
วันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ณ ห้องประชุม 110 อาคารบริการวิชาการและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี คณะทำงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบท กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 จัดการอบรมพัฒนาศักยภาพผู้นำ โดยใช้ชื่อว่า “เวทีจุดประกายพื้นที่เป็นตัวตั้ง ระเบิดจากข้างใน ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ปี 2565” ให้กับพื้นที่รับงบประมาณโครงการที่ได้รับงบประมาณ ปี 2565 ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการรับงบประมาณขับเคลื่อนงานในพื้นที่
การจัดเวทีดังกล่าวเพื่อให้พื้นที่รับงบประมาณโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทปี 2565 เกิดความเข้าใจวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ผลลัพธ์โครงการฯ และระบบการบริหารจัดการที่ดี รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับเชื่อมโยงบูรณาการทำงานแผนงานและงบประมาณร่วมกับหน่วยงานภาคีในระดับต่างๆ ซึ่งการจัดงานในวันนี้มีผู้แทนพื้นที่ตำบลที่ได้รับงบประมาณโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเข้าร่วมจาก 14 ตำบล นอกจากนี้ยังมีผู้แทนขบวนจังหวัด และคณะทำงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และเจ้าหน้าที่ พอช.ภาคกลางและตะวันตกเข้าร่วมรวมประมาณ 50 คน โดยมีคณะทำงานฯ ระดับกลุ่มจังหวัด เป็นวิทยากรให้ความรู้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานภาคฯ
เป้าหมายประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขบวนฯ เข้มแข็ง เกิดการยอมรับจากหน่วยงาน

นายพิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง คณะทำงานฯ ซึ่งเป็นผู้แทนจากจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวกับผู้เข้าร่วมในช่วงเปิดเวทีว่า ปีนี้ พอช. มีการทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบท ซึ่งเป็นโครงการที่ให้ชาวบ้านเป็นคิดและออกแบบโครงการเองว่าถ้าจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้เข้มแข็งจัดการตัวเองได้ให้มอง บริบทและวิธีการทำงานด้วยตัวเอง วันนี้จะมาชวนคุยต่อว่าจะทำอย่างไรให้โครงการประสบความสำเร็จ มาร่วมคิดและแลกเปลี่ยนกัน หากสามารถทำโครงการได้สำเร็จต่อไปทุกหน่วยงานจะมาช่วยและสนับสนุนได้ วัตถุประสงค์ของคณะทำงาน คือ เมื่อได้เงินแล้วพี่น้องต้องสามารถทำงานได้ ต้องช่วยกันและพัฒนาให้สามารถใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งให้ทุกคนมาร่วมคิด และหาทางแก้ไขปัญาของตนเองหรือพัฒนาให้ดีขึ้น เป็นวิธีเดียวที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยงานต่างๆ และตัวคนในพื้นที่ของเราเอง
“หากทุกสภาฯ สามารถสร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงแต่ละประเด็นงานได้ เชื่อมั่นว่าจะสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง สามารถต่อรองเชิงนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาของตนเองได้ วันนี้ต้องทำให้เห็นว่าสิ่งที่เราคิด เราทำ นำมาสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ ดังนั้น ต้องช่วยกันทำให้เต็มที่ เกิดผลงานให้เป็นที่ยอมรับ และช่วยกันผลักดันว่าต่อไปสภาองค์กรจะคิดเองทำเอง ฉะนั้น ปีนี้ถือว่เป็นปีแรกที่เรามาพัฒนาตนเองในการจัดทำโครงการ ขอให้พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อกลับไปทำงานได้อย่างเต็มที่ต่อไปได้”
จุดประกายความคิด พื้นที่เป็นตัวตั้ง ระเบิดจากข้างในภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต

นายเนตร ปิ่นแก้ว คณะทำงานฯ จากจังหวัดสุพรรณบุรี การทำงานในรูปแบบพื้นที่เป็นตัวตั้งโดยระเบิดจากข้างในว่า การคัดเลือกพื้นที่รับสนันบสนุนงบประมาณโครงการในครั้งนี้ ดูจากตำบลที่มีความพร้อม มีความชัดเจนในการทำงานของคนในชุมชน โดยมีสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกในการเชื่อมโยงกลุ่มองค์กร หน่วยงานต่างๆ มาพูดคุย และเห็นผลการทำงานที่ผ่านมา มีหลายตำบลได้ใช้เครื่องมือของ พอช. เช่น บ้านพอเพียง สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจและทุนชุมชน ที่แม้ว่ามีงบประมาณให้เพียงเล็กน้อย แต่พวกเราสามารถใช้ทำให้บรรลุผลลัพธ์ เช่น การรวมคนในตำบล ผู้นำ แกนนำธรรมชาติ ท้องที่ ท้องถิ่น หน่วยงานในชุมชน ไม่ว่าจะเป็น กศน. เกษตร พัฒนาชุมชน มาร่วมคิดร่วมพัฒนาในโครงการที่ได้รับงบประมาณเหล่านี้
“ที่ผ่านมาได้มีการคัดเลือกตำบลที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะมารับโครงการนี้ได้ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยให้ดีขึ้น โครงการนี้เป็นการเอาจริงเอาจังว่าจะต้องถูกกำหนดจากข้างล่าง หมายถึงพื้นที่ของเราต้องการจะทำอะไร แก้ปัญหาอะไร โดย พอช. ต้องการเห็นคนในชุมชนลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการจัดการตนเอง ตามเนื้อหาที่เราคิดจะทำ สิ่งที่คาดหวังว่าจะได้มากกว่างบประมาณที่ได้รับ คือ เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันของประเด็นงานต่างๆ และหน่วยงานภาคีในพื้นที่ เพื่อทำให้ผู้อยู่อาศัยเกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้”

เชื่อมโยงการทำงานข้างใน ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต
นางสาววิภาศศิ ช้างทอง คณะทำงานฯ กล่าวว่า การทำงานของขบวนชาวบ้านที่หากเป็นแบบต่างคนต่างทำไม่ค่อยนึกถึงหน่วยงานภาครัฐ จะไม่สามารถเคลื่อนงานต่อได้ สิ่งที่ควรทำ คือ ในระดับตำบลชวนคนกลุ่มต่างๆ และหน่วยงานมาร่วมประชุม เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ จัดทำแผนพัฒนาของตนเองผลักดันไปสู่การบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วผลักดันสู่ระดับอำเภอเพื่อบรรจุเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับจังหวัดต่อไป ขณะเดียวกันในส่วนของภาคประชาชนเองก็ต้องมีการรวมแผนพัฒนาจากแต่ละตำบลรวมเป็นแผนพัฒนาระดับจังหวัด เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันอีกช่องทางหนึ่ง ใช้เป็นโอกาสในการพูดคุยว่าเรามีพื้นที่ไหนที่จะร่วมงานกั นได้บ้าง ในอีกด้านหนึ่งต้องคัดเลือกผู้นำที่มีความเสียสละ พร้อมที่จะเป็นปากเป็นเสียงแทนคนในตำบล อำเภอ เพื่อเสนอหรือผลักดันในระดับจังหวัดได้ ซึ่งได้มีการคัดเลือกผู้นำและผลักดันเข้าไปเป็นคณะทำงานชุดต่างๆ ในฐานะผู้แทนจากภาคประชาชน/ประชาสังคม เข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานในระดับจังหวัด เพื่อร่วมเสนอความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนาแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนร่วมกับหน่วยงาน เช่น มีตัวแทนเข้าไปเป็น กบจ. กบก. เป็นต้น
“จากการเข้าประชุมกับหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด จะได้รับทราบการรายงานผลการทำงานของหน่วยงานต่างๆ หากเห็นช่องทางให้หาโอกาสเข้าไปคุยกับหน่วยงานนั้นๆ โดยแนะนำตัวเองในนามของสภาองค์กรชุมชน และเราต้องเปิดหูเปิดตาดูว่ามีช่องทางในการเกี่ยวก้อย ประสานสร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน/องค์กรอะไรได้บ้าง นำเสนอผลงานพร้อมทั้งเสนอตัวทำงานร่วมเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ ทั้งนี้ ต้องขยันเข้าพบหาหน่วยงานบ่อยๆ มีข้อมูลไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งชวนมาร่วมทำงานในพื้นที่ การประสานเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีเป็นเรื่องจำเป็น อย่าคิดปิดกั้น และมีสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง คือ สภาองค์กรชุมชน/พื้นที่เองก็ต้องมีการจัดระบบและอัพเดทข้อมูลของตนเองให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ หากมีข้อมูลจริงและเป็นปัจจุบัน จะทำให้หน่วยงานวิ่งเข้าหาและสร้างความร่วมมือการทำงานได้เอง”
การบริหารโครงการอย่างโปร่งใสนำไปสู่การยอมรับ
นางสาวกมรวรรณ รุ่งพันธ์ คณะทำงานฯ และยังเป็นกองเลขาจังหวัดสุพรรณบุรี หนึ่งในทีมวิทยากรกล่าวว่า โครงการนี้เป็นการต่อยอดและยกระดับงานภายใต้แผนงานเดิมของตำบล พื้นที่ที่มีการทำงานร่วมกับภาคีมาก่อน จะทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทมีความเป็นไปได้มากขึ้น ไม่ต้องมาเริ่มนับศูนย์กันใหม่ ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการทำความเข้าใจในระดับกลุ่มจังหวัดตรงกันแล้วว่าต้องมีการทำโครงการ การจัดกลไกการทำงาน โดยกลุ่มคนผู้เดือดร้อนเข้ามาเป็นคณะทำงานด้วย การทำงานตามแผนงาน การใช้จ่ายงบประมาณก็เป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการจัดระบบเอกสารการเงินและบัญชี เพื่อสร้างการยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่ความโปร่งใสในการทำงาน
เชื่อมโยงแผนตำบลกับแผนหน่วยงาน/ยุทธศาสตร์ระดับต่างๆ เพื่อร่วมขับเคลื่อน “คุณภาพชีวิต” ให้ดีขึ้น

นางดวงเดือน พร้าวตะครุ หัวหน้ากลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 กล่าวว่า หากมีแผนเดิมที่ทำไว้แล้วต้องนำมาทบทวนปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการในปัจจุบัน โดยใช้โครงการนี้เป็นการพิสูจน์ 14 ตำบลของจังหวัดกาญจนบุรี ที่ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องบ้านเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้ทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ขอเน้นย้ำกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้มีรายได้น้อยหรือผู้เปราะบางในสังคมให้มีอาชีพรายได้ สามารถลืมตาอ้าปากหรือประคับประคองตัวเองได้ ซึ่งการจัดทำโครงการนี้เป็นการพิสูจน์ว่าเราจะได้รับงบประมาณต่อเนื่องในปีต่อไปหรือไม่ ที่ไม่ใช่เฉพาะ 14 ตำบล แต่ยังมีพี่น้องตำบลอื่นๆ รอการพิสูจน์จากเราอยู่
