สภาองค์กรชุมชนตำบลป่งขาม
นางหวานฉ่ำ เมืองโคตร
บริบทชุมชนและการพึ่งพาแม่น้ำโขง
ชาวบ้านป่งขามอพยพมาจากสปป.ลาวเมื่อประมาณปีพ.ศ.2381 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ( พ.ศ.2367 – 2394 ) โดยมีนายทิศคำภา นางบัว และคณะพากันอพยพมาจากเมืองสามหมื่น เมืองเฟือง มาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมแม่น้ำโขง ที่เป็นที่อุดมสมบูรณ์ และเหตุที่ชื่อบ้านป่งขาม เนื่องจากมีดินเค็มหรือชาวบ้านเรียกกันว่า “ดินโป่ง” จะมีสัตว์ป่าลงมากินดินเค็มบริเวณนี้เป็นประจำ และสภาพพื้นที่บริเวณตั้งชุมชนจะมีต้นมะขามจำนวนมากที่ ชาวบ้านจึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านโป่งขามและเพี้ยนมาเป็น บ้านป่งขามในปัจจุบัน
ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ปัจจุบันมี ๑๑ ชุมชน และหมู่ ๑,๗,๘ มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงซึ่งมีความยาวกว่า 2 กิโลเมตร นอกจากเพื่อการประปาแล้ว ชุมชนใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงในการทำประมงพื้นบ้านและการทำเกษตรริมโขง และการท่องเที่ยว แม่น้ำโขงบริเวณนี้ มีลักษณะเป็นแก่งหิน ทรายและหินกวดจำนวนมาก ในช่วงฤดูน้ำหลากดอนจะถูกน้ำท่วม ในช่วงฤดูแล้งระดับน้ำจะลดลงสามารถมองเห็นแก่งหิน ดอน และหาดทรายได้ชัดเจน จากการศึกษาข้อมูลแหล่งทรัพยากรที่สำคัญของชุมชน พบว่า แม่น้ำโขงบริเวณนี้ มีระบบนิเวศย่อย 25 แห่ง เป็นแก่งหิน 18 แห่ง ถ้ำ 3 แห่ง และดอน 4 แห่ง โดยมีชื่อเรียกตามลักษณะหิน ความเชื่อที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ นิเวศย่อยเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปและลดความอุดมสมบูรณ์ลงเมื่อแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลง น้ำมีความผันผวน ขึ้นลงผิดปกติ ไม่เป็นไปตามฤดูกาล

ริมแม่น้ำโขงจะมีชนิดพรรณพืชหลากหลาย เช่น ต้นไคร้ ต้นหว้าน้ำ ต้นเบญ พืชเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศเป็นแหล่งอาศัยของปลาและเป็นแหล่งอาหารของปลาบางชนิด ยังช่วยยึดหน้าดินฝั่งแม่น้ำโขงไม่ให้พังทลาย และมีน้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำโขง 4 สายได้แก่ 1. ห้วยลังกา 2. ห้วยละมึน บ้านหินน้ำอ้อย สปป.ลาว 3. ห้วยปุ่งแก 4.ห้วยป่งขาม ในฤดูน้ำหลากปลาจากแม่น้ำโขงจะอพยพไปวางไข่ตามแม่น้ำสาขาเหล่านี้เพื่อขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ พอถึงฤดูน้ำลดปลาที่วางไข่จะกลับลงสู่แม่น้ำโขง

