- โครงการรถไฟรางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เริ่มดำเนินการหลายเส้นทางทั่วประเทศตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560 เฉพาะช่วงนครปฐม-ชุมพร มีชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบเพราะต้องรื้อย้ายชุมชนและบ้านเรือนออกจากแนวทางรถไฟ เช่น ชุมชนริมทางรถไฟหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
เมื่อการพัฒนารุกคืบเข้ามา ชุมชนเล็ก ๆ จำนวน 19 ชุมชน ที่อยู่ริมทางรถไฟในเขตอำเภอหัวหิน จึงเป็นชุมชนที่ต้องคืนพื้นที่ให้กับการพัฒนา การรุกคืบดังกล่าวไม่ได้ให้ความปรานีกับพี่น้องคนจน พี่น้องบางส่วนยอมรับสภาพดิ้นรนไปหาที่อยู่ใหม่ บางส่วนพอมีกำลังไปเช่าบ้านอยู่ในเขตอำเภอหัวหิน บางส่วนยอมย้ายไปไกลอยู่ในเขตอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี หรือไปตามเส้นทางชีวิตของแต่ละครอบครัวตามสภาพที่จะดิ้นรนกันได้



ขณะที่พี่น้องชาวริมทางรถไฟหัวหินจำนวนหนึ่งที่มีฐานะยากจน ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ค้าขายเล็กๆ น้อย เป็นลูกจ้างในร้านนวดแผนโบราณ ร้านอาหาร ฯลฯ มีความพยายามที่จะเจรจาขอเช่าที่ดินของการรถไฟในบริเวณใกล้เคียงที่ดินเดิม แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ เพราะการรถไฟมีแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ ส่วนหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ก็ไม่มีพื้นที่ที่จะให้พี่น้องเหล่านี้ได้เช่าอยู่อาศัย
พวกเขาจึงต้องดิ้นรนหาทางออกที่น่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับการอยู่อาศัยในอำเภอหัวหิน เพราะหัวหินเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งทำมาหากินเลี้ยงปากท้องและครอบครัวของพวกเขา โดยการรวมตัวกันจัดหาที่ดินแปลงใหม่ เพื่อนำมาจัดทำโครงการ ‘บ้านมั่นคง’
โครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนที่มีรายได้น้อย ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ เริ่มดำเนินการทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2546 (ปัจจุบัน พอช.ดำเนินการแล้วกว่า 1 แสนครอบครัว) โดยให้ชาวชุมชนที่เดือดร้อนรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา เริ่มจากการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุน จัดหาที่ดินแปลงใหม่โดยการเช่าหรือซื้อ จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล และบริหารโครงการ โดย พอช.จะสนับสนุนกระบวนการรวมกลุ่ม ให้ความรู้ในการบริหารโครงการ สนับสนุนสินเชื่อและงบประมาณ (บางส่วน)



ระหว่างทางที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงโดย พอช.เข้ามาสนับสนุนและร่วมแก้ไขปัญหา ด้วยการให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหานั้น พี่น้องบางส่วนที่ยังไม่สามารถรื้อย้ายบ้านออกจากแนวทางรถไฟได้ตามเงื่อนไขของ รฟท. ทำให้บางส่วนต้องถูกดำเนินคดี และมีการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยมีทีมทนายจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนมาช่วยเหลือไกล่เกลี่ยและได้อยู่อาศัยในที่เดิมจนกว่าจะได้รับการอนุมัติโครงการบ้านมั่นคง
ปลดพันธนาการโซ่ตรวน จนเป็นที่ยอมรับของคนในพื้นที่และคนทั่วไป
“บทเรียนที่ไม่อยากพบเจอ คือ การขึ้นศาล ถูกใส่กุญแจมือ ชีวิตนี้ไม่คิดว่าการอยู่ในแผ่นดินไทย เราจะถูกกระทำแบบนี้” พี่แพรว สุรภา นิลเพ็ชร พูดไปร้องไห้ไป
ปัจจุบันพี่แพรวเป็นประธานสหกรณ์บ้านมั่นคงหินเหล็กไฟ จำกัด พี่แพรวเล่าว่า ภายหลังจากที่พี่น้องที่เดือดร้อนได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อระดมทุนแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในเดือนพฤศจิกายน 2561 โดยให้สมาชิกออมเงินครัวเรือนละอย่างน้อย 300 บาทต่อเดือน
ในเวลาต่อมาจึงไปช่วยกันดูที่ดินที่คิดว่าจะสู้ราคาไหว เป็นไร่สับปะรด อยู่บริเวณหมู่ที่ 14 ตำบลหินเหล็กไฟ อ.หัวหิน ไกลจากที่เดิมกว่า 10 กิโลเมตร ต่อรองราคากับเจ้าของที่ดินเพื่อจะนำมาทำโครงการ ‘บ้านมั่นคง’ รองรับพี่น้องที่เดือดร้อนจำนวน 70 ครอบครัวจนเจ้าของเห็นใจ ขายที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 14 ตารางวา ในราคา 8 ล้านบาทเศษ โดย พอช.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดิน
หลังจากนั้นจึงเป็นกระบวนการออกแบบบ้าน โดยมีสถาปนิกชุมชนจาก พอช.เข้ามาให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษา เพื่อร่วมกันออกแบบบ้านให้เหมาะสมกับขนาดครอบครัว กำลังในการผ่อน ขนาดบ้านตั้งแต่ 4 x 8 ตารางเมตร และ 6 x 8 ตารางเมตร ราคาประมาณ 230,000-260,000 บาท ผ่อนชำระไม่เกินเดือนละ 3,200 บาท ระยะเวลา 15 ปี เริ่มยกเสาเอกสร้างบ้านหลังแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2564
จากชาวบ้านธรรมดาๆ คนที่ไม่กล้าที่จะเข้าไปคุยกับใคร แต่เมื่อได้เรียนรู้กระบวนการรวมกลุ่ม การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ จนจดทะเบียนเป็นสหกรณ์บ้านมั่นคงหินเหล็กไฟ จำกัด เพื่อบริหารโครงการบ้านมั่นคง ทำให้พวกเขามีประสบการณ์และกล้าแกร่งขึ้น ปัจจุบันพี่แพรว และกรรมการสหกรณ์บ้านมั่นคงหินเหล็กไฟสามารถไปประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้เข้ามาสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการโครงการบ้านมั่นคงให้แล้วเสร็จตามแผนที่ได้วางร่วมกันไว้
ยึดมั่นระบบ และข้อตกลงของชุมชนใหม่ “หินเหล็กไฟ”
ระหว่างทางที่ดำเนินการโครงการบ้านมั่นคง ชุมชนได้มีการกำหนดกติกาการอยู่ร่วมกัน ใช้ระบบกลุ่มย่อยในการบริหารจัดการ การสื่อสาร มีกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม ซึ่งสัมพันธ์กับการเป็นตัวแทนที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการสหกรณ์ฯ โดยตกลงกันว่าต้องมีตัวแทนกลุ่มย่อยทุกกลุ่มมาเป็นคณะกรรมการฯ ปัจจุบันมีจำนวน 13 คน โดยมีสำนักงานสหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนในการดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบสหกรณ์
ในห้วงเวลา 2 ปี หลังจากที่ได้รับการอนุมัติโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย สหกรณ์ฯ ได้มีการวางแผน บริหารการก่อสร้างให้สำเร็จลุล่วงตามเวลา แม้จะมีอุปสรรคเข้ามารายทาง ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในช่วงที่สหกรณ์ฯ ดำเนินการก่อสร้าง ชุมชนได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่น้องที่มีอาชีพในการรับจ้างนวด และรับจ้างทั่วไป เมื่อเกิดการแพร่ระบาดทำให้พี่น้องได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ แต่ทางสถาบันฯ ได้มีนโยบาย “การพักชำระหนี้” ทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระของสมาชิกได้ส่วนหนึ่ง แต่ด้วยการบริหารของสหกรณ์ฯ ทำให้สหกรณ์ฯ สามารถชำระหนี้ได้ตามเวลาที่ตกลงกัน และสามารถบริหารการก่อสร้างแล้วเสร็จเกือบสมบูรณ์ทั้ง 70 หลัง




