
บุรีรัมย์ / คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา นำโดย นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการลงทุนและเศรษฐกิจฐานราก และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ศึกษาดูงานและประชุมเชิงปฏิบัติการ ณ วัดบ้านโคกว่าน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายอำเภอนางรอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโสน มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโสน และกลุ่มองค์กรชุมชนต่างๆ เข้าร่วมงาน
ซึ่งในช่วงเช้าคณะกรรมาธิการฯ ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ณ ศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ โดยหารือ และแลกเปลี่ยนข้อมูลในประเด็น แผนการช่วยเหลือประชาชน ตามพระราชกำหนดฯ 4 แสนล้านบาท ของจังหวัดบุรีรัมย์ การดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนจากภาครัฐ รวมทั้งแนวทาง การป้องกันและการเตรียมการที่จังหวัดดำเนินการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ จากการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 และการดูแลกลุ่มฐานรากของจังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มใช้ผู้แรงงานถูกเลิกจ้าง ผู้ผลิตสินค้า ในส่วนของภาครัฐ มีมาตรการขับเคลื่อนในการช่วยเหลือดูแลอย่างไร

ถัดจากนั้น คณะอนุกรรมาธิการการลงทุนและเศรษฐกิจฐานราก ได้ลงพื้นที่เพื่อเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโสน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโสน ผู้แทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มองค์กรชุมชนต่างๆ ในหัวข้อ “ปัจจัยสู่ความสาเร็จของเศรษฐกิจฐานราก โดยพิจารณาจากนโยบายการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” โดยแบ่งการสนทนากลุ่ม (focus group) เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 กลุ่มเกษตรแปรรูป กลุ่มที่ 2 อุตสาหกรรม และกลุ่มที่ 3 ท่องเที่ยว เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในแต่ละประเด็น ประมวลรวบรวมจัดทำรายงานเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
อย่างไรก็ตาม ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วย 12 หมู่บ้าน ประชากรโดยส่วยใหญ่ประกอบอาชีพทำนา อาชีพรองลงมา คือการผลิตข้าวเม่าจำหน่าย จากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จึงเกิดการคิดนอกกรอบจนสามารถพลิกฟื้นจากข้าวธรรมดาที่ราคาขายอยู่ที่ 10 บาท มาแปรรูปเป็นข้าวเม่าดิบ สามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท และหากนำไปแปรรูปต่อ ราคาเป็นกิโลกรัมละ 400 บาท ช่วงแรกตลาดที่จำหน่ายคือคนในชุมชนเอง โดยแบ่งหน้าที่กันคือชาวนามีหน้าที่ปลูกข้าว และจำหน่ายข้าวในช่วงที่รวงข้าวยังเป็นข้าวน้ำนม ให้แก่กลุ่มที่เป็นผู้ผลิตข้าวเม่า ซึ่งเป็นคนในชุมชนที่มีเครื่องตำอยู่ที่บ้าน ประมาณ 60 ครัวเรือน

ข้าวเม่า สามารถทำได้จากทั้งเมล็ดข้าวเหนียวและเมล็ดข้าวเจ้า แต่ส่วนใหญ่มักจะทำจากเมล็ดข้าวเหนียวมากกว่าเนื่องจากข้าวเจ้านั้นแข็ง ทำให้ตำยาก เมล็ดข้าวจะไม่สวย อีกทั้งการทำข้าวเม่ายังเป็นการสืบสานภูมิปัญญาดั่งเดิม โดยเริ่มตั้งแต่ การปลูกข้าวเหนียว การคัดเลือกพันธุ์ข้าวเหนียวอ่อน การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวรวงข้าวเหนียวอ่อน การนำรวงข้าวเหนียวอ่อนที่เป็นลักษณะน้ำนม นำรวงมาตำเมล็ดออก ไปล้างน้ำ ไปคั่ว แยกเปลือก ต่อมาก็นำข้าวเม่าน้ำนมที่ได้จากการตำ บรรจุภัณฑ์ด้วยเครื่องสุญญากาศ ติดตราฉลาก เก็บรักษาด้วยความเย็น ขั้นตอนแต่ล่ะขั้นตอนเราทำอย่างประณีตและสะอาดถูกหลักอนามัย จนข้าวเม่าหนองโสนเป็นสินค้าโอท็อปขึ้นชื่อของอำเภอนางรอง







