
นครราชสีมา/ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2564 เวลา 14.30-16.30 น. นายไมตรี อินทุสุต ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ลงพื้นที่เยี่ยมชุมชน ให้กำลังใจกับสมาชิกกลุ่มชุมชนสองข้างทางรถไฟ (ไบเล่ย์) เครือข่ายริมรางเมืองย่าโม ณ เทศบาลเมืองนครนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา และประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ร่วมกับเทศบาลนครนครราชสีมา, เทศบาลตำบลหัวทะเล, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นครราชสีมา, กองบำรุงทางเขตจังหวัดนครราชสีมา การรถไฟแห่งประเทศไทย, เครือข่ายริมรางเมืองย่า พร้อมผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ พอช. เพื่อรับฟังสถานการณ์ ผลกระทบ การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา และการพัฒนาชุมชนรถไฟ
การพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูง ทำให้เกิดการเวนคืนที่ดิน ส่งผลกระทบกับชุมชนที่อยู่บริเวณริมรางรถไฟเมืองโคราช ที่อยู่อาศัยนานกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงการพัฒนาไปพร้อมๆ กับเมืองได้ และขาดพื้นที่รองรับในการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชน ในการดำเนินแก้ไขปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบรางในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครราชสีมา ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการสำรวจข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์ปัญหาเมือง ลงพื้นที่สำรวจรายชื่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบร่วมกับเทศบาลเมืองนครราชสีมา ภาคี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาและเครือข่ายสลัม 4 ภาค
จากการสำรวจข้อมูลพบว่า มีผู้อยู่อาศัยอยู่ในที่ดินรถไฟ จำนวน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสี่คิ้ว อำเภอปากช่อง อำเภอเมือง รวม 12 ชุมชน จำนวน 403 ครัวเรือน ซึ่งจากการสำรวจชุมชนในครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการส่งเสริมกระบวนการกลุ่มการประสานงานเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ เกิดการจัดตั้งกลุ่มเพื่อแก้ไขปัญหาทีอยู่อาศัยตามแนวทางบ้านมั่นคง จำนวน 1 โครงการ โดย พอช. สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย สำหรับ 166 ครัวเรือน งบประมาณ 12,823,500 บาท (สิบสองล้านแปดแสนสองหมื่นสามพันห้าร้อยบาทถ้วน) โดยผู้ที่เข้าร่วมโครงการฯ เฟสที่ 1 จำนวน 166 ครัวเรือน ประกอบด้วย 8 ชุมชน 1) กลุ่มถนนเลียบนคร 8 ครัวเรือน 2) ชุมชนประสพสุข 24 ครัวเรือน 3) ชุมชนสองข้างทางรถไฟ (ไบเล่ย์) 31 ครัวเรือน 4) ชุมชนหลังจวนผู้ว่าฯ 13 ครัวเรือน 5) ชุมชนราชนิกูล 1 23 ครัวเรือน 6) ชุมชนราชนิกูล 3 18 ครัวเรือน 7) ชุมชนเบญจรงค์ 29 ครัวเรือน และ8) ชุมชนทุ่งสว่าง-ศาลาลอย 20 ครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ขบวนองค์กรชุมชน ได้เสนอแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยเสนอขอใช้ที่ดินการรถไฟฯ พื้นที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านพะไล ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ขนาดพื้นที่ 7 ไร่ 1 งาน 61 ตารางวา ซึ่งสามารถรองรับได้ทั้ง 166 ครัวเรือน ซึ่งที่ผ่านมา รฟท.แขวงบำรุงทางนครราชสีมา ได้ลงพื้นที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านพะไล ทำเอกสารประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัด (ท.ด. 3) เพื่อเสนอเข้าบอร์ดการ รฟท. เพื่อพิจารณาพื้นที่รองรับผู้เดือดร้อนในเฟสที่ 1 จำนวน 166 ครัวเรือน ทั้งนี้ผู้เดือดร้อนที่ยังไม่เข้าร่วมกระบวนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานเพื่อดำเนินการหาแนวทางช่วยเหลือจำนวน 176 ครัวเรือน
นายไมตรี อินทุสุต ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ในระหว่างที่รอการปลดล็อคเรื่องที่ดิน เสนอแนะ 5 ลำดับขั้นการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเริ่มจากขั้นที่หนึ่ง พมจ.นครราชสีมา เสนอให้ผู้ว่าตั้งคณะทำงานฯ โดยทาง พมจ.นครราชสีมา จะชงเรื่องคำสั่งแต่งตั้ง ขั้นที่สองการรวบรวมข้อมูลและการตรวจสอบความพร้อมเรื่องการสำรวจข้อมูล เพิ่มเติมรายละเอียดของผู้ได้รับผลกระทบ เช็คลิตต์รายการแผนการเคลื่อนย้ายชุมชน และให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลในพื้นที่ ขั้นที่สาม ขั้นปฏิบัติการ แต่ละหน่วยงานมีแผนการสนับสนุนอย่างไร ในการบริการประชาชน ขั้นที่สี่ เรื่องออมและอาชีพ ในช่วงสถานการณ์โควิด เรื่องรายได้ การออมจะขัดสน เราจะช่วยอย่างไรให้พี่น้องมีแหล่งค้าของเก่า อบรมอาชีพ หรือแปลงผักรวมอย่างไร และขั้นที่ห้า คือเรื่องการพัฒนาต่อยอด ช่วยเรื่องการขยายศูนย์เด็กเล็ก จะเชื่อมกับโรงเรียนอย่างไร เรื่องรับจ้างขับวินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งในขั้นที่สี่และห้าต้องการการเชื่อมโยงจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งสถาบันการศึกษา ฯลฯ
ซึ่งในระหว่างนี้ เทศบาล และพอช. เตรียมประสานแผนการขนย้าย การดูแลในระยะ 3 เดือน พอช.ต้องทำอะไรบ้าง ต้องประสานกับเทศบาลนครนครราชสีมา เตรียมการเคลื่อนย้าย ทางเทศบาลตำบลหัวทะเล เตรียมการรองรับ เวทีวันนี้เพื่อหาความร่วมมือแก้ปัญหาให้กับผู้ที่เดือดร้อนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตดีต่อไป
ทั้งนี้ชาวบ้านยังมีความกังวลที่ผู้รับเหมาได้นำเครื่องจักรเข้ามาเตรียมเคลียร์พื้นที่เตรียมการก่อสร้าง ต้องการให้หน่วยงานผ่อนปรนจนกว่าจะมีการย้ายเข้าอยู่อาศัยในชุมชนแห่งใหม่ และต้องการให้มีการส่งเสริมกลุ่มอาชีพให้กับคนในชุมชนต่อไป








