
ปัญหาและสถานการณ์ฝุ่นควัน ไฟป่าที่เกิดขึ้นในภาคเหนือของไทย เริ่มตั้งแต่ปลายฤดูหนาวราวๆ ต้นเดือนมกราคมและลากยาวไปจนถึงปลายเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลเตรียมการปรับพื้นที่เกษตรสำหรับการทำผลิตรอบใหม่ กอปรกับเป็นช่วงที่สภาพอากาศแห้งแล้ง ต้นตอของหมอกควันมาจากการเผา ทั้งไฟในพื้นที่เกษตร การเผาป่า การเผาในระดับครัวเรือน การลักลอบเผาในที่รกร้างว่างเปล่า ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วแต่เป็นที่แน่ชัดว่า สาเหตุเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มาจากนํ้ามือมนุษย์

ไฟเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นขี้เถ้าปลิวละล่องไปตามลมและหอบลอยขึ้นสู่ที่สูง เถ้าละอองแขวนลอยมีขนาดเล็กและใหญ่ต่างกันไป ทว่าส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่เรื่องพื้นๆ อย่างบดบังทัศนวิสัย ไปจนถึงอณูเล็กๆ ระดับไมครอนซึ่งอันตรายต่อปอด เป็นบ่อเกิดของโรคทางเดินหายใจและโรคแทรกซ้อนอื่นสอดคล้องกันการนำเนอข้อมูลของเจ้าหน้าที่จาก รพ.สต.ห้วยเคียน ต.แม่กา จ.พะเยาที่มีการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี 2560-2563 พบว่ามีคนในพื้นที่เจ็บป่วยเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น

แต่กระนั้นคำถามที่มีอยู่ในใจหลายๆคนว่าทั้งๆ ที่ภาคกลางและภาคอีสานก็อยู่ในช่วงระยะเวลาในการถางไร่ไถนาเพื่อเตรียมพื้นที่ทำเกษตร และมักใช้วิธีการเผาเพื่อกำจัดเศษซากเหมือนกัน แต่ทำไมภาคเหนือจึงได้รับผลกระทบจากหมอกควันมากที่สุด คำตอบคือสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกัน “เทศกาลเผา” มักตรงกับช่วงที่ความกดอากาศสูงจากทางตอนเหนือหรือประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือของไทย ความกดอากาศสูงส่งผลให้อากาศหนาวเย็นในภาคเหนือ ความกดอากาศสูงจะกดทับไม่ให้อากาศจากระดับตํ่ากว่าลอยขึ้นไปได้ หมอกควันจึงถูกกดให้อยู่เหนือเมือง นั่นเอง นอกจากนี้ลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือที่ห้อมล้อมด้วยภูเขา มีร่องนํ้าและเขตเมืองซึ่งมักตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่ม สันเขาสูงชันปิดล้อมไม่ให้อากาศแผ่ขยายออกไปด้านข้าง ขังให้หมอกควันที่ลอยขึ้น (และถูกกดโดยความกดอากาศสูง) อบอวลอยู่ในเมือง ถ้าเปรียบแล้วก็เหมือนนํ้าขังบนถนนที่เป็นหลุมบ่อ ยิ่งไปกว่านั้น ภูเขาสูงที่โอบล้อมยังทำให้เกิด “ชั้นอุณหภูมิผกผัน” (temperature inversion) ทำให้เกิด “ฝาครอบล่องหน” ขังให้อากาศจากที่ตํ่าไม่สามารถลอยขึ้นที่สูงได้

จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ขบวนองค์กรชุมชน ภาคประชาชน องค์กรธุรกิจเอกชนหลายจังหวัด อาทิ เช่น จังหวัดเชียงใหม่เริ่มเปิดพื้นที่กลางในการพูดคุยถึงปัญหา สถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นเพื่อหาทางออกร่วมกัน ตั้งแต่ปี 2562 ได้มีการประกาศเปิดตัวสภาลมหายใจเชียงใหม่ขึ้น และมีการจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนคณะยุทธศาสตร์สภาลมหายใจเชียงใหม่ คณะทำงานภายใต้แผนงานสภาลมหายใจเชียงใหม่ และผู้แทนภาคีเครือข่ายเข้าร่วมเพื่อกำหนดทิศทาง เป้าหมายการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน ไฟป่าอย่างบูรณาการและเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ในช่วงปลายปี 2563 ได้มีการขยายแนวคิดการจัดตั้งสภาลมหายใจไปยังจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ เช่น สภาลมหายใจจังหวัดเชียงรายที่มองปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่เท่านั้นแต่ยังเกิดจากการเผาในพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อ หรือที่เรียกกันติดปากว่าฝุ่นควันข้ามแดนดังนั้น จังหวัดเชียงรายจึงมีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดกลไกการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน 3 แผ่นดิน (ไทย-จีน-ลาว)
ด้านจังหวัดพะเยาได้มีการจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนสภาลมหายใจจังหวัดพะเยาขึ้นและได้มีการจัดเวทีเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น และภาคีวิชาการในการแก้ไขปัญหามลพิษไฟป่า หมอกควันและฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตคนพะเยาขึ้น เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการนำร่องในพื้นที่สภาองค์กรชุมชน 38 ตำบล ให้เป็นพื้นที่ทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินงานในพื้นที่ในปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นไป






