
นายนันทพงศ์ นาคฤทธิ์ ผู้ประสานงานท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านถ้ำเสือ ตำบลอ่าวลึกใต้ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า เราขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2542 นำระบบ SE (Social Enterprise) ด้วยการนำหลัก “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน) มาประยุกต์ใช้พัฒนาชุมชนสู่การท่องเที่ยว เราคิดว่าเราระบบ SE นำมาใช้ในชุมชนเป็นหมู่บ้านแรกๆ ใช้หลักแบ่งปันให้สมาชิก ชุมชน สังคม ดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา
ปี 2552 เกิดความสำเร็จและก้าวสู่ “หมู่บ้านสะอาด ถนนสวย” ได้รับรางวัลชนะเลิศจังหวัดกระบี่ พัฒนาการเรื่อยมาในหลายอย่าง จนมาเป็น “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านถ้ำเสือ” ประมาณปี 2563 ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้การทำแผนธุรกิจเพื่อชุมชน และพบว่าทุกอย่างคือการทำธุรกิจ
“เดิมเคยเรียนรู้มาบ้างแล้วเมื่อประมาณปี 2559 แต่ตอนนั้นความคิดยังไม่เปลี่ยน ยังหวังพึ่งคนอื่นอยู่ แต่เมื่อได้เรียนรู้แผนธุรกิจเพื่อชุมชน CBMC อย่างจริงจัง แล้วนำกระบวนการทำแผนนำไปใช้ในการวิเคราะห์ชุมชน จนได้ สโลแกน ‘สร้างสุขให้คนข้างในชุมชนก่อน และค่อยให้คนในชุมชนส่งต่อความสุขให้กับผู้มาเยือน’ ที่ ททท. ให้การสนับสนุนในเวลาต่อมา และหน่วยงานอื่นๆ ก็ทยอยเข้ามา” นายนันทพงศ์กล่าว
นางธารทิพย์ ศิรินุพงศ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาชุมชน บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยเบฟเป็นภาคธุรกิจแล้วเข้ามาเกี่ยวข้องกับภาคชุมชนได้อย่างไร ? ที่เข้ามาได้ เพราะบริษัทมีนโยบายในเรื่องการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สร้างความสุขให้กับชุมชน เมื่อระดับนโยบายเปิดทางแบบนี้ จึงได้ร่วมมือกับภาคีในหลายภาคี
“เราทำงานด้านชุมชนเข้มแข็งมาก่อน โดยทำงานร่วมกับสภาองค์กรชุมชน ตอนนั้นเริ่มที่ จ. น่านกับแม่ฑิฆัมพร ประมาณเมื่อปี 2556 ซึ่งตอนนั้นทำก็ได้รับรู้ว่า เศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญของการดำรงชีวิต พี่น้องที่ทำเศรษฐกิจเราจะช่วยเขาเรื่องการตลาดได้หรือไม่ ? การพัฒนารูปแบบสินค้าได้หรือไม่ ? เราเรียนรู้ได้ว่า เราปฏิบัติไป เรียนรู้ไปพร้อมกับชุมชน และได้ประสบการณ์ว่า เราต้องเลือกชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองได้ก่อน เพื่อดึงให้เราเข้มแข็งไปด้วย เราจึงเริ่มต้นที่ชุมชนเข้มแข็งพอสมควร จึงจะทำให้ไทยเบฟเข้มแข็ง เราต้องเลือกชุมชนที่มีใจที่อยากจะทำร่วมกับเรา แล้วค่อยมาวางแผนการทำงานด้วยกัน มีใจ ไม่มีศักยภาพไม่เป็นไร เราพัฒนาได้” นางธารทิพย์กล่าว
นอกจากนั้น เราจะเลือกผู้นำที่เข้มแข็ง เพราะการมีผู้นำจะช่วยทำให้งานเดินหน้าได้ เพราะเราไม่ได้อยู่กับชุมชนตลอดเวลา แต่ผู้นำจะอยู่กับชุมชนตลอดเวลา และการเชื่อมโยงพันธมิตร เพราะเราไม่สามารถทำงานพัฒนาโดยลำพังได้ ถึงแม้ไทยเบฟจะมีเงิน เราก็ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ต้องมีส่วนร่วมกับชุมชน คือร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลปะรโยชน์ ซึ่งร่วมรับผลประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่เพียงแค่จิตอาสา แต่ต้องมีผลประโยชน์ร่วมกันด้วย ดังนั้น การจะมีการรับประโยชน์ร่วมกันชุมชนต้องมีกลุ่ม และกลุ่มต้องรับผลประโยชน์ร่วมกัน ที่อยู่บนพื้นฐานของความเอื้ออาทรต่อกันและกัน
