
ทีมแพทย์ชนบทจากจังหวัดต่างๆ กว่า 100 คนร่วมปฏิบัติการครั้งที่ 3 (ภาพจาก facebook ชมรมแพทย์ชนบท)
กรุงเทพฯ / แพทย์ชนบททั่วประเทศร่วม ‘ปฏิบัติการสร้างความหวัง สู้ภัยโควิด เพื่อคนกรุง’ ระดมพลกว่า 100 ชีวิต 40 ทีม ตรวจโควิดเชิงรุกชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 4-10 สิงหาคมนี้ เพื่อตัดวงจรการระบาด แยกผู้ติดเชื้อออกมารักษา โดยจะเปิดจุดตรวจ 174 จุด รองรับ 300 ชุมชน ตั้งเป้า 7 วันตรวจได้ 250,000 ราย เผยโอกาสพบผู้ติดเชื้อประมาณ 10-15 % หรือ 25,000-32,500 คน ขณะเดียวกันผู้ที่ติดเชื้อเหล่านี้จะได้รับยาตามอาการตั้งแต่ฟ้าทะลายโจร–ฟาร์วิพิราเวียร์ และให้รักษาตัวที่บ้านหรือ Home Isolation เพื่อลดภาวะเตียงล้น รพ.รองรับไม่ได้
ระหว่างวันที่ 4-10 สิงหาคมนี้ ชมรมแพทย์ชนบทนำทีมโดย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมฯ ได้ระดมบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลต่างๆ ในต่างจังหวัด เข้ามาตรวจหาเชื้อโควิดเชิงรุกในชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม เป็นครั้งที่ 3
โดยจะมีทีมตรวจหาเชื้อทั้งหมดกว่า 40 ทีมๆ ละ 8-10 คน กระจายลงจุดตรวจตามชุมชนและสถานที่ต่างๆ ตั้งเป้าตรวจวันละ 30 จุดๆ 1,000 คน หรือวันละ 30,000 คน รวม 7 วันจะสามารถตรวจได้ทั้งหมดประมาณ 210,000 คน และการตรวจ Walk in จากทีมโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาอีกประมาณ 35,000 คน รวมผู้ได้รับการตรวจทั้งหมดประมาณ 250,000 คน
ประเดิมตรวจโควิดวันแรกกว่า 20 จุด
โดยวันนี้ (4 สิงหาคม) เป็นวันแรก ทีมแพทย์ชนบทได้กระจายลงตรวจตามจุดและชุมชนต่างๆ รวมกว่า 20 จุด เช่น วัดไผ่เงิน เขตบางคอแหลม วัดจันทร์ประดิษฐาราม เขตภาษีเจริญ บ้านมั่นคงวิมานทอง เขตบางบอน วัดวงษ์ลาภาราม เขตหนองแขม มัสยิดอัดตั๊กวา เขตมีนบุรี สุเหร่าแบนใหญ่ เขตหนองจอก โรงเรียนพิบูลย์อุปถัมภ์ เขตห้วยขวาง วัดคันลัด จ.สมุทรปราการ ฯลฯ

จุดตรวจที่ชุมชนบ้านมั่นคงวิมานทอง เขตบางบอน
แต่ละจุดมีประชาชนในชุมชนและชุมชนใกล้เคียงมารอรับการตรวจตั้งแต่เช้า โดยมีอาสาสมัครในชุมชน ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จิตอาสาจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ฯลฯ ร่วมอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เช่น การลงทะเบียนตรวจ การจัดคิว การเว้นระยะห่าง จัดจุดพักคอยเพื่อรอฟังผลการตรวจ
นายวิชัย พร้อมมูล ประธานชุมชนบ้านมั่นคงวิมานทอง เขตบางบอน บอกว่า ชุมชนบ้านมั่นคงวิมานทองเป็นจุดตรวจแห่งหนึ่งในเขตบางบอน โดยวันนี้จะมีผู้เข้ารับการตรวจในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง รวม 3 ชุมชน ประมาณ 400 คน โดยจะเริ่มตรวจตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน 17.00 น. ส่วนทีมแพทย์ชนบทมาจากจังหวัดลำพูน (สสจ.ลำพูน) จำนวน 10 คน
ทั้งนี้การตรวจของทีมแพทย์ชนบทจะเริ่มด้วยการทำการ swab โดยใช้ก้านสำลีเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกของผู้ตรวจเพื่อหาเชื้อด้วย rapid test หรือชุดตรวจแบบเร็ว แล้วนำก้านสำลีมาตรวจด้วยน้ำยา สามารถทราบผลได้ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที /ราย หากไม่พบเชื้อผู้ตรวจจะกลับบ้านได้เลย หากพบว่ามีผลเป็นบวกหรือติดเชื้อ แพทย์จะตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้ผลที่แน่นอน

