
พอช./ ระหว่างวันที่ 12 – 13 ตุลาคม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ ร่วมกับคณะประสานเครือข่ายองค์กรชุมชน (คปอ.) จัดงานสัมมนา เรื่อง “การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมด้วยพลังองค์กรชุมชนจากฐานราก ปี 2564-2565” ที่ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ โดยมีผู้แทนเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศเข้าร่วมสัมมนาประมาณ 200 คน
นายสังคม เจริญทรัพย์ ผู้แทนคณะประสานเครือข่ายองค์กรชุมชน (คปอ.) กล่าวถึงเป้าหมายในการจัดงานสัมมนาของ พอช. และขบวนองค์กรชุมชนในครั้งนี้ว่า เพื่อต้องการส่งเสริมและหนุนเสริมการสร้างพลังของขบวนขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและชุมชน โดยมีชุมชนเป็นเป้าหมายในการพัฒนา จึงต้องมีการปฏิบัติในพื้นที่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากชุมชนฐานรากอย่างจริงจัง โดยต้องมีการออกแบบร่วมกับพลังองค์กรชุมชน รวมทั้ง พอช. และเจ้าหน้าที่ พอช. เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนไปทิศทางเดียวกัน ซึ่งเวทีในครั้งนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนแนวทางและความต้องการข้อตกลงร่วมกัน

“นอกจากนี้ยังมีวัตุประสงค์เพื่อ 1.สร้างความเข้าใจ และเดินหน้าขับเคลื่อนร่วมกัน นำไปขับเคลื่อนในระดับพื้นที่จังหวัดและภาค โดยการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งเป็นหลักในการขับเคลื่อนงาน ออกแบบการทำงานร่วมกันอย่างโปร่งโส สร้างการมีส่วนร่วม และประสานงาน เชื่อมโยงกับภาคีพัฒนา หน่วยงานในระดับพื้นที่ได้ 2.สร้างระบบการทำงานให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ให้เกิดความเข้าใจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับพื้นที่ และ 3.ร่วมกันสร้างวิธีงบประมาณให้เกิดขึ้นในพื้นที่ เกิดการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของชุมชน และในพื้นที่อย่างแท้จริง” นายสังคมกล่าว
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันฯ กล่าวในประเด็นการ “ทบทวนเจตนารมณ์การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมด้วยพลังองค์กรชุมชนจากฐานราก” ว่า ทิศทางในการสร้างความเข้มแข็งของบวนองค์กรชุมชน โดยการจัดเวทีในครั้งนี้ได้เห็นถึงพลังของพี่น้องขบวนองค์กรชุมขนในพื้นที่ที่มีการเชื่อมโยงจากพื้นที่ตั้งแต่ในระดับตำบล จังหวัด และภาค โดยชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนา มีเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และนำไปพัฒนาชุมชน ตลอดจนนำไปวางแผนการเชื่อมโยงการพัฒนาในพื้นที่
“การดำเนินการของชุมชนเป็นไปตามกระบวนการที่เกิดจากการทำงานร่วมกับ พอช. เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างชุมชน
เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงาน และถูกยอมรับจากหน่วยงานภาคีอื่นๆ เกิดกระบวนการขับเคลื่อนโดยชุมชนเป็นเจ้าของ
เกิดการเชื่อมโยงงานเป็นเครือข่ายในพื้นที่ โดยใช้พลังของคน เชื่อมโยงและสนับสนุนการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคม สร้างสังคมในสมัยใหม่ เกิดกระบวนการจัดการชุมชนที่ดี สร้างทุนหนุนเสริม ช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เกิดการเปลี่ยนของขบวนองค์กรชุมชน เกิดการเคลื่อนตัว สร้างการทำงานเชื่อมโยงของขบวนองค์กรชุมชนที่น่าภาคภูมิใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องขับเคลื่อนพลังองค์กรชุมชนต่อไป ให้เกิดการขับเคลื่อนจากชุมชนฐานราก ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมให้เพียงพอ เพราะที่ผ่านมาขบวนองค์กรชุมชนยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ได้มากพอกับปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่” ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันฯ กล่าว

นางสาวสมสุขกล่าวถึงแนวทางในการพัฒนางานต่อไปที่ต้องมีการขับเคลื่อนร่วมกัน ดังนี้ คือ 1.สร้างทุนแห่งความรู้ ทุนหนุนเสริม เพื่อหนุนเสริมกระบวนการในพื้นที่ เกิดการบริการจัดการชุมชน โดยท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการทุนได้ด้วยตนเอง ตลอดจนการสร้างระบบท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็ง 2.สร้างคนรุ่นใหม่ในการพัฒนางานเพิ่มมากขึ้น จัดขบวนที่สร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่มีความเข้มแข็ง มีเครื่องมือในการจัดขบวน จัดระบบการเชื่อมโยงทั้งระบบ และเกิดการต่อรองกับความต้องการของคนในชุมชน 3.สร้างความร่วมมือแห่งการเปลี่ยนแปลง มีการส่งเสริมการทำงานที่มากขึ้น ส่งเสริมการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน
4.สร้างการยอมรับในพื้นที่ระดับจังหวัด เป็นที่ยอมรับต่อหน่วยงานในทุกๆ เรื่อง มีระบบในจังหวัดเป็นที่ยอมรับ มีแผนการทำงานเชิงรุกมากขึ้น และพร้อมตั้งรับได้ มีข้อมูล แผนการทำงาน ระบบรายงาน ภาพรวมการพัฒนางานในพื้นที่ และสื่อผลงานที่สำคัญ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาออกแบบการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ได้มากขึ้น 5.สร้างระบบร่วมที่เป็นจุดเชื่อมโยง โดยให้มีการออกแบบการทำงานร่วมกัน สร้างโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดกับชุมชนต่อไปได้ แต่ต้องเป็นพลวัตโดยใช้พลังของชุมชนเป็นตัวชื่อมโยง และเกิดการจัดการขบวนอค์กรชุมชนได้ทั้งในระดับตำบล จังหวัด
6.ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงงานพัฒนา จัดขบวนฯ ปฏิรูปการทำงานแบบใหม่ โดยวางแผนระบบการทำงาน ส่งเสริมการทำงานร่วมกับหน่วยงาน และในระดับท้องถิ่นให้เกิดความเข้มแข็ง จากการสร้างวิธีการทำงาน และพัฒนาในรูปแบบสมัยใหม่ที่ไม่สนใจมิติด้านสังคมเชิงโครงสร้างมากเกินไป รวมทั้งสร้างพลังในการขับเคลื่อนอย่างมีทิศทาง และมีศักยภาพในการเคลื่อนงานมากขึ้น 7.สร้างกลไกระดับพื้นที่จังหวัด และในระดับภาคให้มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็ง สร้างการเชื่อมโยงจากระดับฐานรากสู่การเปลี่ยนแปลงต่อไป และเกิดการจัดการขบวนองค์กรชุมชนได้ ทั้งในระดับตำบล และจังหวัด
นายชาติชาย เหลืองเจริญ ผู้แทนคณะประสานเครือข่ายองค์กรชุมชน (คปอ.) กล่าวประเด็น “คุณภาพใหม่ของขบวนองค์กรชุมชน และทิศทางการบริหารใหม่ของ พอช. ในสถานการณ์ใหม่” ว่า ในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชน มีการเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อน ประสานความร่วมมือเชื่อมโยงกับภาคี โดยมีชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา และมีแนวทางในการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชน 10 ประเด็น ดังนี้ 1.ต้องมีการจัดการตนเองทั้งในระดับพื้นที่ที่ และในเชิงประเด็น เชื่อมโยงงานได้จริงได้ทุกประเด็นงาน 2.สร้างบทบาท การจัดการความสำคัญ สร้างขีดความสามารถในการสร้างรูปธรรมแห่งความสำเร็จในพื้นที่
3.ระบุความต้องการ เพื่อเสนอปัญหาต่อหน่วยงานรัฐให้มากขึ้น เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการพัฒนา 4.ขบวนองค์กรชุมชนต้องเป็นตัวตั้งในการหนุนเสริมขบวนองค์กรชุมชนทุกระดับ 5.พัฒนาแกนนำ และศักยภาพในการบริหารจัดการในระดับจังหวัด ประสานงานกับหน่วยงานได้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาในชุมชน 6.พัฒนาชุมชน และงานของชุมชนให้เป็นจริงมากขึ้น 7.ส่งเสริมการจัดการตนเองให้มากขึ้น มุ่งส่งเสริมการจัดการตนเอง โดยการหนุนเสริมขบวนองค์กรชุมชนอย่างมีเป้าหมาย และมีจุดยืนที่ชัดเจนมากขึ้น
8.ให้น้ำหนักและทิศทางในการพัฒนา โดยการสร้างกลุ่มเครือข่ายจากพื้นที่ เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมและตัดสินใจร่วมกันในระดับพื้นที่ 9.ออกแบบการเข้าถึงกลุ่มองค์กรชุมชนที่หลากหลายมากขึ้น 10.สร้างกลไกสำคัญ และสามารถทำงานในพื้นที่ได้จริง พร้อมกำหนดแนวทางในการพัฒนาชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึงแนวทางการทำงานของ พอช. ที่ได้ส่งเสริมการพัฒนาขบวนชุมชนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังนี้ 1.การสร้างพลังชุมชนให้เข้มแข็ง เกิดการเชื่อมโยงเป็นขบวนการ โดยที่ผ่านมา พอช.ได้ส่งเสริมการแก้ปัญหาลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยสนับสนุนผ่านโครงการต่างๆ เช่น เรื่องที่อยู่อาศัย สวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชน และเสริมสร้างพลัง บทบาทของชุมชนในการสร้างความเข้มแข็ง 2.การประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือร่วมกับหน่วยงาน และสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ 3. เชื่อมโยงการดำเนินงานร่วมกับการผลักดันนโยบาย โดยสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้น การเสนอปัญหาเชิงนโยบายสาธารณะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“พร้อมกันนี้ สถาบันฯ จะดำเนินการหนุนเสริมกิจกรรม และให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานของชุมชน และ ประเด็นงานที่สำคัญของสถาบัน เพื่อสร้างไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ต่อไป” ผอ.พอช.กล่าว

นายอัมพร แก้วหนู รองผู้อำนวยการ พอช. วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนงานของขบวนองค์กรชุมชนในช่วงต่อไปว่า จากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบ ได้แก่ 1.การรับมือภัยพิบัติ ไฟไหม้ น้ำท่วม โครงการไล่รื้อขนาดใหญ่ โดยประชาชนต้องมีการรับมือกับภัยพิบัติให้ได้ 2.การเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้ ในช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2563 ซึ่งการเลือกตั้งจะส่งผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยขบวนองค์กรชุมจะมีส่วนในการเสนอข้อเสนอต่อนักการเมืองท้องถิ่นให้หนุนเสริมอย่างไร ? 3.อปท. เสนองบประมาณโดยตรงต่อรัฐสภาและทิศทางงบประมาณ 4.รัฐธรรมนูญใหม่ รัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 5.Mou กับหน่วยงานระดับชาติ จะมีแนวทางอย่างไร? ในการขับเคลื่อนงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆได้
6.การตรวจสอบจากฝ่ายการเมืองและหน่วยตรวจ โดยให้มีวิธีตั้งรับการตรวจสอบ เตรียมข้อมูลโครงการต่าง ๆ อย่างโปร่งใส 7.คนตกงาน กลับสู่ภูมิลำเนามากขึ้น และการแพร่ระบาดโควิด 19 ในรอบสอง 8.ขับเคลื่อนการส่งเสริมสวัสดิการถ้วนหน้าของภาคประชาชน 9.เทคโนโลยีดิจิทัลและ 5G ส่งเสริมให้เกิดดิจิทัลชุมชน และของสถาบันฯ 10.ขบวนชุมชนส่งเสริมการบริหารจัดการสังคมผู้สูงวัย 11.สร้างเป้าหมายของขบวนองค์กรชุมชนในปี 2575 และ 12. ส่งเสริมการจัดสมัชชาตำบล สมัชชาจังหวัด และสมัชชาในระดับประเทศ

นายจินดา บุญจันทร์ ผู้แทน คปอ. กล่าวว่า จำเป็นต้องสร้างรูปธรรมความสำเร็จ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และสังคมในรูปแบบใหม่ที่ไม่เกิดความล้าหลัง โดยต้องมีการปรับเปลี่ยนขบวนองค์กรชุมชนให้รับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม โรคภัย ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต้องมีการพึ่งพาตนเอง บริหารจัดการตนเอง และชุมชนให้อยู่รอดได้ ซึ่งต้องสร้างลีลาการทำงานและขับเคลื่อนให้เพิ่มมากขึ้น
“ต้องมองรอบทิศทาง ยอมรับความคิดเห็นในการขับเคลื่อนของทุกฝ่าย รวมทั้งความคิดเห็นที่คิดต่างกันออกไป เพื่อระดมความคิดเห็น ปัญญาและพลัง ช่วยเสริมสร้างพลังของขบวนองค์กรชุมชนให้เกิดขึ้นทั้งในระดับตำบล จังหวัดภาค และในระดับชาติ ร่วมดำเนินการขับเคลื่อนกับสถาบันฯ ต่อการหนุนเสริมความเข้มแข็ง และพัฒนาขบวนองค์กรชุมชน ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงจากระดับฐานรากของชุมชนต่อไป” นายจินดากล่าวทิ้งท้าย


ข้อมูล โดยธมลวรรณ สุวรรณรุ่งเรือง






