิสรา ดาอ่อน เครือข่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากชุมชน , คุณณรงค์ คงมาก กรรมการผู้จัดการ บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง จำกัด , ดร.มณีรัตน์ วงซิ้ม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม , ตัวแทน คณะทำงานและเลขานุการร่วม คณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน ประกอบด้วย นายสว่าง สุขแสง ขบวนองค์กรชุมชน จ.ร้อยเอ็ด , นายอธิวัฒน์ ปิยะนันท์วงค์ ร่วมประชุมเพื่อเชื่อมโยงแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมการตลาดชุมชน ณ ห้องประชุม 301-302 และระบบออนไลน์ผ่านระบบซูม

น.ส.จันทนา เบญจทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ในการมาประชุมกันในวันนี้เป็นการเชื่อมโยงแต่ละท่านที่มีประสบการณ์ด้านการตลาด มาแชร์ประสบการณ์และไอเดียเพื่อที่จะให้ พอช. ที่มีบทบาทในการส่งเสริมให้ขบวนองค์กรชุมชนในการทำเรื่องอาชีพ การตลาด ภายใต้เศรษฐกิจและทุนชุมชน เพื่อนำมาเชื่อมโยงและบูรณาการแพลตฟอร์มร่วมกันภายใต้ความหลากหลายและความโดดเด่นของแต่ละจุดไว้ เป็นยกระดับจากพื้นที่สู่ตลาดโลก ภายใต้การแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

นายสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเรามีแพลตฟอร์มออนไลน์มีการทำในระบบ website ที่สามารถ Link ไปถึงไลน์แอด , เฟซบุ๊ค ซึ่งรูปแบบที่น่าจะเป็นแนวทางในอนาคตคือ การเป็นเอเย่นในพื้นที่ ที่มีมหาวิทยาลัยและชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ขับเคลื่อนร่วม และดำเนินการในรูปแบบ SE และ Social LAB ที่สนับสนุนสินค้าชุมชน เป็นการจัดกลุ่มและมองในสิ่งที่คนๆ นั้นมีแล้วนำมาปลั๊กกัน วันนี้เราพูดถึงการตลาดทั้งแบบ Online และ Offline ซึ่งตอนนี้ต้องทำให้สัมพันธ์กัน เพราะมองว่า การตลาดแบบOffline เป็นจุด Test ของ/สินค้า แล้วมาทำการตลาด Online เพราะระบบ Online ในปัจจุบันก็ไม่ใช่การตอบโจทย์ที่สุด
“เราจะไม่ทำเรื่องใหญ่ เราควรทำเรื่อง Contact เพื่อให้เกิดเครือข่าย แล้วโยงคนจนไปอยู่ใน TRADE นั้น ตอนนี้เราอย่าขายของเพื่อช่วยชาวบ้าน แต่เราต้องหาคนที่มาช่วยเราขายของ เป็นการคิดถึงมูลค่าของสินค้าชุมชนให้มากขึ้น ไม่ทำกว้าง แต่เลือกบางจุด เพราะเราไม่สามารถใช้งบประมาณมาทำการตลาดได้มากมาย เราจะใช้แบรนด์ที่แข็งแรงและใหญ่ของต่างประเทศ มาโยงกับชุมชน ต้อง Call lab กับต่างประเทศ การ Cost Function เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง และดึงจุดเด่นของสินค้าในระดับจังหวัด เพื่อไล่เลเยอร์ขึ้นมา”
ซึ่งการส่งเสริมระบบตลาดชุมชน เริ่มจากระบบการสื่อสารและค้าขายภายในชุมชนแบบง่ายๆ ในพื้นที่ คือ ประการแรก มีการคิดระบบส่งเสริมการตลาดชุมชนแบบออนไลน์มากขึ้น เช่น การทำการ์ดสวัสดีวันอาทิตย์-จันทร์ , การทำปฏิทินผลผลิต ประการที่สอง มีผู้นำชาวบ้านเพื่อดึง Contents ชาวบ้านเพื่อขายในระดับตำบล-อำเภอ-จังหวัด เป็นโปรแกรมไลน์แอดง่ายๆ แล้วแขวนสินค้าง่ายๆ เพื่อให้เกิดระบบการค้าและขาย ประการที่สาม มีการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชน เป็นการวางขึงระบบตลาดทั้งระบบ มีเลเยอร์การสนับสนุนกลุ่มคนตั้งแต่ไม่เป็น พอเป็น และเป็นแล้ว เป็นกลไกเพื่อสนับสนุนให้มีผลิตผลผ่านเว็บไซต์ คือ กระบวนการส่งเสริมให้ชุมชนค้าขายในเลเยอร์ 200-500 บาท ได้ ที่ไม่เป็นภาระมากนัก มีระบบอีเลินนิ่ง และมีการถอดชุดเรียนรู้ในกระบวนการหรือโมเดลจากมหาวิทยาลัย+ชุมชนในพื้นที่ สามารถที่จะเรียนรู้หรือเข้ามาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ประการที่สี่ มหาวิทยาลัย มีหลักสูตรเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้ร่วมกระบวนการ และนำมาสู่ระบบพี่เลี้ยงและโค้ชชิ่งระหว่างกันได้ เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่+ชุมชน ประการที่ห้า มีการคิดระบบเอเย่นระดับจังหวัด เพื่อให้เกิดตัวแทนระดับชุมชน เพื่อเกิดระบบหารเฉลี่ย Chain จะมีผู้เล่นมากขึ้น มีการถัวเฉลี่ยกันมากขึ้น ที่มากกว่าการพึ่งพิงระบบใหญ่ แต่เป็นการสร้างระบบจากพื้นที่