เก็บสารคัดหลั่งในโพรงจมูกเพื่อตรวจหาเชื้อ จะรู้ผลแต่ละรายไม่เกิน 30 นาที
ผู้ตรวจที่มีผลเป็นบวก แพทย์จะให้ยาตามอาการ เช่น หากมีอาการไม่มากหรืออยู่ในสถานะสีเขียวหรือเหลืองอ่อนจะได้รับยาฟ้าทะลายโจรและยาพื้นฐานอื่นๆ หากมีอาการมากจะได้รับยา Favipiravir และนำเข้าระบบ Home Isolation ของ สปสช.ในวันเดียวกันเพื่อการดูแลรักษาที่ต่อเนื่อง
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ภายหลังจากที่ประชาชนได้รับการตรวจยืนยันติดเชื้อโควิด-19 แล้ว มาตรการสำคัญที่สุด คือการนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการดูแล โดยในกลุ่มผู้ติดเขื้อสีเขียวหรือกลุ่มไม่มีอาการ-อาการไม่รุนแรงนั้น สปสช.ได้มีการประสานคลินิกชุมชนอบอุ่น ศูนย์บริการสาธารณสุข และโรงพยาบาล เพื่อจับคู่ดูแลที่บ้าน (Home Isolation) ในส่วนของกลุ่มที่สภาพที่อยู่อาศัยไม่สามารถดูแลที่บ้านได้ จะเป็นการดูแลในระบบชุมชน (Community Isolation) ซึ่งดำเนินการโดยมูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) และราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ในการเฝ้าระวังอาการและติดตาม
ประเมินโอกาสพบผู้ติดเชื้อในชุมชนแออัด 10-15 %
การตรวจโควิดของทีมแพทย์ชนบทในกรุงเทพฯ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยตรวจ 2 ครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีชาวชุมชนได้รับการตรวจหาเชื้อโควิดทั้งหมด 51,389 คน พบผู้ติดเชื้อ 6,863 คน คิดเป็น 13.35% ของผู้ตรวจทั้งหมด
จากการประมาณการของชมรมแพทย์ชนบท ปฏิบัติการครั้งที่ 3 นี้จะสามารถคัดกรองผู้คนในเมืองกรุงได้ประมาณ 250,000 ราย หากผลบวกอยู่ที่ประมาณ 10-15% จะพบผู้ที่มีเชื้อโควิดที่จะเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาจำนวน 25,000-32,500 คน ซึ่งจะสามารถตัดตอนการระบาดไปได้พอสมควร และสามารถช่วยลดภาวะเตียงล้นของโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ลงได้ เพราะทีมแพทย์จะพยายามจ่ายยา favipiravir ให้กับผู้ติดเชื้อตามเกณฑ์ที่ควรรับยาทุกคน เพื่อลดโอกาสที่จะป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล

ทีมแพทย์ชนบทใช้จุดประสานงานที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ เขตหลักสี่ ติดตามผลการตรวจคัดกรองแบบ Real time (ภาพจาก facebook ชมรมแพทย์ชนบท)
ส่วนการส่งทีมแพทย์ชนบทเข้ามาตรวจเชิงรุกครั้งที่ 3 นี้ เกิดจากความร่วมมือและการประสานงานของหลายฝ่าย คือ ชมรมแพทย์ชนบท กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรุงเทพมหานคร รวมทั้งทีมอาสาจากภาคประชาชนคือ ทีมโควิดชุมชน (Com-Covid) เครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว สถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เครือข่ายสลัม 4 ภาค มูลนิธิดวงประทีป สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ผู้นำชุมชนต่างๆ เครือข่ายบ้านมั่นคง สภาองค์กรชุมชน กลุ่มเส้นด้าย ฯลฯ
เผยรายชื่อทีมแพทย์ชนบทบุกเมืองกรุง
1.ทีม รพ. สิชล จ.นครศรีธรรมราช ทีม รพ.จะนะ จ.สงขลา 3. ทีม รพ. สมเด็จนาทวี จ.สงขลา 4. ทีม สสจ.ชัยภูมิ 5. ทีม สสจ. เชียงราย 6. ทีม สสจ. ลพบุรี 7. ทีม สสจ. น่าน 8. ทีม สสจ. สุรินทร์ 9. ทีม สสจ. ยโสธร 10. ทีม รพท.ชุมพร 11. ทีม รพศ.มหาราช นครราชสีมา 12. ทีม สสจ.ฉะเชิงเทรา 13. ทีม สสจ.ขอนแก่น (มา 3 ทีม) 14. ทีม รพ.ด่านมะขามเตี้ย กาญจนบุรี 15. ทีม สสจ. สุโขทัย 16. ทีม สสจ.อุตรดิตถ์ 17. ทีม รพท. เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา จ.ระยอง
18.ทีม สสจ. อุดรธานี ทีม สสจ. แพร่ 20. ทีม รพท. มหาสารคาม 21. ทีม รพท. กาฬสินธุ์ 22. ทีม สสจ. ชุมพร 23. ทีม สสจ. ระนอง 24. ทีม รพ.ตากใบ + รพ. แว้ง สสจ.นราธิวาส 25.ทีม รพ.รามัน ยะลา 26. ทีม สสจ. พะเยา 27. ทีม รพท. สมุทรปราการ (ลงพื้นที่ตนเอง) 28. ทีม สสจ. เพชรบุรี 29. ทีม สสจ. สุราษฎร์ธานี 30. ทีม สสจ. แม่ฮ่องสอน/รพ. ปางมะผ้า
31.ทีม รพ.บางกรวย 2 จ.นนทบุรี ทีม สสจ. นครปฐม/รพ.หลวงพ่อเปิ่น (ลงพื้นที่ตนเอง) 33. ทีมเภสัชกร อาสา อ.สุนี มข.ช่วยจ่ายยา 34. ทีม สสจ. นครสวรรค์ 35. สมาคม/สภาเทคนิคการแพทย์ 36. ทีม รพ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่ 37. ทีม รพ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี (ลงพื้นที่ตนเอง) 38. ทีม สสจ.กำแพงเพชร 39.ทีม สสจ.ลำพูน ฯลฯ

ทีมแพทย์ชนบทกว่า 100 ชีวิตถ่ายภาพร่วมกันก่อนลงตรวจวันแรกที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ (ภาพจาก facebook ชมรมแพทย์ชนบท)
ทั้งนี้ทีมแพทย์และบุคลากรจากชมรมแพทย์ชนบทจะกระจายลงตรวจตามจุดและชุมชนที่มีการประสานงานและเตรียมพร้อมก่อนหน้านี้ประมาณวันละ 30 จุดๆ ละ 400-1,000 คน ส่วน รพ.มหาราชนครราชสีมา จะเปิดจุดตรวจแบบ Walk in วันละ 1 จุด สามารถตรวจได้วันละประมาณ 5,000 คน เช่น วันที่ 4 สิงหาคมที่วัดหนัง เขตจอมทอง วันที่ 5 สมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตบางแค วันที่ 6 หน้าศูนย์การค้าเกตเวย์ เขตบางซื่อ วันที่ 7 วัดยาง เขตสวนหลวง ฯลฯ โดยจะมีจุดตรวจทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 174 จุด รองรับชุมชนต่างๆ ได้ประมาณ 300 ชุมชน
แพทย์ชนบทเสนอยุทธศาสตร์ ‘กรุงเทพฯ รอด ตจว.รอด’ ใช้หลัก ‘6 R’
ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม หลังจากการตรวจโควิดในกรุงเทพฯ รอบที่ 2 ชมรมแพทย์ชนบท ได้มีโอกาสนำเสนอแนวคิดแนวทางการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโควิดในกรุงเทพมหานคร ในที่ประชุม EOC ของกระทรวงสาธารณสุข โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท ได้นำเสนอข้อมูลการปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง 2 ครั้ง โดยตรวจ rapid test ให้พี่น้องประชาชนในชุมชนแออัดไปทั้งสิ้น 51,389 คน พบผลบวก 6,863 คน คิดเป็น 13.35% และได้นำเสนอข้อเสนอสำหรับการกู้กรุงเทพฯ ซึ่งสังเคราะห์จากประสบการณ์ 2 ครั้งที่ผ่านมา
ข้อเสนอของแพทย์ชนบทยังมุ่งเน้นการควบคุมการแพร่ระบาดในชุมชนแออัดให้ได้ เพราะนั่นคือจุดระบาดใหญ่ แล้วกรุงเทพฯ จะรอด เมื่อกรุงเทพฯ รอด ต่างจังหวัดก็จะรอดด้วย โดยประมวลแนวทางเป็นตัวย่อว่า ‘6R’ กล่าวคือ
