
ร้อยเอ็ด/ ระหว่างวันที่ 4-5 เมษายน 2565 เครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดสัมมนาเครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ห้องประดับแก้ว โรงแรมเพ็ชรรัตน์ การ์เด้นท์ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ ทบทวนสถานะและแนวทางการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน รวมทั้งแผนปฏิบัติการพัฒนาและยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยมีเครือข่ายกองทุนสวัสดิการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้แทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด คณะอนุกรรมการสวัสดิการชุมชน ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ พอช. เข้าร่วมการประชุม

นายวิรัตน์ สุขกุล ประธานเครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคอีสาน กล่าวถึงสถานการณ์งานสวัสดิการชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกล่าวถึงพัฒนาการกองทุนสวัสดิการชุมชนภาคอีสาน ที่เริ่มขึ้นในปี 2548-2565 ที่เริ่มกระบวนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลครู จังหวัดละ 2-3 ตำบล ในช่วงปี 2550-2552 เริ่มขยายผลจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นทั่วประเทศ โดยในระหว่างปี 2553-2557 รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้สนับสนุนให้มีการสมทบงบประมาณกองทุนสวัสดิการชุมชน ในช่วงนั้นกองทุนฯเกิดการขยายตัวเชิงปริมาณอย่างรวดเร็ว ต่อมาช่วงปี 2558-2560 รัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อรัฐบาลไม่สมทบ กองทุนเองก็เริ่มมีเวลาเคลียร์ตัวเอง คิดเรื่องการสอบทาน รีเช็คข้อมูลกองทุน หลายกองทุนระส่ำระส่าย พร้อมกับเริ่มค้นพบกองทุนที่มีศักยภาพในพื้นที่จังหวัดต่างๆ มาถึงในปี 2561-2565 การพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน ทบทวนกลไก สอบทานอย่างจริงจัง รัฐบาลสมทบแต่ไม่ทั่วถึง และพบสถานะกองทุนฯที่น่าเป็นห่วง และในช่วงการระบาดของโควิด-19 ทำให้การลงพื้นที่ติดตามสอบทานกองทุนมีความยากลำบาก ผลการสอบทานยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงกับพื้นที่
นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า จะสังเกตได้ว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นลูกแบบไหนก็ส่งผลกับสถานะกองทุนฯในปัจจุบัน และส่งผลกับภาพรวมกองทุนสวัสดิการชุมชนภาคอีสาน ที่ปัจจุบันมี 2,219 กองทุน มีการสอบทานจำนวน 1,606 กองทุน พบข้อมูลซ้ำในระบบ 13 กองทุน ที่ต้องฟื้นฟู 36 กองทุน มีที่หยุดดำเนินการ 21 กองทุน มีเงินหมุนเวียน 1,817 ล้านบาท จากการสอบทานกองทุนสวัสดิการชุมชน 1,676 มีขอสทมทบ 591 กองทุน มีกองทุนที่ดำเนินงาน 1,606 กองทุนระดับเอ 417 กองทุน ระดับบี 547 ระดับซี 243 ระดับดี 469 กองทุน โดยระดับซีและดีปีนี้เราต้องช่วยกันพัฒนา
โจทย์ที่ท้าทายในปี 2565 เราจะช่วยกันกำจัดจุดอ่อนอย่างไร โครงสร้างระดับจังหวัด ข้อมูลกองทุนสวัสดิการชุมชนจริง พัฒนากองทุนให้บรรลุเจตนา พัฒนาตัวเราเอง กลไกการดำเนินงานบางจังหวัดองค์ประกอบไม่ได้มาจากพื้นที่รูปธรรมกองทุนสวัสดิการชุมชน ไม่เข้าใจระบบสวัสดิการ การทำงานไม่บรรลุผล กระบวนการสอบทานไม่ได้ลงพื้นที่จริง โดยเฉพาะช่วงโควิด ผู้นำสวัสดิการไม่สามารถกุมสภาพข้อมูลกองทุนในมิติต่างๆได้ สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายที่เราเครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคอีสานจะช่วยกัน

ถัดจากนั้น ที่ประชุมมีการแบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิดรายกลุ่มจังหวัด เพื่อระดมความคิด ออกแบบแนวทางการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน จากข้อค้นพบสำคัญ โจทย์ท้ายทายเราจะช่วยกันกำจัดจุดอ่อนได้อย่างไร ทั้งในเรื่องของโครงสร้างกลไกของจังหวัด องค์ประกอบ คุณสมบัติ บทบาทที่ควรเป็นอย่างไร ระบบข้อมูลการสอบทานกองทุนที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ การพัฒนาระบบข้อมูลโดยใช้โปรแกรมอย่างไร และแนวทางการพัฒนากองทุน ให้สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของกองทุนสวัสดิการจะทำอย่างไร และนำเสนอแลกเปลี่ยนในกลุ่มใหญ่

นายวิเชียร พลสยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค บทเรียนที่ผ่านมา การทบทวนบทบาทคณะกรรมการระดับจังหวัด ระบบสวัสดิการชุมชนจะไปรอดไม่รอดขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ บทบาทของคณะกรรมการระดับจังหวัด 12 อรหันต์ ก่อนการประชุม ภาคประชาชนมีการเตรียมการประชุม มีการสอบทานข้อมูล เพื่อนำมากำหนดแผนการทำงานหรือไม่อย่างไร ระบบสวัสดิการสังคมบ้านเรายังไม่ทั่วถึงครอบคลุม ระบบสวัสดิการชุมชน จึงเป็นเครื่องมือที่ชุมชนสามารถสร้างระบบสวัสดิการในการดูแลสมาชิกในตำบลได้โดยชุมชนเอง และใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ในการสร้างความเข้มแข็ง การสร้างทีมในพื้นที่จึงมีความสำคัญ
จึงมีข้อเสนอต่อเครือข่ายฯ ในเรื่องการประกันคุณภาพกองทุนฯ ถ้ากองทุนมีแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากองทุน 3-5 ปี สามารถไปได้ โดยนำผลจากการสอบทานกองทุนฯ มากำหนดแผนฯในระดับจังหวัด และในระดับเครือข่ายภาค การตรวจประเมินคุณภาพกองทุนฯ ถ้าอีสานสมทบกองทุน 90 ล้าน สมมุติใช้งบประมาณ 10% ในการตรวจสถานะกองทุน โดยต้องเป็นคนในจังหวัด ที่ไม่เป็น คกก.จังหวัด คกก.ภาค และดำเนินการต่อเนื่องในระยะ 3 ปี เรามีกองทุน 2,000 กว่ากองทุนฯ และมีการพัฒนาคนทำงานขึ้นมาเริ่มจาก 50 คน มีงบประมาณจากกองทุนละ 3,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการตรวจบัญชี ในปีที่ 2 เราพัฒนาคนผู้ตรวจบัญชีกองทุนฯ เพิ่มขึ้นอีก 100 คน โดยในการพัฒนาขาขึ้น กับการประเมินคุณภาพกองทุนฯ ทำไปพร้อมกัน และมีเครื่องมือในการนำพากองทุนไปสู่ความเป็นมาตรฐาน

นายมณเฑียร สอดเนื่อง คณะอนุกรรมการสวัสดิการชุมชน กล่าวถึงกองทุนสวัสดิการชุมชนโดยระบุว่า ปัจจุบันกองทุนฯพลังลดลง ทิศทางไม่ชัดเจน เราต้องมีการทบทวนในจังหวะที่สถาบันฯ มีผู้อำนวยการใหม่ เราต้องการสร้างระบบสวัสดิการชุมชนทางเลือกเป็นทางเลือกหลัก เพราะเป็นนวัตกรรมใหม่ของโลก มีประเทศไทยประเทศเดียวที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดสวัสดิการ จริงๆ เรามีการช่วยเหลือกันมานาน แต่ไม่เป็นระบบ มีกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีระบบ เป็นสวัสดิการทางเลือกหลักที่ทุกคนสามารถเข้าถึง ระบบสวัสดิการในโลกเป็นระบบสวัสดิการปลายปิด แต่สวัสดิการชุมชนเป็นสวัสดิการปลายเปิด อายุเท่าไหร่ก็ได้เป็นใครก็ได้สามารถเป็นสมาชิก เพราะเราใช้หลักของการเกื้อกูล เราไม่ได้คิดเรื่องการคุ้มทุนกำไร เราคิดเรื่องดูแลแบ่งปันไม่ใช่ขาดทุนกำไร เรากำลังทำงานสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย คนไทย 20 ล้านคนมีระบบสวัสดิการดูแล แต่ที่เหลือยังไม่มีระบบสวัสดิการที่ดูแลชัดเจน เบี้ยยังชีพคนชราคือเรื่องสงเคราะห์ สวัสดิการชุมชนเป็นการดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย หากกองทุนเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาแน่นอน เราพยายามทำให้ระบบสวัสดิการชุมชนเป็นที่พึ่งให้กับคนทุกคนด้วยเงินวันละ 1 บาท จุดอ่อนเดียวของคนทำงานสวัสดิการชุมชน คือคนไม่รู้จักงาน จึงเกิดปัญหาขึ้นมา
