
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ ระหว่างวันที่ 14 -16 กันยายนนี้ มีการจัดงาน “เวทีเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชนระดับชาติ ประจำปี 2563 ตลาดนัดแผนธุรกิจเพื่อชุมชน” ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช. ถนนนวมินทร์ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนชุมชนทั่วประเทศ หน่วยงานภาคี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานประมาณ 250 คน โดยในวันนี้ (15 กันยายน) มีเวทีเสวนาเรื่อง ‘เครื่องมือพัฒนาธุรกิจเพื่อชุมชนเข้มแข็ง’ ดำเนินรายการโดย นางสาวพิไลพร วินามนต์ นักสื่อสารมวลชน NBT
ชุมชนดีมีรอยยิ้ม : “แกนนำเข้มแข็ง จะทำให้เศรษฐกิจชุมชนดี”

นางธารทิพย์ ศิรินุพงศ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาชุมชน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
นางธารทิพย์ ศิรินุพงศ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาชุมชน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการชุมชนดีมีรอยยิ้ม บริษัทตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานพัฒนาสังคม ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องการทำนโยบายของไทยเบฟ ให้ไปสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นเรามีภารกิจสำคัญและมี KPI ที่วัดการทำงาน
เป็น KPI ของหน่วยงานและวัดความสำเร็จของชุมชนที่เราทำงานด้วย เริ่มต้นเราทำงานพร้อมกับมูลนิธิสัมมาชีพ จากนั้น ในปี 2558 เลือกพื้นที่ 3 ตำบล 3 จังหวัด สำเร็จเพียง 2 ตำบล ตำบลที่ประสบความสำเร็จ เพราะมีแกนนำที่เข้มแข็ง แกนนำที่สำเร็จเพราะเป็นแกนนำของ พอช. ตำบลต้นแบบ เดิม 1 ไร่เกษตรอินทรีย์ กลายเป็นเกษตรอินทรีย์จังหวัด นี่คือพลังในการขับเคลื่อนที่จะขยายไปในพื้นที่อื่น ๆ
ต้องขอบคุณในความล้มเหลวของบางตำบล เพื่อเป็นการเรียนรู้ในการให้เกิดโครงการชุมชนดีมีรอยยิ้ม โดยเราจะเน้นเรื่องเศรษฐกิจชุมชนมากขึ้น หลังจากที่เราเข้าไปทำงานแล้ว ชุมชนจะดีขึ้นอย่างไร ? การทำงานเน้น 3 กลุ่ม คือ เกษตร แปรรูป และท่องเที่ยว เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ร่วมมือกับพันธมิตรในการทำงาน
“หัวใจสำคัญ สิ่งที่ได้เห็นจากการเข้าร่วมพูดคุย หากชุมชนมีแกนนำชุมชนที่เข้มแข็ง จะทำให้ชุมชนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ เครื่องมือของเราคือ เราเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติในการให้ชุมชนบรรลุเป้าหมาย สิ่งที่เป็นเป้าหมายสำเร็จ คือคน หากแกนนำเข้มแข็ง งานไปได้ แกนนำมีใจ ชุมชนมีใจ งานเดินแน่นอน และกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายพันธมิตร ไทยเบฟแม้ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่ มีเงินลงทุนเยอะ แต่ทำงานให้สำเร็จคือ พันธมิตรเครือข่าย” นางธารทิพย์กล่าว
เธอบอกด้วยว่า โครงการชุมชนดีมีรอยยิ้ม จะคัดเลือกเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง คิดว่าคนเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาชุมชนของตนเอง ซึ่งหลังจากทำงานมา 2 ปี พวกเขาทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก และประสบความสำเร็จ เช่น พื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กรณีการทำงานในพื้นที่บ้านห้วยขาบ จังหวัดน่าน ไทยเบฟฯ สร้างบ้าน 60 หลังให้ผู้ประสบภัย และทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างแบรนด์ ชนเผ่าลัวะ สร้างความรับรู้ ทำให้ชาวบ้านมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
โคกหนองนาโมเดล : ใช้แนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9

นายโชคชัย แก้วป่อง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
นายโชคชัย แก้วป่อง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า บทบาทของกรมการพัฒนาชุมชน คือ เรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความเข้มแข็งของชุมชน คนของกรมการพัฒนาชุมชนจะมีอยู่ทุกที่ มีข้าราชการระดับพื้นที่ เรียกว่า “พัฒนากร” เราไม่สามารถที่จะทำงานโดยลำพัง ต้องประสานความร่วมมือต่างๆ ต้องอาศัยองค์ความรู้ ภาครัฐ ผู้นำชุมชนร่วมกัน สิ่งที่กรมการพัฒนาชุมชนทำงานมี 3 ด้าน คือ 1.พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก 2.สร้างความเข้มแข็งของชุมชน 3.ทุนชุมชน
สิ่งที่ดำเนินการในพื้นที่ 3 เรื่องนี้ ชุมชนทั้งชุมชนสามารถประสานงานความร่วมมือ ด้วยงบประมาณทำให้ต้องทยอยทำ หากชุมชนไหนมีความพร้อมสามารถทำงานได้ เรื่องแรกที่ดำเนินการ คือ เรื่องการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ภายใต้วิกฤตที่ผ่านมา โครงการพัฒนาชุมชนสนับสนุนเรื่องการปลูกผักสวนครัว แต่ทำอย่างให้เกิดความยั่งยืน สามารถต่อยอดสร้างรายได้
“โคกหนองนาโมเดล เราจะทำต้นแบบการจัดการพื้นที่ แก้ไขปัญหาให้เกษตรกร ใช้หลักการแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำฟาร์มตัวอย่าง การจ้างงานให้เห็นเป็นตัวอย่าง ปฏิบัติในพื้นที่ตัวเอง อาศัยการทำงานร่วมกับภาคี โคกหนองนาทำเรื่องการออกแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่เป็นคนออกแบบ เช่น GISTDA เรื่องสภาพพื้นที่ก่อนและหลังการดำเนินงาน และหน่วยงานพัฒนาผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ที่สำคัญคือ เครือข่ายผู้นำชุมชน มีใจช่วยเหลือในการถ่ายทอดความรู้” รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าว
เขาบอกว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท เกษตรกรเข้าร่วม 24,000 ครัวเรือน เป็นพื้นที่ที่มีที่ดินอยู่แล้ว และสามารถดำเนินการต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้ได้ภายใน 5 ปี เริ่มตั้งแต่อบรม ฝึกปฏิบัติจริงว่าพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แหล่งน้ำขนาดไหน ปลูกพืชผักสวนครัว ให้มีความเพียงพอในการดำรงชีวิต การขุดสระ ที่สำคัญคือ ใช้วิธีการสร้างการมีส่วนร่วม ช่วยเหลือทำงานด้วยกัน
การสร้างมาตรฐานให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ แปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการนำเทคโนโลยีมาใช้ GISTDA (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (Public Organization) – GISTDA) การทำงานโครงการนี้ จะทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร การสร้างแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น มีการเพิ่มพื้นที่ป่า ลดการพลังทลายของดิน โดยชุมชนที่เป็นเจ้าของแปลงจะออกแบบพื้นที่เอง ฯลฯ
ธกส.หนุน Young Smart Farmer : ตั้งเป้าหนุนธุรกิจชุมชน 9,000 แห่งทั่วประเทศ

ผู้แทนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) กล่าวว่า ธกส.มีบทบาทหน้าที่เป็นธนาคารพัฒนาชนบท และต้องยั่งยืนด้วย ทำอย่างไรในภาคการเกษตรจะมีความยั่งยืน เน้นพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
“คำว่าเศรษฐกิจฐานราก หมายความว่า หากประเทศไทยจะพัฒนา พื้นที่ฐานในระดับชุมชน ชนบทต้องแข็งแรง เข้มแข็ง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชนบท ด้วยการอำนวยสินเชื่อในชนบทให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้ ถือว่า ธกส.ทำได้สำเร็จ 4 ล้านครัวเรือน แต่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกร ถือว่าท้าทาย เป็นงานสำคัญที่จะต้องขับเคลื่อนไปให้ได้” ผู้แทน ธกส.กล่าว
ปัจจุบัน ธกส. มี 1,200 สาขา ครอบคลุมทุกอำเภอ ธกส. มีโครงการ 2 โครงการในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก คือ 1.ให้พนักงานไปค้นหาชุมชนที่มีศักยภาพในการยกระดับให้เป็นธุรกิจชุมชนได้ ซึ่งชุมชนต้องเห็นชอบ และต้องบรรจุอยู่ในแผนของชุมชน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ธกส. มีเครื่องมือ BMC ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ ที่ผ่านมา พอช.ทำโดยให้ชุมชนทำ แต่ ธกส.อบรมพนักงาน ให้พนักงานไปช่วยเหลือให้ช่วยชุมชนจัดทำแผน และเชื่อมโยงภาคี
2.เรื่องสินเชื่อ มติ ครม.ให้เงิน ธกส.มา 50,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายสินเชื่อให้ธุรกิจชุมชน ดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต้องเป็นองค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชน เช่น สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน ตั้งเป้าหมายว่า ใน 1 อำเภอ จะเกิดธุรกิจชุมชน 3 ชุมชน หรือทั้งประเทศ 9,000 ชุมชน และโครงการ New Gens มีโครงการที่สนับสนุนสินเชื่อให้แก่คนรุ่นใหม่
เครื่องมือประเมินการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนแบบมีส่วนร่วม

นางสาววรรณวิภา ภานุมาต ผู้อำนวยการสำนักท่องเที่ยวโดยชุมชน
(องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.)
นางสาววรรณวิภา ภานุมาต ผู้อำนวยการสำนักท่องเที่ยวโดยชุมชน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. กล่าวว่า อพท. เป็นหน่วยงานภาครัฐ มีความคล่องตัวมากกว่าหน่วยงานรัฐทั่วไป มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีโควิดเกิดขึ้น นักท่องเที่ยวหายไป นักท่องเที่ยวมีผลกับระบบเศรษฐกิจฐานรากทั้งหมด ที่ผ่านมารายได้ 2.2 ล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว จากผลวิจัยพบว่า รายได้จากการท่องเที่ยว 70% ไหลออกจากประเทศ จึงมีคำถามว่า “การท่องเที่ยวส่งผลดีให้กับประเทศไทยจริงหรือไม่ ?”
“อพท. มีโจทย์ว่าการท่องเที่ยวเกิดประโยชน์กับท้องถิ่นได้ ต้องทำตั้งแต่พัฒนาคน เพิ่มคุณค่าท้องถิ่นให้น่าสนใจ พัฒนาผลิตภัณฑ์ เชื่อมโยงตลาด ต้องการตลาดที่มีคุณภาพ ไม่ต้องการให้นักท่องเที่ยวทะลักชุมชน ประเมินผลอย่างเข้มแข็ง โจทย์คือให้ชุมชนมีความสุข บริหารจัดการได้ โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือ” ผู้แทน อพท.กล่าว
การท่องเที่ยวชุมชน ในประเทศไทยทำงาน 20-30 ปี ช่วงเริ่มต้น มีคำพูดว่า การท่องเที่ยวชุมชนไม่น่าจะขายได้ แต่วันนี้มีบทเรียนมีต้นแบบ ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้เป็นเครื่องมือของชุมชนได้
บทบาทภารกิจของอพท. ค่อนข้างเฉพาะ สิ่งหนึ่งที่ทำได้ คือบทเรียน และสามารถใช้การท่องเที่ยวเชื่อมโยงการทำงานได้ ท่องเที่ยวไม่ใช่ยาวิเศษ ทุกชุมชนไม่จำเป็นต้องทำท่องเที่ยว และไม่ต้องท่องเที่ยวครบวงจร การท่องเที่ยวคือการกระจายประโยชน์ เป็นเครื่องมือที่ชุมชนสามารถนำไปใช้ได้ด้วยชุมชนเอง
“อพท. ใช้การท่องเที่ยวในการพัฒนาชุมชน หากชุมชนคิดว่ามีของดี ทำอย่างไรที่จะเพิ่มมูลค่าให้การท่องเที่ยวได้ หากชุมชนไหนใช้เครื่องมือของ อพท. ก็จะสามารถประเมินชุมชนได้เลย เครื่องมือนี้ เป็นเครื่องมือไม่ใช่แค่เชิงทฤษฎี เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนในการถอดบทเรียน หากชุมชนไหนอยากทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน ท่าน checklist ได้เลย อะไรที่ยังไม่ได้ทำ หลังจากทำงานไป 1 ปี ก็ทำงานตามแผน อพท.ก็จะใช้เครื่องมือนี้ในการติดตามผลได้เลย” ผู้แทน อพท. กล่าว
โครงการผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง
นายผดุงศักดิ์ พื้นแสน ผู้อำนวยการมูลนิธิสัมมาชีพชุมชน
นายผดุงศักดิ์ พื้นแสน ผู้อำนวยการมูลนิธิสัมมาชีพชุมชน กล่าวว่า ปัจจุบันมูลนิธิทำงานมา 11 ปี เริ่มต้นจากการที่มีกลุ่มนักธุรกิจที่คิดเรื่องเพื่อสังคม และเป็นลูกศิษย์คุณหมอประเวศ วะสี และ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มีการคิดกันว่าทำอย่างไรที่จะให้ผู้ใหญ่ 2 คนได้ทำงานร่วมกัน โดยให้หมอประเวศพูดเรื่องเศรษฐกิจมากขึ้น ดร.สมคิดพูดเรื่องชุมชนมากขึ้น จึงเป็นเรื่องเศรษฐกิจชุมชน หากเศรษฐกิจท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง เศรษฐกิจชุมชน SME หรือผู้ประกอบการรายย่อย จะทำให้ฐานเศรษฐกิจของประเทศมีความแข็งแรง
โดยใช้แนวคิดของหมอประเวศทำเรื่องเศรษฐกิจชุมชน หากมีพันธมิตร หรือบริษัทให้การสนับสนุน จึงเกิดเรื่องชุมชนต้นแบบ เกิด 1 ตำบลต้นแบบ เริ่มทดลองว่า หากชุมชนได้รับการสนับสนุนจากบริษัท จะสามารถยกระดับเศรษฐกิจชุมชนได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ? จะทำให้สร้างเศรษฐกิจชุมชนได้แข็งแรงมากน้อยแค่ไหน ?
กรณี ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน เป็นพื้นที่ที่ได้ปฏิบัติงานร่วมกัน เมื่อ 5-6 ปี มาแล้ว น่าจะได้มีการถอดบทเรียนว่าประสบความสำเร็จแค่ไหนอย่างไร หลักง่าย ๆ ของคุณหมอประเวศ คือไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ จนพัฒนามาในปัจจุบัน
“ช่วงปี 2554 มีการขับเคลื่อนให้มูลนิธิสัมมาชีพ ทำให้เกิดการขยายพื้นที่ทำงาน มีช่วงการทำ MOU 2 ช่วง เศรษฐกิจฐานราก ไทยเบฟ และ พอช.เป็นเจ้าภาพ และเป็นช่วงดร.สมคิด เข้าไปเป็นทีมรัฐบาล ทำให้เกิดความชัดเจนเรื่องศก.ฐานรากและขับเคลื่อนเป็นนโยบาย เมื่อครบรอบ 10 ปีได้ทำ MOU แนวคิดสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นการกระตุ้นว่า หากสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ สังคมที่มีความสุข หรือสังคมอุดมสุขจะเกิดขึ้น” นายผดุงศักดิ์กล่าว
ปีนี้เกิดเรื่องโควิด การทำงานชะลอตัว ภารกิจหลักที่เป็นบทบาท ทำ 3 เรื่อง คือ 1.ทำให้ชุมชนยืนหยัดด้วยตนเอง พยายามสร้างความเข้มแข็ง การที่ชุมชนพยายามสนับสนุนทุนจากที่ไหนต้องทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น 2.หากคนอื่นแข็งแรงต้องทำอะไร ? การสร้างกิจการ การประกอบการจะทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ เรื่องหลักสร้างกิจการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ผลิตสินค้าเข้าสู่ตลาดได้ และ 3.การทำงานร่วมหรือการสร้างภาคีเครือข่าย มูลนิธิสัมมาชีพเป็นมูลนิธิการกุศล ไม่มีงบประมาณจากรัฐ จะมาจากการบริจาค และได้รับการสนับสนุนจากภาคี
การสร้างกิจการให้แก่ชุมชน วันหนึ่งหากเราจะเข้าสู่การค้า การทำอาชีพ ต้องมีเป้าหมาย ชุมชนจะทำลักษณะเดิมไม่ได้ หากจะพัฒนาตนเองไปสู่บริษัท จะค้นพบเมื่อชุมชนทำงานไประยะหนึ่ง กรณีชุมชนต้องการขายข้าวไปต่างประเทศ จึงต้องมีบริษัทลูกเกิดขึ้น เมื่อเข้าสู่ตลาดที่แข็งแรงและเสมอภาค จะเกิดความมั่นคงยั่งยืนมากขึ้น สัมมาชีพ คือการมีการค้าที่เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบผู้อื่น อาจไม่ใช่องค์กรใหญ่ แต่ต้องรู้สิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองแค่ไหนเพียงใดและมีความสุขได้
