
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2565 สำนักงานภาคกลางและตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับเครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคกลางและตะวันตก จัดเวที ‘พัฒนาศักยภาพคณะทำงานสวัสดิการชุมชนกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดลพบุรี)’ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 40 คน เพื่อพัฒนาศักยภาพกองทุนสวัสดิการชุมนระดับตำบล ส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของคณะทำงานสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัด และพัฒนาข้อเสนอการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนระดับนโยบายเพื่อเสนอต่อภาคีพัฒนาที่เกี่ยวข้อง โดยมี พมจ.พระนครศรีอยุธยา (นางสาวนฤมล พงษ์สุภาพ) และ พมจ.อ่างทอง (นางวาสนา ทองจันทร์) เข้าร่วม
นางสาวนฤมล พงษ์สุภาพ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวต้อนรับเครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคกลางและตะวันตกใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดลพบุรี พร้อมให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนทั้งเรื่องการประสานความร่วมมือและเชื่อมโยงการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัด และลงพื้นที่หนุนเสริมการทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล ตามสโลแกน “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี”
นายธนพล ศรีใส ผู้แทนคณะทำงานสวัสดิการชุมชนภาคกลางตะวันตก รายงานผลการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนภาคกลางและตะวันตก ซึ่งจากกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ภาคกลางและตะวันตกจำนวน 741 กองทุน มีจำนวนสมาชิก 516,400 คน และเงินกองทุนสะสมรวมทั้งสิ้น 1,558,553,312.75 บาท โดยที่ผ่านมากองทุนสวัสดิการชุมชนมีการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกจำนวน 323,439 ครั้ง งบประมาณรวม 675,283,745 บาท ส่งผลให้เกิดการสร้างความอยู่ดีมีสุขของประชาชนโดยใช้ฐานทุนประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ภายในชุมชน มาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในชุมชน สร้างการพัฒนาแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมและกลุ่มองค์กรอื่นๆ เป็นส่วนหนึ่งของ “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”
เวลาต่อมา นายสิน สื่อสวน ที่ปรึกษาเครือข่ายสวัสดิการชุมชน กล่าวทักทายผู้เข้าร่วมประชุมพร้อมเล่าพัฒนาการกองทุนสวัสดิการชุมชน ความว่า “นับตั้งแต่ปี 2546 ที่พี่น้ององค์กรชุมชนริเริ่มการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ดึงเอาจุดแข็งเชิงวัฒนธรรมของคนไทยในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ขยายผลจนกลายเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล ซึ่งในปี 2548 เครือข่ายสวัสดิการชุมชนได้มีการผลักดันจนสามารถบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ “สังคมไม่ทอดทิ้งกัน” ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นฐานในการขับเคลื่อนงาน และต่อมาในปี 2551 สมัยรัฐบาลนายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศนโยบายการสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนจนเกิดมาเป็น ‘สวัสดิการ 3 ขา’ โดยเป็นดึงเอาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน ปัจจุบันเครือข่ายสวัสดิการชุมชนได้ผลักดันให้มีการกำหนดสิทธิเกี่ยวกับสวัสดิการชุมชนไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงมีการกำหนดเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 43 (4)”

เวลาต่อมามีการแบ่งกลุ่มย่อยระดับจังหวัด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การขับเคลื่อนงานสวัสดิการในจังหวัด (คน/งาน/งบประมาณ) และกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล กระบวนการพัฒนาคุณภาพกองทุนสวัสดิการชุมชน ระดับ C, D และกองทุนสวัสดิการชุมชนที่หยุดดำเนินการ ซึ่งได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน และข้อเสนอแนะการขับเคลื่อนงาน โดยมีการนำเสนอและแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนงานร่วมกันระหว่างจังหวัด
ช่วงสุดท้าย นายธีรพงศ์ พร้อมพอชื่นบุญ ผู้อำนวยการภาคกลางและตะวันตก ตอกย้ำทิศทางการเคลื่อนงานสวัสดิการภาคกลางตะวันตก พร้อมให้กำลังใจเครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั้ง 3 จังหวัด ความว่า “การจัดการตนเองของกองทุนสวัสดิการชุมชนมีความสำคัญต่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในอนาคต พอช. ในฐานะหน่วยงานที่มีส่วนในการหนุนเสริมการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก โดยเฉพาะการฟื้นฟูและพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนให้กลับมาจัดการตนเองได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาการขับเคลื่อนงานกองทุนสวัสดิการชุมชนทั้งในระดับตำบลและนโยบาย ก่อให้เกิดการเสริมศักยภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนให้สามารถเอื้อประโยชน์กับพี่น้องในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามารถเชื่อมโยงการทำงานในทุกประเด็น เช่น เศรษฐกิจและทุนชุมชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นต้น แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน รายได้ของสมาชิกในการสมทบกองทุน และความร่วมมือกันของหน่วยงานภาคีในพื้นที่ ล้วนมีส่วนทำให้กระบวนการชุมชนไม่เข้มแข็ง ซึ่งหากกองทุนสวัสดิการชุมชนมีระบบบริหารจัดการที่ดี ย่อมเกิดความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้นตามบริบทของชุมชนร่วมกับภาคีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”



รายงานโดย ศรสวรรค์ เฉลียว