ทิศที่เราต้องทำให้กองทุนฯเป็นองค์กรหลักในการดูแลคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เป็นระบบสวัสดิการที่ตั้งอยู่ในชุมชน สามารถเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ได้ ทั้งท้องถิ่น หรือล่าสุด กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่มาเชื่อมโยงกับกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยเราจะขยับต่อใน 4 ยุทธศาสตร์ 1) การพัฒนาคุณภาพกองทุน เพื่อให้กองทุนมีความสามารถในการบริหารกองทุน 2) การพัฒนาเครือข่ายกลไกต่างๆ 3) การพัฒนาระบบข้อมูลความรู้ และ 4) การขับเคลื่อนนโยบาย การผลักดันกฏหมาย การผลักดันให้บรรจุในแผนพัฒนาจังหวัด โดยจะเริ่มจากผลการสอบทานและพัฒนากองทุนในระดับซี และระดับดี
สอดคล้องกับ นายชัยวิชญ์ภณ ตังกิจ หัวหน้าสำนักประสานเครือข่ายสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาได้ตั้งเป้าสอบทานกองทุนที่หยุดดำเนินการมีจำนวนเท่าไหร่ และเป้าหมายขยายสมาชิกให้ได้ 10 ล้านคน ปัจจุบันมีสมาชิก 5 ล้านกว่าคน สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการให้ครบทุกท้องถิ่น สิ่งที่เราทำเป็นนวัตกรรมในระดับสากล การเชื่อมโยงในส่วนนโยบาย การผลักดันกฏหมาย พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน การทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนมีสถานะเป็นนิติบุคคล เพื่อสามารถเปิดรับเงินบริจาคได้ และการพัฒนาโปรแกรมสวัสดิการชุมชนที่มีการลงขันร่วมกันระหว่างสถาบันฯ และกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งมีการเปิดใช้ในช่วงทดลอง เป็นการทำไปแก้ไป ให้เกิดความเสถียร ใช้ได้กว้างที่สุด รัฐมนตรีอยากทราบก็สามารถเข้าไปดูในระบบโปรแกรมได้ทันที อยากชักชวนพี่น้องเครือข่ายสวัสดิการชุมชนเข้าใช้โปรแกรม และคีย์ข้อมูลให้อยู่ในระบบเพื่อสามารถรายงานสถานะได้ทันที เป็นปัจจุบัน ถูกต้อง หากกองทุนไหนไม่เข้าใช้จะทำให้กองทุนหลุดออกจากระบบ ขาดโอกาสในการรับการสมทบและการพัฒนา อยากเชิญชวนให้พี่น้องเข้าใช้ ในส่วนการสนับสนุนการทำแผนยุทธศาสตร์สวัสดิการชุมชนจังหวัด จะมีการจัดทีมเข้ามาหนุนช่วย ตรงกลางทำหน้าที่เชื่อมโยงประสานนโยบายกับฝ่ายการเมือง กองทุนฯก็ขยับการทำงานในระดับล่าง ในระยะ2-3 ปี เราจะทำให้สวัสดิการได้เข้าถึงพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้กำหนดแผนปฏิบัติการใน 4 เรื่องสำคัญคือ 1) การพัฒนาข้อมูลกองทุนสวัสดิการชุมชน 2) การแจ้งข้อมูลกองทุนที่ผ่านเกณฑ์ขอสมทบงบประมาณปี 2566 3) การทบทวนและพัฒนากลไกสวัสดิการชุมชนจังหวัด และ 4) การพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน พื้นที่เอและบี ดำเนินการจัดการความรู้และการสื่อสาร ส่วนพื้นที่ซีและดี ดำเนินการพัฒนาจำนวน 702 กองทุน เพื่อพัฒนาและยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนให้มีความเข้มแข็งและมั่นคงต่อไป







