
สุพรรณบุรี/ วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมทุกปี องค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็น ‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ (World Habitat Day) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ให้ความสนใจกับสถานการณ์การอยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ตลอดจนสิทธิพื้นฐานของการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และเพื่อสร้างความตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันในการจัดการให้มนุษย์ทุกคนมีที่อยู่อาศัยในอนาคต ในประเทศไทยมีการรณรงค์เคลื่อนไหวของภาคประชาชนหลายเครือข่าย

โดยในวันนี้(21 ต.ค.63) เครือข่ายองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้“ทิศทางการขับเคลื่อนขบวนองค์กรชุมชนเพื่อคุณภาพชีวิต” ของขบวนองค์กรชุมชน 13 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน ตามประเด็นงานต่างๆ ได้แก่ สภาองค์กรชุมชนตำบล สวัสดิการชุมชนตำบล เศรษฐกิจและทุนชุมชน ที่ดินชนบท และที่อยู่อาศัย (บ้านมั่นคงเมือง บ้านมั่นคงชนบท และบ้านพอเพียงชนบท) เข้าร่วมเวที กว่า 800 คน ณ วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีเนื้อหาสาระสำคัญดังนี้
จังหวัดกาญจนบุรี การขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคงเมืองและชนบท เช่น พื้นที่ สปก.สิงห์ การขับเคลื่อนงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อคลี่คลายข้อติดขัดเรื่องที่ดินและระบบสาธารณูปโภค
จังหวัดชัยนาท ขับเคลื่อนเรื่องสภาองค์กรชุมชน เต็มพื้นที่ กองทุนมีความเข้มแข็ง นำไปสู่การขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจชุมชน นอกจากนี่ยังมีการดำเนินการเรื่องบ้านพอเพียงชนบท ในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้ยากไร้ และมีการสำรวจข้อมูลปูพรมเต็มพื้นที่ทั้งตำบลและจังหวัด เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยต่อไป ซึ่งในปีนี้นอกจากทำเรื่องบ้านแล้วมีการส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัว การปลูกไม้ยืนต้น เพื่อสร้างเศรษฐกิจในครัวเรือน
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีการขับเคลื่อนตำบลจัดการตนเองอย่างมีส่วนร่วมของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมืองฉันน่าอยู่ มีการกำหนดยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก 5 ด้าน เช่น เป็นการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้อยู่อย่างยั่งยืน ร่วมมือแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน จากเรื่องที่ดินทำกินมาสู่เรื่องอาชีพ ปัญหาใหญ่คือขาดแคลนแหล่งน้ำ ทำข้อมูลเสนอสำนักงานชนประทานที่ 14 นำมาสู่แผนการจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการขับเคลื่อนของสภาองค์กรชุมชน ทั้งนี้หากมีข้อมูลชัดเจน ทำงานตรงประเด็นหน่วยงานต่างๆ พร้อมให้การช่วยเหลือ
จังหวัดเพชรบุรี มีการขับเคลื่อนงานเรื่องที่อยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งมีทั้งหมด 8 โครงการ ทิศทางการทำงานต่อ คือ การทำทั้งเมือง โดยการสำรวจข้อมูลทั้งเมือง และจะทำเรื่องสวัสดิการ อาชีพ มีการเชื่อมโยงทั้งระดับตำบล เมือง และจังหวัด มีการทำงานร่วมกับขบวนจังหวัดเพชรบุรี โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการขับเคลื่อนงานระดับจังหวัด ในช่วงสถานการณ์โควิด มีการจัดทำครัวกลางช่วยเหลือผู้เดือดนร้อน นำมาซึ่งการสมทบงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้ง พอช. ทำให้คนรู้จักบ้านมั่นคงขึ้นด้วย ทำให้คนทั่วไปเห็นว่าคนจน คนเล็ก คนน้อยสามารถช่วยเหลือกันได้
จังหวัดราชบุรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน พัฒนากลไก โดยเฉพาะงานสภาองค์กรชุมชน ให้รู้บทบาทการขับเคลื่อนงานของสภาองค์กรชุมชน ทำให้คนทำงานมีศักยภาพในการขับเคลื่อนงาน เกิด “นักทำ” หลังจากนั้นขยับมาทำเรื่องการจัดเก็บข้อมูล การทำแผนพัฒนา เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกัน ดังเห็นผลได้จากการเชื่อมแผนพัฒนาของภาคประชาชนกับแผนพัฒนาจังหวัดในเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการทำงานแบบให้เกียรติกัน มีความปรารถนาที่จะให้จังหวัดราชบุรีดีขึ้น โดยใช้เครื่องมือที่ตนเองถืออยู่ ส่วนของภาครัฐ เอกชน ได้มีการเชื่อมกับ CSR ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในช่วงโควิด โดยสภาองค์กรชุมชนเป็นตัวกลางในการจัดทำข้อมูลนำเสนอโครงการ เพื่อนำงบประมาณไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนอย่างเป็นรูปธรรม
จังหวัดลพบุรี เริ่มทำงานที่อยู่อาศัยอย่างเต็มตัวในปี 2559 โดยเริ่มจากงานบ้านมั่นคงสระโบสถ์ และโคกตูม โดยขบวนจังหวัดได้ลงไปคลี่คลายปัญหา ปัจจุบันสภาองค์กรชุมชนมีการจดแจ้งจัดตั้งเต็มพื้นที่ ต่อมาในปี 2561 เป็นต้นมา มีการขับเคลื่อนเรื่องบ้านมั่นคงชนบท 3 โครงการ ได้แก่ บ้านมั่นคงชนบทตำบลดอนดึง ดงพลับ และเกษตรกรรุ่นใหม่ และในปี 2563 ได้มีการเริ่มพัฒนาในพื้นที่ตำบลหนองรี ซึ่งมีแผนพัฒนาโครงการในปี 2564
จังหวัดสมุทรสาคร สภาองค์กรชุมชนทำงานจริงในพื้นที่ เช่น เรื่องการปรับปรุงที่อยู่อาศัย หน่วยงานอื่นจะรอบ้านพังแล้วจึงซ่อม แต่บ้านพอเพียงมีการปรับปรุงซ่อมแซมก่อนที่บ้านจะพัง นอกจากนี้ ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครมีปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง ที่ดินประชาชนหายไปกับการกัดเซาะ ซึ่งสภาองค์กรชุมชนได้เป็นพื้นที่กลางในการจัดประชุม เพื่อทำข้อมูลและทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป จากการทำงานที่ผ่านมาเพียง 1 ปี ทำให้เห็นผลจากการขับเคลื่อนงาน
จังหวัดสมุทรสงคราม การจัดเก็บข้อมูลผู้เดือดร้อนในด้านต่างๆ ทั้งที่อยู่อาศัย สวัสดิการ แล้วมาคุยกันในวง 4 ปีต่อมานำมาสู่การแปลงข้อมูลสู่แผนงานการขับเคลื่อนงานประเด็นต่างๆ เช่น สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน ที่ดิน และที่อยู่อาศัย เกิดการคลี่คลายปัญหาให้กับผู้เดือดร้อน โดยบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานในจังหวัด เช่น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย สามารถคลี่คลายปัญหาให้กับผู้เดือดร้อนได้ประมาณ 600 กว่าครัวเรือน
จังหวัดสุพรรณบุรี จุดแข็งของจังหวัด คือ การเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานในระดับจังหวัด จนได้รับการการสนับสนุนจากสำนักงานจังหวัด ให้มีห้องทำงาน ของ คปอ.ที่ศาลากลางจังหวัด และในปีที่ผ่านมาได้รับงบประมาณ 35 พื้นที่ มีการแบ่งการทำงานเป็นทีมต่างๆ สามารถทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้ในท่ามกลางสถานการณ์โควิด สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำงาน คือ การยกระดับข้อมูลของจังหวัด เพื่อนำไปสู่การเจรจากับหน่วยงาน นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งกลไกการทำงานในจังหวัด
จังหวัดสระบุรี การเคลื่อนงานได้มากขึ้น เขาถึงตัวผู้นำที่พร้อมขับเคลื่อนงาน มีสวัสดิการ เศรษฐกิจและทุนชุมชน มีการขับเคลื่อนงานได้ชัดเจนและมีการเชื่อมโยงกับหน่วยงาน และยังมีการพัฒนาคุณภาพชีวิต การจัดการความรู้ มีการดำเนินโครงการบ้านพอเพียงชนบท และบ้านมั่นคง มีการเชื่อมโยงหนุนเสริมกับบ้านมั่นคงชนบท การทำงานต่างๆ สำเร็จได้ เพราะมีการทำงานตามหลักธรรมาภิบาล บ้านพอเพียงได้รับการสนับสนุนจากบริษัทผลิตปูนซีเมนต์มาปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน และได้รับการบรรจุการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในแผนพัฒนาของจังหวัด
จังหวัดสิงห์บุรี สามารถเชื่อมโยงการทำงานกับทุกหน่วยงาน มีบ้านมั่นคง และมีโครงการบ้านพอเพียงชนบท ดำเนินการแล้ว 1,000 กว่าหลังคาเรือน และมีข้อมูลผู้เดือดร้อนที่รอรับการช่วยเหลือมากกว่า 1,000 ครัวเรือน ในด้านเศรษฐกิจ มีการขับเคลื่อนเรื่องสินค้าชุมชน การท่องเที่ยววิถีชุมชน ทิศทางการทำงาน มีการเชื่อมโยงองค์กรชุมชน ใช้ฐานสภาองค์กรชุมชนทั้งจังหวัดเป็นฐานการทำงาน นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับ อบจ. นอกจากนี้ เรื่องสวัสดิการชุมชนยังบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาจังหวัดปี 2565
พระนครศรีอยุธยา มีการขับเคลื่อนเรื่องบ้านและสวัสดิการชุมชนก่อนการก่อเกิดสภาองค์กรชุมชน ปัจจุบันมีการขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจและทุนชุมชน การจัดการภัยพิบัติ ที่อยู่อาศัย 11 โครงการ ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคี เช่น สสส. สกว. แต่ทั้งนี้ไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากหน่วยงานในจังหวัด ดังนี้ ในปี 2564 มีแผนในการประสานเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานในจังหวัด
อ่างทอง พบว่ามีบางพื้นที่ไม่สามารถขับเคลื่อนงานได้ เนื่องจากไม่เห็นรูปธรรมการทำงานที่ชัดเจน แต่เมื่อมีโครงการบ้านพอเพียง ซึ่งเห็นผลงานได้ชัดเจน ทำให้ใช้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูและเคลื่อนงานของสภาองค์กรชุมชนได้อย่างเห็นผล แผนงานต่อไปของจังหวัด คือ การแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยทั้งโครงการบ้านพอเพียงและชนบท รวมทั้งบ้านมั่นคงเมือง แต่มีข้อติดขัดเรื่องไม่มีพื้นที่รัฐว่างเปล่าที่จะรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยได้ บ้านพอเพียงเป็นเครื่องมือการทำงาน สำรวจข้อมูลทั้งเมือง ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือในการประสานความร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนในจังหวัด

นายสิน สื่อสวน ที่ปรึกษาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนงานของขบวนองค์กรชุมชน ภายใต้ 20 ปี พอช. โดยหลังจากการจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543 เพื่อมุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้ภาคประชาชนเป็นเจ้าของการพัฒนาชุมชนของตนเอง ซึ่งมีแนวทางที่สำคัญ คือ 1) ส่งเสริมให้ขบวนองค์กรชุมชนสามารถลุกขึ้นมาทำกิจกรรมหรือโครงการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ผ่านการทำงานตามภารกิจของ พอช. เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัย สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจและทุนชุมชน เป็นต้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น 2) ชุมชนสามารถแก้ไขและพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้ สามารถจัดทำข้อมูลและแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่ครอบคลุมทุกมิติ และมากกว่าการตอบสนองการทำงานของ พอช. โดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนาเพื่อตอบสนองประชาชนอย่างมีทิศทาง 3) การพัฒนาจิตอาสาให้เป็นพลเมืองในการพัฒนาชุมชนพึ่งตนเองและขับเคลื่อนประเทศ สร้างองค์กรชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนภายใต้หลักมีธรรมาภิบาล บนพื้นฐานของความสุจริตและระบบบริหารจัดการที่ดี สร้างการมีส่วนร่วมและการรับรู้อย่างโปร่งใส

ส่วนการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนในระยะต่อไป จะต้องพัฒนาคนรุ่นใหม่และเชื่อมโยงคนรุ่นเก่าที่มีความเข้มแข็งเข้าด้วยกัน ในลักษณะเครือข่ายระดับจังหวัดของภาคประชาชนที่ทำงานร่วมกัน และสร้างแผนภาคประชาชนระดับจังหวัด เนื่องจากงบประมาณเริ่มมีการกระจายในระดับเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีกับภาคประชาชนในการยื่นเสนอแผนระดับจังหวัดกกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และอื่นๆ เช่น อบจ. ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนกลาง เป็นต้น ในลักษณะหุ้นส่วนการพัฒนาที่ตอบสนองต่อประชาชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เป็นหน่วยงานของประชาชนอย่างแท้จริง บนฐานพลังพลเมืองในการขับเคลื่อนประเทศ สร้างความเข้มแข็งโดยพลังฐานรากจากชุมชน นายสิน สื่อสวน กล่าวในตอนท้าย

หลังจากนั้นได้ประกาศเจตนารมณ์การขับเคลื่อนขบวนองค์กรชุมชนคนภาคกลางและตะวันตก เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดย นางธนสร ทองฉ่ำ และ นายทวีศักดิ์ จุลเนียม ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก พร้อมมอบเจตนารมณ์การขับเคลื่อนงานของขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ต่อนายชูชีพ พงษ์ไชย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี มอบธงให้กับขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะเจ้าภาพจัดงานในปีถัดไป

ประกาศเจตนารมณ์ขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตกเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
ชุมชนท้องถิ่นภาคกลางและตะวันตก ถูกกำหนดทิศทางการพัฒนาตามแนวนโยบายของประเทศ ปรับและเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวนโยบายของรัฐบาลและพรรคการเมืองแต่ละยุค ผลที่เกิดขึ้น ประชาชน ชุมชน และสังคมยังเผชิญกับปัญหาและความเดือดร้อนต่าง ๆ ยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม การเข้าไม่ถึงการบริการและทรัพยากรต่าง ๆ ของภาครัฐ ส่งผลให้ประชาชนความอ่อนแอ
ขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก จึงได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นด้วยตนเอง ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อขจัดปัญหาความเดือดร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ จึงขอประกาศเจตนารมณ์เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนของคนภาคกลางและตะวันตก ดังนี้
- เราขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก คิด วิเคราะห์สถานการณ์ มองโอกาส และร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นภาคกลางและตะวันตกว่า “คน องค์กร ขบวนชุมชน มีความสามารถจัดการตนเอง ชุมชนเข้มแข็ง เป็นที่ยอมรับ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงทางอาหาร เกษตรปลอดภัย เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง บทวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลาย ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) บนวิถีปกติใหม่”
- เราจะแปลงความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์นี้ไปสู่แผนปฏิบัติการของชุมชน ท้องถิ่น และสังคม โดยพัฒนาพื้นที่ต้นแบบนวัตกรรม งานความรู้ชุมชน คิดค้นเครื่องมือสนับสนุนการสร้างชุมชนเข้มแข็ง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง “ปักธงลงฐานที่มั่น คือ ชุมชนท้องถิ่น”
- ร่วมแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย โดยบูรณาการข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน ร่วมกับทุกหน่วยงาน และทุกขบวน จัดตั้งกลไกการทำงานร่วมกัน ระหว่างประชาชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจัดทำข้อมูล ผังชุมชน แผนการใช้ประโยชน์ที่ดินระดับตำบลและระดับภูมินิเวศน์ให้ครอบคลุมทุกปัญหาของพื้นที่
- ร่วมกันลงมือปฏิบัติการ ยกระดับจากงานปริมาณสู่ “งานคุณภาพ” เป็นที่ยอมรับและขยายผลโดยเริ่มที่ขบวนองค์กรชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
- เชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมผลักดันงานของชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การผลักดันแผนพัฒนาภาคประชาชน ระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด และภาค
เราทุกคน คือ ความหวังในการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นไทย ให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ประกาศ ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2563 ขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตก








