
ชุมพร/ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) และขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้จัดงาน ‘วันที่อยู่อาศัยโลกปี 2563’ ‘บ้านมั่นคง : ที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน เพื่ออนาคตเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม” ที่ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยและพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบด้าน
องค์การที่อยู่อาศัยแห่งสหประชาชาติ (UN – HABITAT) กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็น ‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ หรือ ‘World Habitat Day’ เริ่มตั้งแต่ปี 2528 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกให้ความสำคัญกับสถานการณ์การอยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ตลอดจนตระหนักถึงสิทธิพื้นฐานของการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของประชากรทุกคนบนโลก ในปีนี้วันที่อยู่อาศัยโลกตรงกับวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา โดย UN – HABITAT มีคำขวัญว่า “Housing for all A better urban future” หรือ “ที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน เพื่ออนาคตเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม”

ล่าสุดวันนี้ ( 10 พฤศจิกายน 2563 ) เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้ 14 จังหวัด ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. หน่วยงานในสังกัด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดงานวันที่อยู่อาศัยโลก ณ แปลงที่ดินส.ป.ก.เลขที่ 83 ตำบลหงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร โดยเชื่อมโยงการให้ความสำคัญต่อประเด็นงานการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในเมือง และชนบท เป็นประเด็นการออกแบบการใช้ที่ดินแบบมีส่วนร่วม และเพื่อพัฒนานโยบายเรื่องการใช้ที่ดินที่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหา และกระจายอำนาจ สู่ท้องถิ่นจัดการตนเอง ภายใต้ ชื่อ “ดินของทุกคน ร่วมสร้างชุมชนเข้มแข็ง” Land for all: Strength communities” โดยมีนายธีระ อนันตเสรีวิทยา ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายปฏิภาณ จุมผา รองผู้อำนวยการ พอช. นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. ผู้แทนหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้ 14 จังหวัด เข้าร่วมงานกว่า 600 คน

โครงการบ้านมั่นคงชนบทสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด เป็นกลุ่มผู้ประสบปัญหาไม่มีที่อยู่อาศัย จำนวน 105 ครัวเรือน ได้รับงบสนับสนุนจาก พอช. จำนวน 4,840,000 ล้านบาท แบ่งเป็น งบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ด้านกายภาพ จำนวน 300,000 บาท งบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ด้านเศรษฐกิจ จำนวน 165,000 บาท งบอุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย จำนวน 4,200,000 บาท และงบพัฒนากระบวนการ จำนวน 175,000 บาท

การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความยากจน เป็นการเชื่อมโยงขบวนการระดับอำเภอผ่านกลไกจังหวัด ที่นำไปสู่การสร้างความมั่นคงเรื่องที่ดินและที่อยู่อาศัยควบคู่กัน เป็นโมเดลในการนำมาสู่การจัดสรรงบประมาณเพื่อที่ดินที่อยู่อาศัยในมิติชนบท ให้เกิดพัฒนาในทุกมิติที่มากกว่าที่อยู่อาศัย โดยใช้เรื่องที่อยู่อาศัยไปสู่การสร้างสังคมอยู่ดีมีสุขถ้วนหน้า

แปลงที่ดิน ส.ป.ก.เลขที่ 83 ตำบลหงษ์เจริญ มีเนื้อที่ประมาณ 6,400 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ส.ป.ก.จึงนำมาจัดสรรให้เกษตรกร ต่อมามีบริษัทเอกชนเข้ามากว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านและเข้าครอบครองปลูกปาล์มน้ำมัน รัฐบาล คสช.จึงยึดที่ดินนำมาจัดสรรและแจกให้เกษตรกรไร้ที่ดินทำกิน จำนวน 105 ครอบครัวๆ ละ 5 ไร่ โดยเกษตรกรในที่ดิน ส.ป.ก.ได้ร่วมกันจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด’ ขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน

นายปฏิภาณ จุมผา รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ(พอช.)
นายปฏิภาณ จุมผา รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ(พอช.) กล่าวว่า ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นโจทย์ของแผ่นดิน เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งภาคประชาชนทั้งในเมืองและชนบทได้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามาก่อนหน้านี้แล้ว ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีแผนงานในการแก้ไขปัญหา เพราะในประเทศไทยมีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 21 ล้านครัวเรือน แต่มีปัญหาที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงหรือไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองรวมทั้งหมดประมาณ 5,870,000 ครัวเรือนรัฐบาลมีแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับกระทรวงต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน มีเป้าหมายภายในปี 2579 ให้คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยกันถ้วนทั่ว”
นายปฏิภาณกล่าวต่อไปว่า การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยนี้จะต้องแก้ไขปัญหากันทั้งตำบล ทั้งเมือง และแก้ไขปัญหาทุกมิติ โดยมีระบบการสำรวจและจัดเก็บข้อมูล โดยชุมชนท้องถิ่นต้องเป็นเจ้าภาพ เป็นเจ้าของเรื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง สร้างความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสภาองค์กรชุมชนตำบลควรจะเป็นกลไกกลางในการเชื่อมต่อกับหน่วยงานและภาคีต่างๆ แนวทางนี้จะทำให้การแก้ไขปัญหาโดยมีพี่น้องประชาชนเป็นกำลังสำคัญ ใช้เรื่องบ้านเป็นเครื่องมือ นำไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาทุกปัญหา ทุกมิติ ส่วนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ ‘พอช.’ เป็นกลไกของรัฐ แต่เป็นเครื่องมือของประชาชน ร่วมทำงานกับชาวบ้านและหน่วยงานภาคีต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ร่วมกัน

นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)
นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด ซึ่งได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งของท่านที่สามารถแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินที่มีการขับเคลื่อนงานพัฒนาในทุกมิติ ทั้งการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน การทำแผนที่ทำมือหรือผังตำบล การออมทรัพย์ การพัฒนาคุณภาพชีวิต การสร้างเศรษฐกิจและทุนชุมชน โดยบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีภาคส่วนต่างๆ ทั้งระดับหน่วยงานรัฐ เอกชน ขบวนองค์กรชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อให้พี่น้องทุกคนมีที่ดินทำกิน มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม มีระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่ดี มีโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ อาชีพ ให้มั่นคง ยั่งยืน เพื่อลูกหลานเราในอนาคต

นายธีระ อนันตเสรีวิทยา ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร
นายธีระ อนันตเสรีวิทยา ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า การจัดการที่ดิน ส.ป.ก No.๘๓ ตำบลหงษ์เจริญ เป็นแปลงที่ดินยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. ที่ ๓๖/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เนื้อที่ ๖,๒๘๑ ไร่ ๒ งาน ๑๒ ตารางวา ซึ่งสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด ได้ยื่นคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน และจัดเกษตรกรลงแปลงไปแล้ว ๑๐๕ ราย เนื้อที่แปลงละ ๕ ไร่ ส่วนที่เหลือกำลังดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๔ โดยจังหวัดชุมพร จะส่งเสริมการประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร การทำการเกษตรอินทรีย์ พืชหลักที่จะทำการเพาะปลูก คือ พืชผัก กล้วยหอมทอง กาแฟ และการทำเกษตรแบบผสมผสาน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการให้ความรู้แก่เกษตรกรในด้านการพัฒนาอาชีพ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอแก่การเลี้ยงชีพ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไม่ละทิ้งที่ดินที่หน่วยงานภาครัฐจัดให้

นายเดชา รักษ์เพชร ประธานสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด
นายเดชา รักษ์เพชร ประธานสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินหงษ์เจริญ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ฯได้ดำเนินการมากว่า 1 ปี พื้นที่นี้ได้มีการดำเนินงานของบริษัทเอกชนมาก่อน โดยได้มีการจัดสรรงบประมาณในการสร้างบ้านให้กับสหกรณ์จำนวน 105 ครัวเรือน ปัจจุบันหน่วยงานรัฐได้เข้ามาสนับสนุนในด้านถนน น้ำสำหรับการเกษตร บ้านเฟสแรกจำนวน 53 หลัง มีการวางแผนในการสร้างบ้าน นายกฯ อบต.หงษ์เจริญ สนับสนุนเครื่องปั่นไฟในการสร้างบ้านจำนวน 3 เครื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานท้องที่ ท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกจะมีการรวมกลุ่มในการประกอบอาชีพ ซึ่งจุดแข็งของตำบลหงส์เจริญ ที่ทำให้เกิดความเข้มแข็ง ได้แก่ ดินดี ไฟฟ้ามี รายได้เพิ่ม และการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง

นายนิยม สังข์เอียด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหงส์เจริญ
นายนิยม สังข์เอียด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหงส์เจริญ กล่าวว่า อบต.หงษ์เจริญ ได้มีการสนับสนุนแม็คโคในการปรับพื้นที่ในการสร้างบ้าน รวมทั้งได้มีการสนับสนุนเครื่องปั่นไฟ จำนวน 3 ชุดเพื่อใช้ในชุมชน พร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์จำนวน 30,000 บาทให้กับสหกรณ์ฯ เพื่อเป็นแบบอย่างและเป็นศูนย์เรียนรู้ให้พื้นที่อื่นๆ แผนในอนาคตจะมีการดำเนินการด้านสาธารูปโภค ได้แก่ ประปาขนาดใหญ่ รวมถึงศูนย์เด็กเล็ก สนามกีฬา และในอนาคตจะเข้ามาสร้างอาคารสำนักงาน อบต. ในพื้นที่แปลง ส.ป.ก. หงส์เจริญ เพื่อจะประสานงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน
ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. สนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างบ้านตามโครงการ ‘บ้านมั่นคงชนบท’ จำนวน 105 ครอบครัวๆ ละ 40,000 บาท (ส่วนที่เหลือเจ้าของบ้านจะต้องสมทบการก่อสร้างเอง) เริ่มก่อสร้างบ้านตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ขณะนี้มีชาวบ้านเข้าไปปลูกสร้างบ้านและเข้าอยู่อาศัยประมาณ 50 ครอบครัว ส่วนที่เหลือเข้าไปใช้ประโยชน์และและทำกินแล้ว เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว กล้วย มะละกอ ฯลฯ และมีแผนที่จะปลูกข้าวไร่เพื่อเป็นแหล่งอาหาร โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร สนับสนุนด้านความรู้ทางการเกษตร
นอกจากการสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาที่อยู่อาศัยของ พอช. จำนวน 105 ครอบครัวๆ ละ 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,200,000 บาทแล้ว พอช.ยังสนับสนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ด้านกายภาพ จำนวน 300,000 บาท งบพัฒนาด้านเศรษฐกิจ จำนวน 165,000 บาท และงบพัฒนากระบวนการและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน จำนวน 175,000 บาท รวมงบประมาณทั้งหมด 4,840,000 บาท ขณะที่ชาวชุมชนได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และกองทุนที่อยู่อาศัย โดยการออมเงินเป็นรายเดือนปัจจุบันมีเงินออมทรัพย์และเงินกองทุนเพื่อที่อยูอาศัยจำนวน 132,250 บาท

สำหรับการจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกที่แปลงที่ดิน ส.ปก. ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงให้ความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบท การออกแบบการใช้ที่ดินแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชน การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชนทุกมิติ สร้างการเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรชุมชนและภาคีพัฒนาเพื่อสนับสนุนความเข้มแข็ง หนุนเสริมการทำงาน พัฒนากลไกให้เกิดความเข้มแข็งระดับชุมชน ตำบล จังหวัด และภาค รวมทั้งเพื่อพัฒนานโยบายเรื่องการใช้ที่ดินที่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหา และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจัดการตนเอง

ส่วนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดภาคใต้โดย พอช.และภาคีเครือข่าย มีดังนี้ 1.โครงการบ้านมั่นคงภาคใต้ ได้รับอนุมัติงบประมาณสนับสนุนพัฒนาตั้งแต่ปี 2546-2563 ครอบคลุม 14 จังหวัด จำนวน 90 เมือง 393 ชุมชน 27,465 ครัวเรือน งบประมาณ รวม 1,378 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านมั่นคงเมือง 83 เมือง 381 ชุมชน 26,121 ครัวเรือน งบประมาณรวม 1,322 ล้านบาท 2.โครงการบ้านมั่นคงชนบท (ซ่อมสร้างบ้านเรือนที่ทรุดโทรม มีฐานะยากจน) จำนวน 7 เมือง 12 ชุมชน 1,344 ครัวเรือน งบประมาณ 55 ล้านบาท
เฉพาะจังหวัดชุมพร มี 8 อำเภอ แบ่งเป็น 2 เทศบาลเมือง 25 เทศบาลตำบล และ 51 องค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งสิ้น 78 ตำบล/เทศบาล พอช.ได้ดำเนินงานพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดชุมพร จำนวน 78 ตำบล/เทศบาล คิดเป็นร้อยละ 100 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบท โดยใช้กระบวนการสำรวจข้อมูลเป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน/ผู้เดือดร้อน และสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการหาแนวทางแก้ไขปัญหาและมาแลกเปลี่ยนนำเสนอข้อมูลชุมชน เพื่อวิเคราะห์ประเด็นปัญหา วางแผนการพัฒนาหมู่บ้านของตัวเอง และการพัฒนาร่วมกับท้องถิ่น
ตั้งแต่ปี 2547-2563 พอช.สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยไปแล้วจำนวน จำนวน 16 โครงการ รวม 22 ชุมชน ผู้รับประโยชน์ 1,478 ครัวเรือน งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนด้านสาธารณูปโภค รวมทั้งสิ้น 91 ล้านบาท และโครงการบ้านพอเพียงชนบท ดำเนินการตั้งแต่ปี 2560-2563 จำนวนทั้งสิ้น 33 ตำบล ผู้รับประโยชน์ 978 ครัวเรือน งบประมาณรวม 17 ล้านบาท