ปัจจุบันชุมชนบ้านมั่นคงหินเหล็กไฟ เป็นที่รู้จักของหน่วยงานต่างๆ เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย และข้าราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่บรรจุใหม่ เป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบคีรีขัน์ สภาองค์กรชุมชนตำบลหินเหล็กไฟ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค องค์การบริหารส่วนนตำบลหินเหล็กไฟ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 ที่โครงการตั้งอยู่
“บ้านมั่นคงหินเหล็กไฟ บ้านที่ใคร ๆ ก็อยากมาอยู่” เป็นคำกล่าวของนายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน กล่าวในวันประชุมใหญ่สมาชิกสหกรณ์บ้านมั่นคงหินเหล็กไฟ จำกัด เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา
นายพลกฤตกล่าวว่า ขอให้ทุกคนที่อยู่ในโครงการนี้ทำให้เป็นโครงการบ้านตัวอย่างของอำเภอหัวหิน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการขยะ ที่ใคร ๆ อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเราทำได้จะเป็นเรื่องใหญ่ที่คนยอมรับ และทุกคนจะอย่างไรให้มีความสุข อยู่อย่างสง่างาม ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง
“ความพอเพียง ความสุข ลดความอยาก บ้านมั่นคงเป็นบ้านที่ดีกว่าบ้านเอื้ออาทร บ้านที่เราสร้าง ออกแบบเองมีบริเวณ วัสดุมีความมั่นคงแข็งแรง พวกเรามีความโชคดีที่มีบ้าน มีที่ดินเป็นของตนเอง ฉะนั้นในการอยู่ร่วมกันขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนร่วม อยู่แบบมีความรักความสามัคคี หาตนเองให้เจอ แล้วไปสอนคนรวยคนมีเงินว่า ความสุขคืออะไร” นายอำเภอหัวหินกล่าว



“รั้วชุมชน จะเป็นรั้วที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง”
นายธีรพงศ์ พร้อมพอชื่นบุญ ผู้อำนวยการภาค สำนักงานภาคกลางและตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนที่มาสนับสนุนการดำเนินการโครงการนี้ ไม่มีแม้โอกาสที่จะได้มาอยู่ที่นี่ ด้วยที่นี่เป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง พี่น้องนับว่าเป็นผู้ที่โชคดียิ่งกว่าถูกหวยที่ได้เข้ามาอยู่ในโครงการบ้านมั่นคง กว่าจะมาเป็นบ้านมั่นคงในวันนี้ มีกระบวนการที่มาจากความตั้งอกตั้งใจในการค้นหา อยากให้นึกถึงวันที่ถูกไล่รื้อ เราต้องนอนดึก ๆ นอนไม่เต็มตา มีความทุกข์ยากที่ทำร่วมกันมา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นเบ้าหลอมที่จะมัดใจการอยู่ร่วมกันของคนจำนวนมาก แม้จะมีการคิดต่าง มีความเห็นต่าง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความสามัคคี ไม่ใช่การทำให้เกิดความแตกแยก
จะทำอย่างไรให้เป็นบ้านและชุมชนที่เป็นสุขที่เราช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำ เจ้าหน้าที่ พอช.เป็นเพียงเพื่อน มาช่วยอำนวยให้เราได้ทำเพื่อให้เรามีบ้านที่มั่นคง เราส่งเสริมสนับสนุนคนจน ไม่ใช่เป็นโครงการบ้านจัดสรรรอหิ้วกระเป๋าเข้ามาอยู่ โครงการนี้เป็นการบริหารร่วม มีกฎกติกาที่เราตกลงที่จะอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่โครงการบ้านใครบ้านมัน การสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง เราจะสร้าง “รั้วชุมชน” รั้วที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน
“รั้วชุมชน ขยะในใจ เราจะทำสิ่งดี ๆ ตัดสิ่งไม่ดีออกจากชุมชนของเรา การมีเงินเพียงลำพังคนเดียวจะไม่สามารถซื้อโครงการนี้ได้ การอยู่บ้านจัดสรรจะทำอะไรต้องผ่านนิติบุคคล ไม่สามารถทำอะไรได้โดยพลการ โครงการบ้านมั่นคงเป็นจุดที่เราจะเดินต่อไป จะทำโครงการนี้ให้คนนอกรู้ว่า เราเป็นชุมชนที่มีโอกาสดีกว่าคนทั่วไปได้อย่างไร อย่าให้คนอื่นปรามาส ไม่เห็นแก่ตัว แต่เราเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม” นายธีรพงศ์กล่าว
บ้านมั่นคงเป็นของสมาชิกทุกคน
นายประยูร พะมะ สหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ก่อตั้งสหกรณ์จนถึงวันนี้ เรายังไปไม่ถึงครึ่งทาง เป็นเพียงการเริ่มต้น เพราะเราจะทำโครงการนี้ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน กระบวนการจัดตั้งสหกรณ์ สมาชิกทุกคนต้องมีความรู้ความเข้าใจ มีข้อตกลงที่มาจากการพูดคุย มาจากการประชุมของสมาชิกสหกรณ์ทุกคน ซึ่งในการประชุมใหญ่สมาชิก ทุกคนต้องมาเข้าร่วม 100% แต่ด้วยสถานการณ์โควิดทำให้มาไม่ครบ แต่ก็เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิก
สหกรณ์ฯ ต้องมีการดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การบริหารงบประมาณที่สหกรณ์ฯ ได้รับจาก พอช.มา มีการบริหารด้วยความประหยัด ไม่ว่าจะเป็นงบในการดำเนินการเรื่องไฟฟ้า ประปา ถนน และแผนการดำเนินงานเสร็จตามที่กำหนด โดยผ่านกระบวนการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการผ่านกติกา ซึ่งเราจะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ ต่อไปจะมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเราดีขึ้น
“คนในประเทศยังมีอีกเยอะที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีไฟฟ้า ประปาใช้ ฉะนั้นทุกคนต้องจัดการให้ดี ภาระเรื่องบ้านและที่ดินที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อสหกรณ์จะได้เดินหน้าต่อได้ ขอให้ทุกเตรียมลังไว้อย่างน้อย 1 ลัง เพื่อเอาไว้เก็บสมุดบัญชี ใบเสร็จ สมุดบัญชีเงินกู้ ด้วยเราต้องชำระหนี้กับสหกรณ์ไปอย่างน้อย 15 ปี การอยู่ร่วมกันมีอะไรต้องพูดคุยกัน แม้จะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้าง ทุกครัวเรือนต้องมีวินัย ต่อไปเมื่อโครงการเราสร้างเสร็จเรียบร้อย เราอาจต้องนำกติกาที่เราคิดร่วมกันติดไว้ให้ทุกคนได้เห็น” นายประยูรกล่าว


นับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างบ้านในช่วงต้นปี 2564 ปัจจุบันการก่อสร้างเกือบจะเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 70 หลัง ตอนนี้มีพี่น้องเข้าอยู่อาศัยแล้ว 34 หลัง ส่วนที่เหลือรอการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า และถนนที่จะมีการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2565 นี้

“เรามีความภูมิใจจากการอยู่บ้านมั่นคง คือการมีบ้านเเละที่อยู่อาศัยที่มั่นคง รวมไปถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นางสุรภา นิลเพ็ชร ประธานสหกรณ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย
***********
เรื่องและภาพ นางวัชรา สงมา
ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค(ปฏิบัติการพื้นที่)ภาคกลางและตะวันตก