1.Rapid Testing แม้เตียงเต็ม จะล้น เรายิ่งต้อง rapid testing โดย ATK-antigentest kit ให้มาก เพื่อแยกผู้ป่วยออกมา 2.Rapid tracing นำผู้สัมผัสร่วมบ้าน ร่วมงาน มาตรวจให้มากที่สุดในวันเดียวกัน 3.Rapid treatment ด้วย early home favipiravir หรือจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ทันทีที่พบผู้ติดเชื้อที่มีอาการหรือมีโรคประจำตัวหรือสูงอายุ เพื่อไม่ให้เขาต้องป่วยหนัก ส่วนคนติดเชื้อที่ไม่ป่วยให้ฟ้าทะลายโจร และรับเข้า HI-home isolation ในวันเดียวกัน 4.Rapid vaccination ฉีดวัคซีนให้เร็วและให้ครอบคลุมในชุมชนแออัด โดยเน้นที่ผู้สูงอายุก่อน และหากมีวัคซีนมากพอก็ฉีดทุกคนที่อายุมากกว่า 18 ปี
หากทำทั้ง 4 มาตรการแล้ว จะลดการระบาดได้แน่ ลดการป่วยหนักและการตายลงได้ ส่งผลให้ลดภาวะการมีเตียงไม่พอลงได้ สิ่งนี้คือบทบาทของภาคสาธารณสุขทั้งของ สธ. กทม. และทีมแพทย์ชนบทสามารถดำเนินการร่วมกันได้ และหากรัฐบาลจะกู้กรุงเทพฯ แบบอู่ฮั่นโมเดล ก็ต้องทำอีก 2R ก็จะยิ่งสามารถลดการระบาดได้อีก คือ
5.Rapid lockdown ในชุมชนที่ระบาด เพื่อไม่ให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อออกนอกชุมชน เนื่องจากบางรายมีเชื้อระยะเริ่มต้น แต่ยังตรวจด้วย ATK หรือ rtPCR ไม่พบ ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้อง lockdown ทั้ง กทม. 6.Rapid healing หาก lockdown ก็ต้องมีการเยียวยาผู้คนในชุมชนแออัดนั้นๆ เยียวยาให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เขามีรายได้เพื่อสามารถยังชีพได้ในระหว่างที่มีการล็อกดาวน์ชุมชนของเขา
พอช.ร่วมมือภาคีเครือข่ายเปิดจุดตรวจโควิด 57 จุด 45,000 คน
การตรวจหาเชื้อโควิดของทีมแพทย์ชนบทครั้งที่ 3 นี้ นอกจากจะลงพื้นที่ตรวจในชุมชนแออัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ในส่วนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ผู้นำชุมชน อาสาสมัคร ฯลฯ เปิดจุดคัดกรองเพื่อตรวจหาเชื้อในชุมชนต่างๆ ระหว่างวันที่ 4-10 สิงหาคม
โดยเบื้องต้นมี 57 จุดตรวจ มีผู้ตรวจจากชุมชนต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 150 ชุมชน ในพื้นที่ 29 เขตกรุงเทพฯ รวมผู้ตรวจทั้งหมดประมาณ 45,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่จัดทำโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. และชุมชนที่เป็นสมาชิกเครือข่ายสลัม 4 ภาค
เช่น 1.ชุมชนรุ่งมณีพัฒนา เขตวังทองหลาง 2.วัดจันทร์ประดิษฐาราม เขตภาษีเจริญ 3.ศูนย์พักโรงเรียนประถมนนทรีย์ เขตยานนาวา 4..ชุมชนบ้านมั่นคงวิมานทอง เขตบางบอน 5. อาคารพุทธวิชา ม.ราชภัฏพระนคร เขตบางเขน 6.วัดบางนาใน เขตบางนา 7.สุเหร่าศาลาลอย เขตประเวศ
8.สหกรณ์ริมคลองสอง (บ้านมั่นคงคลองลาดพร้าว) ซอยผักหวาน เขตสายไหม 9.โรงเรียนเทคนิคดอนเมือง เขตดอนเมือง 10.บ้านมั่นคงประชาสามัคคี เขตบางพลัด 11.ชุมชนบ่อฝรั่งริมน้ำพัฒนา เขตจตุจักร 12. วัดไผ่เงินโชตนาราม เขตบางคอแหลม 13.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เขตบางกะปิ ฯลฯ

จุดตรวจวันแรก 4 สิงหาคม ที่วัดไผ่เงินโชตนาราม เขตบางคอแหลม
ทั้งนี้การตรวจเชิงรุกรอบ 3 ของทีมแพทย์ชนบทในครั้งนี้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้ส่งอาสาสมัครเข้าร่วมสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ร่วมกับผู้นำชุมชนประมาณ 10-20 คนต่อ 1 จุดตรวจ เช่น การลงทะเบียนรายชื่อผู้ตรวจ การจัดลำดับคิวตรวจ การเว้นระยะห่าง การประสานงานต่างๆ เพื่อให้การตรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว






