เรียบเรียงโดย กาญจนา แก้วพิมพ์
บริบทชุมชนและการพึ่งพาแม่น้ำโขง
ตำบลสังคม อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง และล้อมรอบด้วยหุบเขาใหญ่น้อยสลับกัน มีระบบนิเวศย่อย ลำห้วย เกาะแก่ง โขดหิน หาดทราย ตลิ่ง และภูเขา ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของผู้คน ชาวบ้านมีการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติจากป่า แม่น้ำโขงและลำห้วยสาขา ที่เชื่อมโยงสู่แม่น้ำโขงเพื่อการดำรงชีวิตประจำวัน อาชีพหลักคือการทำการเกษตร ปลูกข้าว ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ปาล์ม และหาปลาในแม่น้ำโขง อาชีพรองคือรับจ้างกรีดยางและรับจ้างทั่วไปในชุมชน เมื่อถึงฤดูน้ำโขงลดในช่วงเดือนธันวาคมก่อนเข้าฤดูฝน ชาวบ้านจะทำการเกษตรริมโขงเช่น ข้าวโพด ผักกาด ผักหอม กระเทียม หอมแดง ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว กะหล่ำปี มันเทศ มันแกว แตงโม พริก ปลูกยาสูบ และเลี้ยงวัว ควาย ตามริมโขงและมีรายได้จากการเกษตรริมโขง นอกจากนี้ชุมชนมีอาชีพประมงในแม่น้ำโขง โดยการหาปลาเลี้ยงชีพ ชาวบ้านจะลงหาปลาเพื่อนำมาประกอบอาหารในแต่ละวัน บางคนหาปลาได้เยอะก็จะขาย มีรายได้จากการขายปลาอีกด้านหนึ่งและบางคนก็แปรรูปทำเป็นปลาร้า ปลาแห้งเก็บไว้กินในช่วงน้ำหลากเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในด้านอาหาร
ทุนเดิมของตำบลคือ บริเวณน้ำโขงแถบนี้ โดยเฉพาะบ้านน้ำไพร หมู่ 5 ของตำบลสังคม เป็นจุดที่พบปลาเอินหรือปลายี่สกมากที่สุด และเป็นจุดที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดหนองคาย ร่วมกับชาวประมงกว่า 40 คน มาตั้งแคมป์เพาะพันธุ์ปลายี่สกในช่วงฤดูปลาวางไข่เป็นประจำทุกปี เพื่อทำการขยายพันธุ์ปลายี่สกที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ในหลายปีที่ผ่านมา แม่น้ำโขงขึ้นลงผิดฤดูกาล ทำให้การตั้งแคมป์เพื่อเพาะพันธุ์ปลายี่สกของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดหนองคาย ไม่ประสพผลสำเร็จ ในปี 2556 น้ำขึ้นสูงผิดปกติในฤดูหนาวกลางเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ปลาเอินวางไข่ ทำให้ปีนั้น ชาวประมง และกรมประมงจับปลาเอินไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว และในปีถัดมา จับได้น้อยลง จนกระทั่งปี 2562 จับได้เพียง 10 ตัว ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เคยจับได้มกกว่า 50 ตัว/ฤดูกาล
แผนที่ทรัพยากรระบบนิเวศน้ำโขง บริเวณบ้านน้ำไพร อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
(อรกานต์ หลักกลาง,2562)
เช่นเดียวกับปัญหาที่ชาวบ้านที่อาศัยริมโขงพื้นที่อื่นๆ ต้องประสบ คือ เริ่มหาปลาได้น้อยลง พื้นที่หาปลาและระบบการไหลของน้ำเปลี่ยนแปลง ปลาบางชนิดหายไปเช่น ปลาแกง ปลาเลิม ปลามาง ปลาแข้ ปลาโจก ปลาหว่า ปลาหน้าหนู ทำให้รายได้ในการหาปลา หายไปเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายและต้องพึ่งพาอาหารจากตลาดมากขึ้น บางคนหาปลาทั้งวันไม่ได้แม้นสักตัวเดียว ความสุขที่เคยมีจากรายได้ มีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์กลับมาเป็นความทุกข์ใจแทน และในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา น้ำโขงลดระดับลงอย่างรวดเร็ว หาดทรายโผล่เป็นบริเวณกว่า 100 ไร่และทับถมพื้นที่ลวงปลา พื้นที่หาปลาจนหมดสิ้น พืชพรรณที่สำคัญของแม่น้ำโขง เช่น ต้นไคร้น้ำ ตายจำนวนมาก การอพยพของปลาตามฤดูกาลที่กำลังวางไข่ในฤดูนี้ไม่สามารถวางไข่และหนีออกจากบุ่งไม่ได้ส่งผลให้ปลาเล็ก กุ้ง หอย ปู ตายจำนวนมากและปลาใหญ่ที่ค้างบุ่งเนื่องจากหนีลงวังน้ำลึกไม่ทันถูกจับทำให้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ชุมชนบ้านน้ำไพร หมู่ 5 จึงเริ่มศึกษาข้อมูลภายใต้การสนับสนุนของสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) ที่ดำเนินงานศึกษาวิจัยและพัฒนาชุมชนต้นแบบสุขภาวะ บนฐานความมั่นคงทรัพยากรทางอาหาร และทรัพยากรธรรมชาติ ในลุ่มน้ำโขง และความสามารถปรับตัวจากปัจจัยเสี่ยงด้านภัยพิบัติสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นและเห็นร่วมกันว่าจะแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างแหล่งอาหารสำรองในแหล่งน้ำสาธารณะคือลำห้วยน้ำไพร และลำห้วยสังคม มีพื้นที่ราวๆ 20 ไร่ เป็นแม่น้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำโขง มี 3 หมู่บ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในฤดูน้ำหลากปลาจากแม่น้ำโขงจะอพยพไปวางไข่ตามแม่น้ำสาขาเหล่านี้เพื่อขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ พอถึงฤดูน้ำลดปลาที่วางไข่จะกลับลงสู่แม่น้ำโขง สถานการณ์ปัญหาดังกล่าว ทำให้เกิดการขยายผลการดำเนินงานสู่ชุมชนในเขตตำบลสังคมหมู่บ้านอื่นๆ และเริ่มพูดคุยปรึกษาหารือกัน เริ่มตั้งคำถามและหาทางออกของปัญหา

ภาพปลาเอินหรือปลายี่สกเทศ ที่เคยพบจำนวนมากในพื้นที่บ้านน้ำไพร แต่ในปี 2562 ในช่วงฤดูกาลผสมพันธุ์ เดือนพฤศจิกายน 2562-กุมภาพันธุ์ 2563 ไม่พบเห็นในพื้นที่ และศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดหนองคาย ไม่สามารถมีน้ำเชื้อปลาสำหรับพันธุ์เทียมได้เลย (ภาพปี 2550 ปลาเอินที่ อ.เชียงคาน จ.เลย )(โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาชุมชนต้นแบบสุขภาวะ บนฐานความมั่นคงทรัพยากรทางอาหาร และทรัพยากรธรรมชาติ ในลุ่มน้ำโขง และความสามารถปรับตัวจากปัจจัยเสี่ยงด้านภัยพิบัติ,2563)

การปลูกผักริมตลิ่งโขงของชุมชนบ้านน้ำไพร ภาพถ่ายเมื่อ พฤศจิกายน 2562
วิถีการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง ที่พอหลงเหลืออยู่ของชุมชนตำบลสังคม
ภาพถ่ายเมื่อ พฤศจิกายน 2562
วิจัยไทบ้านสู่การปฏิบัติการแก้ไขปัญหาโดยชุมชนมีส่วนร่วม
หลังจากที่ชุมชนบ้านน้ำไพร ได้ทำการศึกษาข้อมูลสถานการณ์ปัญหา ผลกระทบ ได้ค้นพบข้อสำคัญว่า ความผันผวนของแม่น้ำโขง ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนริมโขงอย่างยิ่งยวดทั้งมิตเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหาร ตั้งแต่ที่เกิดสภาวะน้ำโขงลดลงฮวบฮาบในฤดูฝน เดือนกรกฎาคม 2562 และปรากฎการณ์น้ำใส เกิดตะกอนทรายย้ายที่ ถมพื้นที่ลวงปลาของชาวบ้านน้ำไพร ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงจากเดิม บุงบักจับ ดอนท่าบ้าน ก้อนแดง ก้อนหอผ้า หายไปทั้งหมด เป็นผืนทรายกว้างกว่า 100 ไร่ บุ่งบักจับ ที่เดิมเคยเป็นบริเวณที่ชุมชนใช้ซ้อมเรือแข่ง น้ำแห้งขอด ไม่มีที่ซ้อม ชุมชนจึงงดส่งเรือแข่งในงานเทศกาลประเพณีแข่งเรือออกพรรษา อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ในปลายปี 2562 การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาในระดับตำบลจึงเกิดขึ้น โดยการประสานข้อมูล แผนงานกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. (องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักนายกรัฐมนตรี

ปรากฎการณ์แห้งหน้าฝนของแม่น้ำโขงเดือนกรกฎาคม 2562
ผลกระทบต่อการทำการเกษตรและการประมงริมฝั่งแม่น้ำโขง
ภาพเดือนกรกฎาคม 2562
ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ผลกระทบต่อวิถีชุมชน เหตุแห่งการคิดค้นนวัตกรรม
จากผลกระทบในหลายๆด้าน โดยทางด้านความไม่มั่นคงทางด้านอาหารที่ชุมชนกำลังเผชิญอยู่ ทำให้สภาองค์กรชุมชนตำบลสังคม ได้รับโอกาสในการนำเสนอโครงการเพื่อของบประมาณมาดำเนินกิจกรรมเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภาวะความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร โดยได้รับการสนับสนุนจาก พอช. จำนวน 50,000 บาท ในการประชุมปรึกษาหารือในสภาองค์ชุมชนตำบล และประสานหน่วยงานกรมประมงในพื้นที่ เพื่อการจัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะการเพาะพันธุ์ปลา การจัดทำอาหารปลาด้วยวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นให้กับสมาชิกที่ได้รับผลกระทบ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดหนองคาย โดยมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมทั้งหมด 40 ราย ใช้เวลาดำเนินการ 3 วัน หลังจากการฝึกอบรม ระยะ เวลา 1 เดือน กลุ่มเป้าหมายได้รับพันธุ์ปลาที่ได้ฝึกอบรมเพาะพันธุ์ จำนวน รายละ 3,000 ตัว ไปเลี้ยงที่บ่อดินตามหัวไร่ปลายนา เพื่อเลี้ยงไว้บริโภคเป็นอาหารและจำหน่ายสร้างรายได้ให้ตนเองได้
ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบล เพื่อวางแผนการดำเนินงานและประสานแผนกับหน่วยงาน


ฝึกอบรมพัฒนาทักษะการเพาะพันธุ์ปลา การจัดทำอาหารปลาด้วยวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นให้กับสมาชิกที่ได้รับผลกระทบ
ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดหนองคาย


พันธุ์ปลาที่ได้ฝึกอบรมเพาะพันธุ์ จำนวน รายละ 3,000 ตัว ไปเลี้ยงที่บ่อดินตามหัวไร่ปลายนา


แกนนำสภาองค์กรชุมชนตำบลสังคม ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมประมง ติดตามเยี่ยมชมการเลี้ยงปลาตามหัวไร่ปลายนาของสมาชิก


ร่วมกับกรมประมงและวัดหายโศกจัดทำเขตอนุรักษ์ปลาแม่น้ำโขง/เขตอภัยทานบริเวณท่าวัดแม่น้ำโขง
ความภาคภูมิใจระหว่างการดำเนินงาน
- แกนนำชุมชนและสมาชิกสภาองค์กรชุมชน ตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบที่เข้าร่วมโครงการ ได้มีส่วนร่วมในการทบทวนข้อมูลสถานการณ์ปัญหาผลกระทบที่เกิดกับชุมชน และประเมินแนวทางแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหา นำสู่การเขียนแผนงานโครงการเพื่อเสนอขอรับการช่วยเหลือหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
- ผู้นำชุมชนและแกนนำทุกหมู่บ้าน เห็นความสำคัญของการจัดทำข้อมูล และมีทิศทางเดียวกันในการจัดทำแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาและขยายพันธุ์ปลาลงสู่แม่น้ำสาขา เพื่อเพิ่มแหล่งอาหารให้กับชุมชน
- มีความตื่นตัวในการสำรวจข้อมูลเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงปลา สัตว์น้ำอื่นๆ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารระดับคัวเรือนและการทำอาหารปลาจากวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น เนื่องจากปัจจุบันยังมีการซื้ออาหารปลากันอยู่ จึงอยากทำอาหารปลาเองเพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้ครัวเรือน ซึ่งต้องมีการลงทุนซื้อเครื่องบดอัด และการผลิตวัตถุดิบเพื่อจัดทำอาหารปลา
- มีแนวคิดร่วมกันว่าอยากจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ เพื่อลดปัญหาการผลิตที่ใช้ต้นทุนสูงจากการซื้อเมล็ดพันธุ์ของกลุ่มเกษตรริมโขง
- มีฐานข้อมูลครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดประกอบการจัดทำแผนงานโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาของตำบล ซึ่งเดิมผู้นำรอให้หน่วยงานดำเนินการ แต่ในปัจจุบัน สภาองค์กรชุมชนตำบลสามารถเขียนแผนงานเสนอหน่วยงานและแหล่งทุนได้ด้วยตนเอง
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
- การที่ชุมชนมีประสบการณ์การทำวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินงานวิจัยที่เน้นวิธีการที่ให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมวิจัย เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการวิจัย นับตั้งแต่การกำหนดปัญหา การดำเนินการ การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนหาแนวทางในการแก้ปัญหาหรือส่งเสริมกิจกรรม” (Participatory Action Research-PAR) และสภาองค์กรชุมชนตำบลได้ใช้ฐานข้อมูลดังกล่าว ในการถกแถลงกับสมาชิก และจัดทำแผนงานโครงการเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุน
- ระหว่างทางการดำเนินงานวิจัย ชุมชนได้เรียนรู้ และร่วมกิจกรรมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งเป็นแม่ข่ายในการนำเสนอข้อมูล และทำงานร่วมกับภาคีพัฒนา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและประชาสังคมอื่นๆ
- สภาองค์กรชุมชนตำบลได้รับการสนับสนุนความช่วยเหลือจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และสำนักงานกองทุนสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ในการทำกิจกรรมส่งเสริมอาชีพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความมั่นใจในการดำเนินงานให้กับกรรมการและสมาชิก
- สถานการณ์แม่น้ำโขงที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เป็นปัจจัยผลักดันในการตั้งรับปรับตัว


การฝึกทำข้อมูล และการใช้มติที่ประชุมในการดำเนินงาน
สิ่งที่ต้องทำเพิ่ม
ประสบการณ์ที่สภาองค์กรชุมชนตำบลสังคมได้รับคือ การฝึกให้สมาชิกในองค์กรตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม เนื่องจากการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลสำเร็จ ร่วมแก้ไขปัญหาระหว่างทาง น่าจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินงานให้องค์กรสามารถใช้ประเด็นงานเป็นเป้าหมายร่วมในการดำเนินงานร่วมกันอนาคต นอกจากนี้ การพัฒนาศักยภาพของแกนนำในเรื่องต่างๆ ยังจำเป็น เช่น การออกแบบ การสำรวจข้อมูล การจัดทำแผน การประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การสื่อสาร การศึกษาดูงาน ทักษะการทำงานกลุ่ม และทักษะอื่นๆที่จำเป็นต่อการทำงานพัฒนาตามบริบทของชุมชนท้องถิ่น

การฝึกทักษะการนำเสนอสถานการณ์ปัญหา และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


การทำกิจกรรมเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาแม่น้ำโขงร่วมกับสถาบันทางศาสนาและการทำกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายฯ










