
รัฐสภา / วันนี้ 23 กันยายน 2563 เวลา 13.30 น. คณะผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายพระราชบัญญติส่งเสริมระบบสวัสดิการชุมขนและตัวแทนภาคประชาชนกว่า 50 คน ได้รวมตัวกันเข้ายื่นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมระบบสวัสดิการชุมชน โดยมีนายแก้ว สังข์ชู ประธานผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายฯ เป็นผู้ส่งมอบรายชื่อผู้สนับสนุนจำนวน 14,106 คน พร้อมสำเนาบัตรประชาชนต่อนายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร
ตามที่เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 133 (3) ที่กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้กับประธานรัฐสภาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา
ประธานรัฐสภาได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน พ.ศ. …. มีหลักการเป็นไปตาม ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมีรูปแบบตลอดจนสาระสำคัญเป็นไปตามรูปแบบการเสนอกฎหมาย ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและให้ผู้ริเริ่มดำเนินการชักชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แล้ว
บัดนี้ คณะผู้ริเริ่มได้ดำเนินการชักชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้จำนวน 14,106 คนแล้ว จึงเข้ายื่นสำเนาร่างพระราชบัญญัติพร้อมบันทึกประกอบ เอกสารการลงลายมือชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งพร้อมทั้งสำเนาบัตรประชาชน และรายชื่อของผู้แทนของผู้ซึ่งเสนอร่างพระราชบัญญัติ ต่อประธานรัฐสภาเพื่อพิจารณา

นายแก้ว สังข์ชู ประธานผู้ริเริ่มเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมระบบสวัสดิการชุมชน พ.ศ…..(กลางภาพ)
นายแก้ว สังข์ชู ประธานผู้ริเริ่มเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมระบบสวัสดิการชุมชน พ.ศ….. กล่าวว่า “กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเชิงส่งเสริม ให้ชุมชนเข้มแข็ง เป็นเครื่องมือที่จะสร้างให้ชุมชนพึ่งพาตนเองเป็นหลัก คิดว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่เข้าถึงภาคประชาชนที่มาจากฐานราก และพวกเราก็ต้องการให้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญของชุมชนของสังคม ที่ผ่านมาก็ทำงานเรื่องนี้มาโดยตลอดถึงแม้ว่าจะไม่มีกฎหมาย แต่ถ้าเกิดเป็นกฎหมายขึ้นมาแล้ว สาระสำคัญคือ จะเกิดความเชื่อมั่น ความศรัทธา และบริหารความเสี่ยง ซึ่งจะทำให้กฎหมายฉบับนี้เกิดความยั่งยืนมั่นคงต่อการปฏิบัติ กฎหมายฉบับนี้จะดูแลเราตั้งแต่เกิดจนตาย”

นายปาลิน ธำรงรัตนศิลป์ คณะผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายฯ (กลางภาพ)
นายปาลิน ธำรงรัตนศิลป์ คณะผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายฯ กล่าวว่า “ต้องบอกว่าพี่น้องเครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ ได้ตั้งหน้าตั้งตารอวันนี้ พวกเรามีสมาชิกทั่วประเทศประมาณ 6 ล้านคน เอกสารรายชื่อเราได้รวบรวมมาจากสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศไทยเพื่อสร้างความมีส่วนร่วม เราหวังว่า สวัสดิการชุมชน ขึ้นมาเป็นกฎหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมให้กับประชาชนฐานรากได้มากที่สุด สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ มีอยู่ 3 ประเด็นที่สำคัญ ประเด็นแรกคือสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทุนในระดับพื้นที่ เสริมสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในระดับตำบล ในการส่งเสริมระบบสวัสดิการชุมชนร่วมกัน ประเด็นที่สองคือการเชื่อมโยงเครือข่ายของพี่น้องประชาชนที่ทำเรื่องสวัสดิการชุมชนและสวัสดิการสังคม ประเด็นสุดท้ายคือการสร้างพลเมือง เป็นการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง”

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร (กลางภาพ)
นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า “วันนี้สภาจะรับเอกสารดังกล่าวนำไปตรวจสอบรายชื่อทั้ง 14,106 คน โดยสภา จะตรวจสอบรายชื่อเลข 13 หลัก ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ และตรวจสอบว่าเป็นผู้ที่มีสิทธิในการเลือกตั้งหรือไม่ โดยส่งไปให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตรวจสอบ ในกระบวนการนี้จะใช้เวลา 45 วัน การที่รวบรวมรายชื่อมาได้ หนึ่งหมื่นรายชื่อ สิ่งนี้คงเป็นการทดสอบว่า ท่านมีความที่จะแก้ไขกฎหมายกันจริงหรือไม่ และเชื่อว่าในการตรวจสอบทั้งของสภาและของทางกระทรวงมหาดไทย ใน 14,106 รายชื่อ จะได้รายชื่อเกินหนึ่งหมื่นแน่นอน หลังจากที่ตรวจสอบเสร็จแล้วท่านประธานฯ ก็จะประกาศรายชื่อไปที่เว็บไซต์รัฐสภา เพื่อให้ประชาชนที่ลงลายมือชื่อ ร้องคัดค้านว่าชื่อของตน ได้อยู่ในกรณีที่นำไปใช้ไม่ได้เสมือนจริง ถ้าร้องคัดค้านแล้วยังเกินหนึ่งหมื่นรายชื่อ ท่านประธานฯ จะวินิจฉัยและส่งไปรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนว่ากฎหมายฉบับนี้ประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร เช่นถ้าออก กฎหมายฉบับนี้ จะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง กับหน่วยงานใดบ้าง ถ้าเกิดเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับด้านการเงินต้องส่งไปนายกรัฐมนตรี นี่คือขั้นตอนของกฎหมาย ถ้าผ่านทุกขั้นตอน ประธานสภาจะบรรจุเข้าไปในการประชุมการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร วันนี้กำลังจะผ่านขั้นตอนที่สอง ขอเรียนว่าประธานสภาให้ความสำคัญเรื่องของพี่น้องประชาชนมาก โดยท่านก็ได้กำชับผมในเรื่องการตรวจสอบรายชื่อโดยให้ตรวจสอบให้เร็วที่สุด”

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฏร (กลางภาพ)
นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฏร กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายฯ “จากการพิจารณาดูร่างโดยสังเขป การทำงานของพี่น้องประชาชนทำมานานหลาย 10 ปี เป็นรากฐานที่เกิดจากการสะสมทุนของชุมชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะท่านประธานชวน หลีกภัย เมื่อครั้งท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” พบว่าถ้าชุมชนเข้มแข็งจะทำให้ประเทศของเราได้มีความยั่งยืนอยู่ได้ ดังนั้นระบบสวัสดิการจึงได้เริ่มขึ้น โดยประชาชนเป็นผู้ทำมาก่อน โดยเห็นบทเรียนของชุมชนแล้วท่านก็นำมาเป็นนโยบายต่อยอดในรัฐบาลต่อๆ มา วันนี้ยินดีมากที่ได้เห็นพี่น้องประชาชนนำกฎหมายฉบับนี้มาพร้อมขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้า”

คณะผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายพระราชบัญญติส่งเสริมระบบสวัสดิการชุมขนและตัวแทนภาคประชาชนกว่า 50 คน