ภาพจำลองการใช้ประโยชน์จากนิเวศย่อยบริเวณบ้านป่งขามหมู่ 1
ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ผลกระทบต่อวิถีชุมชน เหตุแห่งการคิดค้นนวัตกรรม
ชุมชนป่งขามได้เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2554 นับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนตอนบนในประเทศจีน และพบว่าแม่น้ำโขงผันผวนหนักขึ้น เมื่อเขื่อนไซยะบุรีในสปป.ลาวสร้างเสร็จเริ่มปั่นกระแสไฟฟ้าในปี พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม 2562 เกิดวิกฤตการณ์น้ำโขงแห้งแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งที่เป็นช่วงฤดูน้ำหลากส่งผลกระทบต่อประมงพื้นที่และพืชพรรณในแม่น้ำโขง ทั้ง ต้นไคร้น้ำ ผักต่างนาย ต้นเบญน้ำ อำไอน้ำ ต้นกุ่มน้ำและต้นหว้าน้ำเริ่มตายจำนวนมาก ชาวบ้านกล่าวว่าตั้งแต่น้ำโขงเปลี่ยนแปลง พืชเหล่านี้เริ่มน้อยลงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ปลาที่เคยหาได้ตามฤดูกาล เริ่มมีการจับได้น้อยลง และหลายชนิดพันธุ์ที่พบผิดฤดู ชาวประมงหารือสรุปตรงกันว่า แม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลง สรรพสิ่งเปลี่ยนไป

นอกจากแม่น้ำโขงลดระดับลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ และใสมากในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ ซึ่งปกติจะพบปรากฎการณ์นี้ในหน้าแล้งเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี ยังมีเทาหรือสาหร่ายน้ำจืดเกิดปริมาณมาก ชุมชนได้สำรวจข้อมูลและพบว่าปลากินพืชมีจำนวนมากขึ้น และความหลากหลายของพันธุ์ปลาหายไป จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในเขตพื้นที่ 3 หมู่บ้าน ที่อาศัยสายน้ำแห่งนี้ในการทำการประมง และเกษตรริมโขง
การสืบค้น การประสานความร่วมมือ สู่การจัดการความรู้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร

ภาพจำลองวิถีชุมชนคนป่งขาม
แม่น้ำโขงบ้านป่งขามมีลักษณะน้ำตื้นและร่องน้ำลึก ปลาแต่ละชนิดจะอาศัยแตกต่างกัน ดังเช่นปลาน้ำตื้นจะอาศัยน้ำที่ไม่ลึกมากอาศัยใกล้ฝั่งปลาที่พบในน้ำตื้นได้แก่ ปลาเคิง ปลาตะเพียน ปลาก่ำ ปลาเคี้ยวไก่ ปลารากกล้วย ปลาขวา ปลาซิว ปลาสะอี ปลาแกง ปลาเสือ และปลาพร นอกจากปลายังมี กุ้ง หอยที่อาศัยน้ำตื้น อุปกรณ์ที่ใช้จะใช่ลอบกุ้ง ลอบปลา เสือนอนกิน ตาข่าย และบริเวณร่องน้ำลึกปลาที่อาศัยได้แก่ ปลาแข้ ปลาคัง ปลาโจกเขียว ปลานาง ปลาคบ ปลาอีตุ ปลาว่า ปลาเอิน ปลาเผาะ ปลาหูหมาด ปลาลิงจะใช้วิธีการไหลมองและใส่เบ็ด
สภาองค์กรชุมชนตำบลป่งขาม ร่วมกับกลุ่มประมงพื้นบ้านหมู่ ๑ เริ่มดำเนินการสำรวจความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้น พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับนิเวศย่อย ชนิดปลาในแม่น้ำโขงที่เคยมี ที่หายไป และภูมิปัญญาในการใช้เครื่องมือหาปลา ดังแสดงรายละเอียดในตาราง

ปลาแม่น้ำโขงจะอพยพในเดือนกรกฎาคมในฤดูน้ำหลากเข้าไปวางไข่ในแม่น้ำสาขาจะพบได้มีหลากหลายชนิด ได้แก่ ปลาก่ำ ปลาโจก ปลานาง ปลาขบ ปลาตอง ปลากา ปลาซิว ปลาคับโขง ปลาสร้อย ปลาเคี้ยวไก่ลาย เป็นต้น ส่วน ชนิดพันธุ์ปลาที่พบเห็นในพื้นที่ในอดีตถึงปัจจุบัน และเริ่มสูญพันธุ์ มีดังนี้


กระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของชุมชน
กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเริ่มจากชุมชนป่งขามตระหนักถึงปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบทางด้านความมั่นคงทางด้านอาหารที่กำลังเผชิญกับการหายไปของแหล่งอาหารหลัก ผลกระทบจากโครงสร้างพัฒนา เช่น เขื่อนตอนบน เป็นต้น ส่งผลกระทบทำให้พื้นที่หาปลาของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถใช้เครื่องมือหาปลาได้เพราะกระแสน้ำเปลี่ยนและผันผวนหนัก ทำให้ปลาหลงฤดูกาลพื้นที่เคยหาปลาได้กลับหาปลาไม่ได้ ส่งผลกระทบทางด้านรายได้และจิตใจของประมงพื้นบ้านและพื้นที่เกษตรริมโขงลดน้อยลงเนื่องจากตลิ่งถูกกัดเซาะและการสร้างพนังกั้นตลิ่งพังทำให้ชาวบ้านสูญเสียแหล่งทำมาหากินไป ทำให้ชาวบ้านได้รู้ว่า อาหารที่มีในแม่น้ำโขงนับวันจะหมดไปเรื่อย ๆ ระบบนิเวศและทรัพยากรลุ่มน้ำโขงก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ชาวบ้านจึงได้มีความคิดที่อยากลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของตัวเองเริ่มจากการร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาชุมชนต้นแบบสุขภาวะบนฐานความมั่นคงทรัพยากรทางอาหารและทรัพยากรธรรมชาติ ในลุ่มน้ำโขง และความสามารถปรับตัวจากปัจจัยเสี่ยงด้านภัยพิบัติ
เริ่มจาการพัฒนาโจทย์วิจัยที่ทีมวิจัยและชาวบ้านร่วมกันเสนอและอยากจะการศึกษาและการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรลุ่มน้ำโขงเพื่อความมั่งคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ทำอย่างไรชุมชนจะมีความมั่นคงทางด้านอาหาร ทีมวิจัยจึงได้เก็บข้อมูลวิจัยตามประเด็นโจทย์วิจัยและการการสำรวจหาแหล่งอาหารสำรองที่เหมาะสม และได้เลือกหนองค้าเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาแม่น้ำโขง เนื่องจากหนองค้าเป็นแหล่งน้ำที่เชื่อมกับแม่น้ำโขงเมื่อถึงฤดูน้ำหลากปลาจากแม่น้ำโขงจะเข้ามาวางไข่ในหนองค้าและกลับลงแม่น้ำโขงในช่วงน้ำลด


เริ่มจากสภาองค์กรชุมชนตำบลป่งขามและกลุ่มประมงในพื้นที่หมู่ที่ ๑ ตระหนักถึงปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบทางด้านความมั่นคงทางด้านอาหารที่กำลังเผชิญ ส่งผลกระทบทำให้พื้นที่หาปลาของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถใช้เครื่องมือหาปลาได้เพราะกระแสน้ำเปลี่ยนและผันผวนหนัก ทำให้ปลาหลงฤดูกาลพื้นที่เคยหาปลาได้กลับหาปลาไม่ได้ ส่งผลกระทบทางด้านรายได้และจิตใจของประมงพื้นบ้านและพื้นที่เกษตรริมโขงลดน้อยลงเนื่องจากตลิ่งถูกกัดเซาะและการสร้างพนังกั้นตลิ่งพังทำให้ชาวบ้านสูญเสียแหล่งทำมาหากินไป ทำให้ชาวบ้านได้รู้ว่า อาหารที่มีในแม่น้ำโขงนับวันจะหมดไปเรื่อย ๆ ระบบนิเวศและทรัพยากรลุ่มน้ำโขงก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ชุมชนจึงได้มีความคิดที่อยากลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของตัวเองเริ่มจากการประสานความร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาชุมชนต้นแบบสุขภาวะบนฐานความมั่นคงทรัพยากรทางอาหารและทรัพยากรธรรมชาติ ในลุ่มน้ำโขง และความสามารถปรับตัวจากปัจจัยเสี่ยงด้านภัยพิบัติ ในการทำวิจัยว่า ทำอย่างไรชุมชนจะมีความมั่นคงทางด้านอาหาร และมีการสำรวจหาแหล่งอาหารสำรองที่เหมาะสม และได้เลือกหนองค้าเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาแม่น้ำโขง เนื่องจากหนองค้าเป็นแหล่งน้ำที่เชื่อมกับแม่น้ำโขงเมื่อถึงฤดูน้ำหลากปลาจากแม่น้ำโขงจะเข้ามาวางไข่ในหนองค้าและกลับลงแม่น้ำโขงในช่วงน้ำลด


การประสานแผนงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมประมง และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
สภาองค์กรชุมชนตำบลป่งขาม และทีมประมงพื้นบ้าน จึงได้มีการประชุมวางแผนว่าจะทำแหล่งอนุรักษ์ปลาแม่น้ำโขงในหนองค้าโดยจะกั้นเขตอนุรักษ์ประมาณ 10 ไร่ ในพื้นที่ทั้งหมด 43 ไร่ และได้ดำเนินการเขียนแผนเสนอในการทำแหล่งอนุรักษ์หน่วยงานรับผิดชอบองค์การบริหารส่วนตำบลป่งขามดงหมู ได้นำเสนอข้อมูล โครงการ อนุรักษ์ พันธุ์ปลาและเพาะพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงกับกรมประมงในวันที่ 27 ตุลาคม 2562 ที่ ศาลาประชาคมอำเภอปากชม จังหวัดเลย

จากแผนงานสู่การทำกิจกรรมการอนุรักษ์และสร้างความมั่นคงทางอาหาร
การใช้ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยไทบ้าน ไม่ได้หยุดอยู่ที่การส่งเล่มรายงาน ชุมชนได้พยายามสื่อสาร แผนงานกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สนับสนุนการจัดทำโครงการ เพื่อเสนอหน่วยงาน ทั้งจากสสส. กรมประมง และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และได้รับการสนับสนุนดังนี้ วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๓ สภาองค์กรชุมชนตำบลป่งขาม ได้รับการสนับสนุนพันธุ์กุ้ง เพื่อปล่อย ลงบริเวณหนองค้า จำนวน 200,000 ตัวและประกาศพื้นทีแหล่งอนุรักษ์สัตว์น้ำ





วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 สภาองค์กรชุมชนตำบลป่งขาม ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ภายใต้โครงการ“กองทุนปลาแม่น้ำโขง พลิกวิกฤตจากนักล่าสู่นักเลี้ยงสร้างชุมชนพอเพียงต้านภัยโควิด: ตำบล ป่งขาม อำเภอ หว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จัดกิจกรรมปล่อยปลาบึก 1,300 ตัว ปลาเทโพ 700 ตัว โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลป่งขาม ตกลงที่จะจัดตั้งกองทุนปลาแม่น้ำโขง เบื้องต้นจะรับซื้อปลาเป็น ทั้งลูกปลา พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ปลาแม่น้ำโขง จากชาวประมงแม่น้ำโขง การส่งเสริมการเลี้ยงปลาในกลุ่มสมาชิกรายครัวเรือน การส่งเสริมการทำกิจกรรมแปรรูป การตลาดชุมชน การจัดสรรรายได้ในการพัฒนากลุ่มสมาชิก การพัฒนาระเบียบเขตอนุรักษ์ให้เหมาะสม
เป็นที่น่าติดตามกระบวนการแก้ไขปัญหาของสภาองค์กรชุมชนแห่งนี้เป็นอย่างยิ่งว่า การทำงานแก้ไขปัญหาของชุมชน โดยใช้กลไกการพัฒนาจากล่างขึ้นบน ใช้งานข้อมูลที่เกิดจากสถานการณ์ปัญหา พัฒนาสู่แผนงานโครงการ เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสุนนกิจกรรมที่ชุมชนออกแบบร่วมกันแต่ต้น จะนำพาชุมชนถึงฝั่งฝันหรือไม่