ดร.ชนิสรา ดาอ่อน เครือข่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากชุมชน ระบุว่า เครือข่ายมีการส่งเสริมการตลาดฐานราก โดยการใช้ SE และอยากให้เกิดรูปแบบ Community ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ซึ่งที่ผ่านมามีการขับเคลื่อนแบบกระจายภายใต้กระทรวงต่างๆ เราเป็นเอกชนทำงานร่วมกับรัฐ จึงเริ่มจากแฟลตฟอร์มการส่งเสริมใช้แอพพิเคชั่น ให้ชุมชนและชาวบ้านคีย์ข้อมูลเพื่อให้เห็นกระบวนการตั้่งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิตตั้งแต่แปลงการผลิต(ดิน-ปุ๋ย-อากาศ) มีการทำฐานข้อมูลของแปลงผลิตผ่านแปลง/ต้นผลไม้ ฯลฯ โดยใช้คิวอาร์โค๊ต การใช้ปุ๋ย เพื่อให้เกิดคุณภาพในการทำเกษตรและบำรุงดิน มีการเชื่อมโยงกับภูมิอากาศ มียูเซอร์และแอทมิน ที่จะสามารถซื้อขายในแพลตฟอร์มดังกล่าว และสามารถเชื่อมโยงไปถึงการติดคิวอาร์โค๊ตที่ต้นไม้ ที่สามารถที่จะใส่ข้อมูลการบำรุง การได้ผลผลิต และลิงค์สู่ระบบออนไลน์ต่างๆ ทั้งระบบหลังบ้าน-หน้าบ้าน
“ทำอย่างไรให้สินค้าที่มากมาย แต่คนไทยไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่มีโครงสร้างการตลาดใหญ่ๆ ของคนไทยขึ้นมา จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มและให้ต่างประเทศช่วยทำ เราจึงเห็นว่า 1) ประเทศไทยต้องทำอะไร 2) คนไทยต้องทำอะไร 3) คนต่างประเทศต้องการอะไร จึงคิดถึงเทรด (TRADE) สินค้าเพื่อแลกเปลี่ยน IMTRADE ที่สามารถให้แต่ละชุมชนแลกเปลี่ยนกัน ระบบที่คิดออกมานั้นเป็นระบบ Global ซึ่งคิดบนฐานที่ชุมชนอยู่รอดและอยู่ได้ และเข้าถึงระบบ Social Media เป้าหมายคือสิ่งที่ชุมชนจับต้องได้ DATA BASE เป็นของเรา โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นลิขสิทธิ์ที่คนไทยต้องเข้าใจและเห็นคุณค่า ซึ่งต้องแยกระหว่าง BIG DATA หรือ INFORMATION และเครือข่ายเรานั้นมีโมเดล Sharing Economy Revenue เป็นโมเดลที่สามารถคำนวณต้นทุน และเกิดความคุ้มค่า และผลกำไรได้ เป็นโมเดลที่ควรต้องทำและทำความเข้าใจ ตอนนี้ทั้งเอเชียและทั่วโลก จนเกิดเป็นเครือข่าย ในรูปแบบ SE ที่ไม่ได้ทำเพียงแค่รูปแบบ CSR โดยให้ชาวบ้านมาเรียนรู้และพัฒนาให้เป็นมืออาชีพ มีมาตรฐาน ที่สามารถขายให้ต่างประเทศได้ ส่งเสริมให้มีระบบการคิดเพื่อพัฒนาและขายศักยภาพก่อนการขาย”