“จากประสบการณ์ช่วงโควิด ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เข้าไปสำรวจ พบว่า กลุ่มที่ทำเรื่องอาหารปรับตัวได้ดีและดำเนินการไป การประกอบการเรื่องอื่นที่ไม่ใช่อาหารมีความลำบาก ช่วงถัดไป ชุมชนจึงควรเป็นคลังอาหารของประเทศของโลก การมีแนวทางในการสร้างเครื่องมือต้องมีความสำคัญ เช่น ชุมชนที่ผลิตอาหารได้ต้องสามารถจัดเก็บอาหารได้ยาวนานขึ้น หรือทำให้ชุมชนเป็นผู้บริโภคและผู้ผลิต จากโควิดจะเห็นว่าเมื่อเกิดปัญหาระบบตลาดส่งผลกระทบต่อชุมชนชัดเจน ชุมชนจึงควรเป็นทั้งผลิตและบริโภคด้วยเช่นกัน” นายผดุงศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย
โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับชุมชน

ผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวว่า ดีป้า คือหน่วยงานใหม่มาก ปีนี้ตั้งเป็นปีที่ 4 เป็นหน่วยงานที่เป็นกึ่งคล้ายๆ องค์การมหาชน ภารกิจหลัก 1.กำหนดนโยบายให้เกิดเศรษฐกิจสังคมดิติจตอล 2.พัฒนากำลังคนด้านดิจิทอล ตั้งแต่วัยเด็กและผู้ใหญ่ 3.ร่วมมือกับภาคเอกชนและบุคคลในการดำเนินการทำธุรกิจเทคโนโลยี 4.พัฒนาข้อกฎหมายดำเนินการให้เกิดเศรษฐกิจดิจิตอล 5.ส่งเสริมให้เกิดการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม รวมถึงชุมชน
“ดีป้ามีมาตรการการส่งเสริม start up ส่งเสริมอุตสาหกรรม SME และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในชุมชน ชุมชนรวมทั้งเมืองในชุมชน การส่งเสริมการพัฒนากำลังคน Smart City และส่งเสริมเกษตรกรให้ใช้เทคโนโลยี digital smart farm การแจกคูปอง ให้ซื้อเทคโนโลยี Software ในการประกอบธุริจ SME การจัดการน้ำในฟาร์ม มีการต่อยอดจากพื้นที่ ไทยเบฟ ดำเนินการ เช่น พื้นที่ตำบลบัวใหญ่ จังหวัดน่าน การใช้เทคโนโลยี IOT การจัดการน้ำอัตโนมัติ หรือโดรนเพื่อการเกษตร ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ฉีดพ่นยาฆ่าแมลง” ผู้แทนดีป้ากล่าว
ทั้งนี้หากชุมชนที่สนใจจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เขียนโครงการมาที่ดีป้า โดยมีเงื่อนไข คือ 1.ต้องเห็นความสำคัญการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการแก้ไขปัญหาของชุมชน 2.สมาชิกในกลุ่มมีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงนำเทคโนโลยีมาใช้ มีความพร้อมในการร่วมลงทุน 50% ในการลงทุน และขึ้นอยู่กับลักษณะโครงการที่ชุมชนเสนอมา 3.การบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน และหากชุมชนได้รับงบประมาณ จะมีการติดตามและจัดทำรายงานตามงวดงาน ตามการใช้งบประมาณของรัฐ
“เทคโนโลยีคือความเสี่ยง หากนำไปใช้แล้วชุมชนไม่มีความพร้อมอาจต้องทิ้งเทคโนโลยีก็เป็นได้”
การร่วมมือสร้างเศรษฐกิจฐานรากด้วยแผนธุรกิจเพื่อชุมชน

นายปฏิภาณ จุมผา รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ผ่านการปฏิบัติการจริง พอช.ตั้งมาในปี 2543 ตอนนี้เป็นเวลา 20 ปี สนับสนุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ขณะนี้มีเงิน 6,000 ล้านบาท มีสินเชื่อบ้านมั่นคง
พี่น้องทำเรื่องเศรษฐกิจฐานราก กับเศรษฐกิจชุมชน นอกจากการพัฒนา การประสานความร่วมมือ หรือเครือข่ายการพัฒนาในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เงินที่ลงไปประมาณ 1,200 ล้านบาท ท้ายที่สุดอาจไม่ถึงเป้าหมายอย่างที่คาดหวัง เราอยากเห็นเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนท้องถิ่น เปรียบเหมือนมนุษย์ หากขาดเส้นเลือดจะไปไม่ได้ เหมือนชุมชนหากขาดเส้นเลือดเศรษฐกิจก็ดำเนินไปลำบาก การเกิดเวทีแห่งนี้เป็นการสรุปบทเรียน 20 ปีที่ผ่านมา ท้ายที่สุดเรามีการไตร่ตรองปรึกษาหารือว่าเราจะเดินไปเช่นนี้หรือ ? เราพายเรือข้ามฝั่ง 100 คน ผ่านไป 2 คน มีหลายคนไม่ถึงฝั่ง !!
“ท้ายที่สุดเรามาพบ เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจฐานรากส่งผลต่อเศรษฐกิจมหาภาค และเป็นความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างแท้จริง เรามาเจอ CBMC โครงการนี้ผ่านการวิจัยจากการปฏิบัติของประชาชน ใช้เครื่องมือนี้มา 2 ปี เห็นว่านี่คือปลายอุโมงค์ นี่แหละคือเศรษฐกิจฐานราก เพราะฉะนั้นเวทีวันนี้ จึงเป็นเวทีที่สำคัญ ถือว่าเป็นเวทีประวัติศาสตร์ของ พอช. และพี่น้อง CBMC เราสรุปว่า นี่คือทางออกที่สำคัญ เครื่องมือที่สำคัญที่ พอช.จะสนับสนุนและเอื้ออำนวย แต่พี่น้องดำเนินการเพียงลำพังคงลำบาก จึงต้องมีภาคีสนับสนุนการทำงาน เศรษฐกิจฐานรากที่ประชาชนเป็นเจ้าของ พื้นที่เป็นตัวตั้ง และมีหน่วยงานเป็นผู้เอื้อ ใช้เศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะนำมาซึ่งสังคมและประเทศชาติมีความมั่งคั่งและเข้มแข็ง” รอง ผอ.พอช.กล่าว
รอง ผอ.พอช.กล่าวในตอนท้ายว่า เป้าหมายที่ทุกภาคีอยากเห็นชุมชนมีความเข้มแข็งจัดการตนเองได้ พอช.มีเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ 8 เรื่อง เชิงประเด็น 13 เรื่อง เราคิดว่าเศรษฐกิจฐานราก หากชุมชนวิเคราะห์ตนเองได้ จะสามารถจัดการตนเองได้ ชุมชนทำเรื่องแผนธุรกิจตำบล 608 ตำบล ปีนี้ต้องขับเคลื่อนอีก 500 ตำบล รวมทั้งการสร้างพื้นที่รูปธรรมให้เกิดขึ้น ที่สำคัญ คือ พลังองค์กรชุมชน พอช.เป็นกลไกของรัฐ เป็นเครื่องมือของประชาชน มีหน้าที่สนับสนุนพี่น้องให้ป็นแกนหลัก เชื่อมโยงพลังภาคีทางยุทธศาสตร์ เส้นทางการดำเนินการอาจไม่ง่าย ซึ่งต้องพิสูจน์ เราจะเป็นพลังร่วม เศรษฐกิจฐานรากจะไปเติมเต็มเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคงให้ได้
CBMC เครื่องมือการเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง

นางชมพูนุท วงศาโรจน์
นางชมพูนุท วงศาโรจน์ ตลาดน้ำบางน้อย ต.กระดังงา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ตลาดน้ำบางน้อยอาจไม่ค่อยมีคนรู้จัก ในช่วงวัยเด็กมีการใช้เรือเป็นพาหนะนับ 100 ลำ เมื่อสังคมเปลี่ยน การสัญจรเปลี่ยนเป็นทางถนน แกนนำคิดว่าควรส่งเสริมตลาดน้ำกลับมาเหมือนเดิม ตลาดน้ำบางน้อยไม่ได้มีรายได้มากหากเทียบกับตลาดอัมพวา ช่วงโควิด ตลาดยังคงมีอยู่ ตลาดเป็นพื้นที่ที่คนได้มาพูดคุย
เมื่อได้ทำโครงการเศรษฐกิจชุมชน จนได้เจอเครื่องมือ CBMC ตอนแรกไม่เข้าใจ ติดตามมาตลอด 6-7 ครั้ง จากนั้นตั้งทีมทำงาน 5 คน แบ่งบทบาทหน้าที่ และไปเรียนรู้ CBMC แผนพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาชุมชน คือเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ของสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลกระดังงา
“CBMC ไม่ใช่สร้างแค่ความสุข แต่มีความทุกข์ปะปนอยู่ เพราะเป็นเครื่องมือที่ต้องไปเปลี่ยนแนวคิดเดิม ๆ พื้นที่ตลาดบางน้อยส่วนใหญ่เป็นวัยเก๋า จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิด ตัวเราและทีมงานจึงได้เริ่มลงมือทำ เกิดการพัฒนาคน เปลี่ยนวิธีคิด ได้รู้จักกับหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ทำให้ได้แนวคิดจากหลายหน่วยงานมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน สิ่งที่ต้องการคือความสุข คนมาพบเจอ อยากทำภายใต้สิ่งที่เรามี” นางชมพูนุทกล่าว
เธอบอกเรื่องการวางแผนธุรกิจเพื่อชุมชนว่า ต้องทำปัจจัยการผลิตของเราให้เต็มกำลัง ต้องเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ เป็นชุมชนติดแม่น้ำแม่กลอง เป็นคนน่ารักอัธยาศัยไมตรีดี ต้องการคนที่มาแล้วอยากมา มีเงิน 100 บาทก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ เราพัฒนาคนให้คิดได้ คิดเป็น ใช้เครื่องมือเป็น เกิดทักษะในการใช้เครื่องมือ
สิ่งที่ทำเกิดความเป็นเจ้าของร่วมของความเป็นคนบางน้อย เมื่อมีโครงการนวัตวิถีของกรมการพัฒนาชุมชนเกิดขึ้น ทำให้เกิดทั้งทุกข์และสุขของชุมชน ก่อนหน้าเราพบว่า หากเรามีแผนที่ดี เราคิดว่าเราต้องทำได้ หวังว่านวัตวิถีต้องมาต่อยอดโครงการของเรา บทเรียนที่ได้คือการพัฒนา หากจะดำเนินการไปต่อหรือคิดเรื่องเงินนำจะเกิดความขัดแย้งแน่นอน หากเกิดการสร้างความเป็นเจ้าของ ต้องใช้ความอดทน มีถกเถียงกันบ้าง
เริ่มมีคนเข้ามาทำงาน ภาคีเริ่มเข้ามาร่วม บอกภาคีว่าเราขาดอะไรบ้าง ภาคีจะช่วยเราได้อย่างไร หากต้องระวังว่า หากภาคีจะสนับสนุนวิธีการ ช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมกับชุมชนต้องปฏิเสธบ้าง ความเป็นทีมมีความสำคัญเช่นกัน และต้องสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
การทำงานของทีม คือ ใช้การตั้งคำถาม เมื่อปฏิบัติงานต่าง ๆ เพื่อให้กรรมการเกิดการหารือร่วมกัน หลังจากมีแผน CBMC พบว่าเราไม่สามารถทำงานเองทั้งหมด
“บางน้อยเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ที่ทำงานโดยใช้ CBMC เป็นเครื่องมือ วันนี้ได้เห็นบทบาทของภาคีต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง สมาชิกชุมชนมีรายได้เพิ่ม หน่วยงานภาคีต่างๆ จะช่วยกระตุ้น เสริมพลังให้แก่ชุมชน ทั้งเรื่องความรู้และเทคโนโลยี ถือเป็นโอกาสดีที่ได้มาร่วมงานกับภาคีร่วมกับทุกท่าน” ผู้แทนตลาดน้ำบางน้อยกล่าวในตอนท้าย