“เราจะใช้โอกาสนี้ในการบูรณาการคนในพื้นที่ทุกประเด็นงานได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ สภาองค์กรชุมชน กลุ่มอาชีพ เศรษฐกิจ หรือโครงการที่อยู่อาศัยมาพูดคุยร่วมกัน งบประมาณนี้เราได้มากกว่าประเด็นอื่น อาจจะต้องใช้เป็นหัวใจในการคุยและเชื่อมโยงคนภายในชุมชนหรือตำบลของเรา และนำปัญหาไปเชื่อมโยงกับท้องถิ่น แต่หลายๆ เรื่องจะไม่ได้รับการสนับสนุนถ้าเราไม่นำปัญหามาคุยและทำแผนพัฒนาให้ชัดเจน ความสำคัญอยู่ที่การมีแผนพัฒนาของตนเอง เพื่อไปบรรจุในระดับที่สูงขึ้นไป เช่น แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาของ อบจ.หรือแผนพัฒนาของสภาพัฒน์ฯ เป็นต้น หากสิ่งที่เราทำไปสอดคล้องกับแผนของหน่วยงานต่างๆ จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงแผนงานและงบประมาณได้ง่ายขึ้น”
นายพิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง กล่าวว่า ในการจัดทำแผนพัฒนาควรครอบคลุมในทุกมิติ เช่น เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม ฯลฯ เพื่อให้คนในตำบลได้มองเห็นภาพของตัวเองและคิดหาแนวทางในการจัดการแก้ปัญหาได้ตรงจุดในทุกด้าน วันนี้อยากเห็นว่าทั้ง 14 ตำบลที่มาร่วมต้องทำแผนพัฒนาของตำบลตนเอง โดยการวิเคราะห์พื้นที่ในแต่ละด้าน แล้วจัดทำแผนพัฒนาทุกด้าน ส่งให้จังหวัดรวบรวม ดูเป้าหมายการขับเคลื่อนของแต่ละตำบล แล้วนัดพื้นที่ที่มีการทำประเด็นเดียวกันมาคุยทำแผนร่วมกัน และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เช่น การทำเรื่องการพัฒนาระบบเศรษฐกิชุมชน ดูว่ามีพื้นที่ใดในจังหวัดที่ขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจบ้างแล้วนัดมาประชุมเพื่อจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
“นอกจากงบของจังหวัดแล้วยังมีงบของภาค ซึ่งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้ดูแล เราต้องมีข้อมูลพื้นฐานให้ชัด จังหวัดต้องวางกรอบนโยบายว่าโครงการของพวกเราตรงกับยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาของชาติเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้สามารถสนับสนุนงบประมาณได้ ดังนั้น เราต้องปรับตัวให้ทัน ทำอย่างไรเราจะมีข้อมูลที่ทำให้มองเห็นภาพคนในตำบลเราได้อย่างชัดเจนทุกมิติ วันนี้หากเราไม่ไปเรียนรู้ว่าข้างนอกเขามีบทบาทในการสนับสนุนได้อย่างไร เราจะเข้าไม่ถึงแหล่งงบประมาณหรือการสนับสนุนจากภายนอก ทั้งนี้ เรามีทีมงานดึงสิ่งที่พื้นที่คิด อยากทำ นำเสนอต่อหน่วยงานที่พร้อมจะสนับสนุนได้ หากเราใช้ตำบลเป็นตัวคิดเองทำเองได้ อนาคตทุกหน่วยงานเป็นเพียงพี่เลี้ยงที่มาช่วยงาน คนจังหวัดกาญจนบุรีมีโอกาสที่จะเลือกอนาคตได้ ดังนั้น เราต้องผนึกพลัง มีแผนงาน ในการกำหนดอนาคตของตนเองได้”
นางสาววิภาศศิ ช้างทอง กล่าวเสริมว่าที่ผ่านมาไม่มีแผนด้านคุณภาพชีวิตในกลุ่มจังหวัด จึงเตรียมที่จะเสนอในครั้งต่อไป ซึ่งพบว่าหน่วยงานราชการยังไม่ค่อยได้คิดเรื่องนี้ ถือเป็นโอกาสของเรา และในส่วนของการเชื่อมโยงต้องคัดเลือกคนที่เหมาะสม เช่น มนุษยสัมพันธ์ที่ดี เก่งเรื่องการทำแผน เป็นต้น ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้มีการเสนอแผนพัฒนามาจากข้างล่าง โดยเป็นการทำแผนจากภาคประชาชน หากทุกท่านในพื้นที่ไม่ลุกขึ้นมาทำให้เราได้รับรู้ จังหวัดเองก็ไม่รู้ว่าท่านต้องการทำอะไร ขอให้แต่ละตำบลกลับไปทำแผนของตัวเองเสนอขึ้นมา