ดร.มณีรัตน์ วงซิ้ม จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ม.มหาสารคาม และเป็นที่ปรึกษาและร่วมออกแบบแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ขบวนองค์กรชุมชน ของ พอช. กล่าวเสริมว่า ปัญหาในปัจจุบันของระบบตลาดคือการตลาดวันนี้คือยังคงต่างคนต่างทำ ซึ่งจริงๆ แล้วเรามีฐานการทำการตลาดอยู่แล้ว วันนี้ตนมองถึงระบบการซิงค์ระบบที่มีทั้งหมด โดยการทำหน้ากากที่จะเป็นแบบฟร์อมระบบรวมกลางให้ ทำให้เกิดระบบการรวมกัน โดยไม่ต้องนับ 1 ใหม่ แต่ทำอย่างไรให้ก้าวกระโดดและทำแบบรวมพลังกัน เป็นการทดลองทำร่วมกัน มีระบบการขายทั้ง Online และ Offline ซึ่งระบบ Offline ต้องขยับในอีกลักษณะหนึ่ง บทเรียนที่ผ่านมาเราพบปัญหาที่พบมากที่สุดคือ 1) ระบบการโอนเงิน ที่ต้องมีคริปโตกลาง(ระบบการเงินดิจิทัล) หรือ Social Credit แล้วบิทเป็นคริปโต ซึ่งมองถึงระบบ Center กลาง แต่มี TRADE ของชุมชนย่อยๆ ออกไป ที่เป็นแพลตฟอร์มของแต่ละเจ้าอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องมาคุยแล้วเดินไปพร้อมกัน 2) ระบบขนส่ง ซึ่งข้อค้นพบคือ ต้องมี Header แต่ละเมือง ซึ่งต้องคิดหน้ากากให้แต่ละเมือง เป็นจุดจัดการร่วม เป็นต้น

ด้าน นายอธิวัฒน์ ปิยะนันท์วงค์ คณะทำงานและเลขานุการร่วม คณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน มองว่า ผู้ประกอบการในชุมชนมีหลายรูปแบบ มีทั้งเข้มแข็ง และยังไม่เข้มแข็ง พอช. เองก็ดูแลทุกระดับ วันนี้เราต้องกลับมาดูผู้ประกอบการในหลากหลายระดับนี้ว่ามีความพร้อมและที่จะปลั๊กอินนั้น จะทำให้รอดและไปได้ทั้งระบบอย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือต้องปรับแนวคิดกับผู้ประกอบการในชุมชนจริงๆ เช่น สินค้าข้าว จ.พะเยา มีการจับมือขายต่างประเทศ แต่กว่าจะจับมือและได้คุณภาพมาตรฐานก็ใช้ระยะเวลาเหมือนกันใช้เวลา 4 ปี รวมถึงผ้าฝ้าย ที่จะจับมือกับรายใหญ่ คือ ต้องมีการพัฒนาคุณภาพ และมีระบบการตลาดรองรับด้วย เพราะกว่าจะไปถึงการจับมือกับแบรนด์ใหญ่ เป็นการช่วยคิดถึงรูปแบบตลาดพอดี ที่ทำให้เขาอยู่รอด และอยู่ได้ รวมถึงการสร้างให้เขาอยู่ได้อย่างยั่งยืน
“เครือข่ายผู้ประกอบการระดับชุมชนต้องขยายฐานไปที่คนรุ่นใหม่ด้วย เป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจที่จะมาเป็นผู้แทนในแต่ละจังหวัด เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ถนัดผลิต แต่หากให้ชาวบ้านเขาขายเป็นไปได้ยาก ซึ่งคนค้าขายได้นั้นต้องเป็นคนกลาง ที่นำสินค้าที่ดีของชุมชนไปขาย แต่จะเป็นช่องทางไหน ก็อาจจะต้องให้ทีมอาจารย์ช่วยออกแบบการค้าขาย/เกิดผู้ประกอบการในแต่ละระดับให้เกิดระบบร่วมกันมากขึ้นต่อไป”
อย่างไรก็ตามในที่ประชุมได้มีมติร่วมกันเพื่อเป็นแนวทางการส่งเสริมระบบตลาดชุมชน คือ 1) การ mapping Chain สินค้า/ชุมชน โดยให้แต่ละภาคีไปจัดทำข้อมูลทั้งผู้นำ/พื้นที่ และสินค้า 2) การพัฒนา “คน” มีการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชน มีระบบ E-Learning และมีการถอดชุดเรียนรู้ในกระบวนการหรือโมเดล ผู้นำชาวบ้านเพื่อดึง Content บ้านๆ เพื่อขายในระดับตำบล-อำเภอ-จังหวัด และมหาวิทยาลัย วางหลักสูตรเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้ร่วมกระบวนการ และนำมาสู่ระบบพี่เลี้ยงและโค้ชชิ่งระหว่างกันได้ เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่+ชุมชน 3) การพัฒนากลไก/เครือข่ายระบบการส่งเสริมการตลาดชุมชน ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการมีแพลตฟอร์มการตลาดอยู่แล้วในระดับหนึ่ง มีการเฟ้นหา เอเย่นระดับจังหวัด เพื่อให้เกิดตัวแทนระดับชุมชน เพื่อเกิดระบบหารเฉลี่ย Chain จะมีผู้เล่นมากขึ้น มีการถัวเฉลี่ยกันมากขึ้น ที่มากกว่าการพึ่งพิงระบบใหญ่ แต่เป็นการสร้างระบบจากพื้นที่ 4) การเชื่อมโยง (ชุมชน+ภาคธุรกิจ+มหาวิทยาลัย+หน่วยงานภาคี) มีข้อเสนอในการจัดทำระบบ Center เพื่อเชื่อมโยงแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว และทำ Business Model จัดระบบการตลาดทั้ง Online + Offline






