
ที่รัฐสภา / ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 30 คนได้รวมตัวกันยื่นรายชื่อผู้สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. … โดยมีนางกัลยทรรศน์ ติ้งหวัง จากเครือข่ายรังจังสตูล ในฐานะผู้ริเริ่ม เป็นผู้ส่งมอบรายชื่อผู้สนับสนุนจำนวน 12,299 คน พร้อมสำเนาบัตรประชาชนต่อนายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร
โดยร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวมีหลักการสำคัญคือ การส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาสังคมทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสรวมตัวกันทำงานในการแก้ปัญหา และพัฒนาสังคม ให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นในการตอบสนองต่อการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะเป็นการลดช่องว่างของการทำงานระหว่างรัฐกับประชาชน โดยนางนางกัลยทรรศน์ กล่าวว่า
“การที่มีประชาชนกว่าหมื่นคน เสนอให้มีกฎหมายฉบับนี้ นับเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน แม้ที่ผ่านมาจะมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. 2558 ดำเนินการอยู่ แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องอำนาจและขอบเขตการบังคับใช้ ทั้งยังไม่มีสำนักงาน ไม่มีงบประมาณ ไม่มีบุคลากรกำหนดไว้ แล้วยังไม่ตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทย ที่มุ่งส่งเสริมให้องค์กรภาคประชาสังคม เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ การมีกฎหมายเพื่อมุ่งส่งเสริม พัฒนาบุคลากรผู้ทำงาน หรือองค์กรทั้งในระดับพื้นที่และประเด็นงานจึงมีความจำเป็นโดยเฉพาะในช่วงเวลานี้”
นอกจากนี้ ตัวแทนกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมจากภูมิภาคต่าง ๆ ยังยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้หากมีการประกาศใช้ จะทำให้ประชาชนทุกคนในฐานะภาคประชาสังคม ได้มีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในกลไกการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง โดยนางกัลยทรรศน์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า
“กฎหมายนี้เป็นกฎหมายปฏิรูป แต่กลับมีความล่าช้า ยังไม่มีการผ่านคณะรัฐมนตรี สู่สภาเสียที ซึ่งเวลาล่วงเลยมา 2 ปีแล้ว ในการร่วมผลักดัน พวกเราในฐานะภาคประชาชนจึงรวมกันเข้าชื่อมาเสนอในวันนี้”
ด้าน นายเดช พุ่มคชา นักพัฒนาสังคมอาวุโส เน้นย้ำว่าพ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม นอกจากมีวัตถุประสงค์มุ่งส่งเสริมให้องค์กรภาคประชาสังคมมีจะมีส่วนช่วยพัฒนาประเทศแล้ว ยังเป็นการกำหนดแนวทางให้ภาคประชาสังคม เกิดการปฏิบัติงานอย่างมีธรรมาภิบาล สามารถพึ่งตนเองได้ และสามารถเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐในการดูแลสังคมให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืน
“ที่ผ่านมาเราจะเห็นการคัดค้านการดำเนินการขององค์กรต่าง ๆ มากมาย เช่น ภาคประชาสังคมบางกลุ่มโดนอีกกลุ่มมาโจมตีว่าทำงานไม่โปร่งใส ไร้จริยธรรม แต่ถ้ามีพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะไปช่วยลดแรงต้านตรงนั้น เพราะว่าภาคประชาชนมาออกแบบกฎหมายเพื่อคุ้มครอง ป้องกัน และควบคุมกันเอง ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจสอบกันเองได้ การทำงานต่าง ๆ ก็จะมีธรรมาภิบาล และมุ่งเน้นประโยชน์ไปที่การแก้ปัญหา และพัฒนาสังคมทั่วทุกภูมิภาค” นายเดช พุ่มคชากล่าวในท้ายที่สุด