ปัจจุบันเรายอมรับว่า เราโตมากับ พอช. ทำงานร่วมกันมา และเราก็ยังทำงานกับ พอช.ในหลายพื้นที่ รวมถึงการขับเคลื่อนบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัดด้วย
ตัวอย่างของชุมชนที่เราไปทำงาน เช่น บ้านวังน้ำที่กำแพงเพชร ที่ชุมชนเอื้อให้ไทยเบฟสามารถทำงานได้ เราก็เริ่มที่ต้องให้เขาเป็นกลุ่มก่อน มีแผนการทำงานร่วมกัน มีคนที่รับประโยชน์ต้องเป็นคนทั้งหมู่บ้าน และตำบล
บทเรียนหนึ่งเมื่อเวลาที่ลงไปทำงาน จะเห็นช่องว่าง คือ ชุมชนจะกลัวเรา กลัวว่าจะหลอกมั้ย ? จะเอาอะไรจากชุมชนไปมั้ย? ดังนั้น เราจึงต้องสร้างความจริงใจให้ชาวบ้านเห็น มีช่องทางการสื่อสาร การศึกษา กิจกรรมต่างๆ ที่ชุมชนทำ ไทยเบฟก็ร่วมทำด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่ด้วย เพื่อให้ช่องว่างแคบลง เพื่อก้าวไปสู่เรื่องอื่นๆ ต่อไป

นางฑิฆัมพร กองสอน อนาคตของการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนจะไปทางไหน ? ในฐานะที่เป็นคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก จะขับเคลื่อนอย่างไร ? เราจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน หรือเอกชน การจะทำอะไรจะต้องหนึ่ง ระเบิดมาจากข้างใน สอง เราต้องมีภาคีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมมือ คือ เมื่อระเบิดจากข้างในได้แล้ว ภายนอกจะเข้ามาเติมเอง ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะมีส่วนร่วมกัน รับประโยชน์ร่วมกัน
สิ่งที่เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนได้ทำนั้น หัวใจสำคัญ คือ การสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยเฉพาะในด้านความเข้มแข็งเศรษฐกิจ เพื่อให้ปากท้องอิ่ม แล้วส่งผลต่อเรื่องอื่นๆ ต่อไป จะเริ่มจากจุดไหนไปก็ได้ แต่สุดท้ายทุกคนในชุมชนต้องได้รับประโยชน์ร่วมกัน
“ที่ผ่านมา พอช. ยังขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจฐานรากไม่เข้มแข็งมากนัก แต่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา พอช.ได้เชื่อมโยงหน่วยงานเข้ามาทำงานด้วยมากขึ้น และนำเครื่องมือ แผนธุรกิจเพื่อชุมชน หรือ CBMC เข้ามาเป็นเครื่องในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เพื่อเติมให้กับองค์กรชุมชนปรับวิธีคิด เปลี่ยนวิธีการทำงาน เห็นช่องทางการตลาด เห็นจุดขาย ปี 2563 ตั้งเป้าดำเนินการ 500 ตำบล และสามารถดำเนินการได้กว่า 600 ตำบล” นางฑิฆัมพรกล่าว
นางฑิฆัมพรกล่าวต่อไปว่า แม้ว่าสถานการณ์ภายนอกจะเข้ามาอย่างไรก็ตาม ชุมชนก็ใช้เครื่องมือสื่อสารทางออนไลน์เรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งทำให้เราเห็นได้ว่า ข้อจำกัดมันมีทางออก ซึ่งจะขยายผลต่อไปอีก 500 ตำบลในปี 2564 เพื่อสร้าง CBMC เต็มพื้นที่ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่ดำเนินการ ขยับเป็นแผนธุรกิจเพื่อชุมชนในระดับตำบล และยกระดับต่อไประดับอำเภอ และจังหวัดต่อไปได้ เพื่อให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชุมชนทำได้
เครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
นายนันทพงศ์ นาคฤทธิ์ กล่าวว่า ถ้ำเสือใช้แผนธุรกิจเพื่อชุมชน หรือ CBMC ในการทำงานด้วยกระดาษแผ่นเดียว ถ้าสังเคราะห์ดีๆ จะเห็นความสำคัญของกระดาษแผ่นนี้ ซึ่งมันอัศจรรย์มาก จึงพูดได้ว่า CBMC คือ เครื่องมือใช้บริหารจัดการเศรษฐกิจของชุมชน ปลดปล่อยพลังของชุมชน และเครื่องมือเชื่อมโยงภาคีหนุนเสริม เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ เป็นธุรกิจที่มั่นคงข้ามพ้นจากความยากจนได้
“แต่ที่ผ่านมาเราแบมือขอ ต่อสายน้ำเกลือจากข้างนอก คือ เราต้องพึ่งตนเองก่อน มีทุนอยู่มากมาย อย่างถ้ำเสือเริ่มจากบ้าน วัด โรงเรียน เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และ SE ที่เป็นของต่างชาติ ได้เอาแนวคิดแนวทางต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ที่ในหลวงท่านตรัสว่า ให้นำรากเหง้าของชุมชน สังคม มาประยุกต์ใช้ ไม่ได้บอกว่าให้ลอก ให้เอามาใช้เลย แต่ต้องเอามาปรับใช้ ปรับเปลี่ยนความคิด ปลดปล่อยตัวเอง และมีความเข้าใจในเครื่องมือที่ตนเองใช้”
และต้องเข้าใจว่า มีแผนก็ใช่ว่าจะสำเร็จ ที่สำคัญคือผู้นำต้องก้าวข้ามผลประโยชน์ ไม่อย่างนั้นก็จะไปกินเลือดกินเนื้อกันเอง ดังนั้นจึงต้องมีระบบคิด มีทักษะ และมีการแบ่งปันกันและกัน เกิดการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบสินค้ากันเอง ซึ่งถ้าเราอ่านแผนดีๆ เราจะเห็นว่า ภายในชุมชนเราเองสามารถเอื้อวัตถุดิบในการผลิตได้เอง ไม่ต้องไปพึ่งพาภายนอก
“ดังนั้น คน ธรรมชาติ ทุน คือฐานการผลิตที่สำคัญในการพัฒนา และต้องมีความรู้ในการทำเรื่องนั้นๆ ของตนเอง และเราเป็นชุมชน มีชุดความรู้ของชุมชน ถ้าไม่ใช่ CBMC จะเป็นอะไร ถ้าเรารวยทั้งหมดก็ดีหมด แต่เราจนทั้งหมดล่ะก็จบทั้งหมดเช่นกัน ถ้าเราไม่พึ่งตนเอง และไม่แบ่งปันกัน”
เมื่อนำเครื่องมือ CBMC มาช่วย ก็ได้แบ่งการเรียนรู้อยู่สามระยะ คือ ระยะเติมความรู้ ระยะลงขับเคลื่อนลงมือทำ ระยะปฏิบัติการทำจริง ช้าๆ คือชุมชน ถ้าเร็วชุมชนทำไม่ได้ เพราะชุมชนคือเต่า แต่เป็นเต่าติดจรวด เต่าที่มีเครือข่าย เป็นเต่าที่มองหาคนช่วยอย่างถูกที่ ถูกทาง ถูกเวลา
นางฑิฆัมพร กองสอน กล่าวว่า เราจะทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง แข็งแรงอย่างไร ? แล้วจะเคลื่อนให้เต็มพื้นที่ได้อย่างไร ? ยังย้ำสิ่งเดิม คือ ต้องระเบิดจากภายในของตนเองก่อน ตราบใดที่พี่น้องอยู่ในบ่อแล้วรอให้คนมาดึงขึ้นโดยไม่ช่วยผลักตัวเองขึ้นมา ถ้าภายนอกเข้าไปก็พาลจะพากันลงบ่อไปด้วย ดังนั้นเครื่องมือที่เราใช้อยู่มันบอกได้เลยว่า เราสามารถอยู่ได้ไม่ว่าสถานการณ์โลก หรือสถานการณ์โรค ชุมชนทำทันทีไม่รอการช่วยเหลือ
ทิศทางที่จะเดินหน้าไปด้วยกัน พี่น้องเราเองที่เป็นผู้แทนของสภาฯ ที่มีอยู่กว่า 7 พันกว่าแห่ง เราจะช่วยกันอย่างไร ปี 2563 เราทำได้ 608 ตำบล ยังเหลืออีกตั้งมากมาย แล้วจะขยับไปพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างไร ซึ่งเข้าใจว่าตำบลที่เหลือ ที่สนใจ ที่แอบมองอยู่จะสามารถทำได้หรือไม่อย่างน้อยปีละ 500 ตำบล
“สำหรับจังหวัดน่านที่ได้เป็นพื้นที่นำร่องแรกๆ จึงมีข้อตกลงร่วมกันว่า สภาองค์กรชุมชนทุกสภา88 ตำบล ต้องเข้ามาเรียนรู้การจัดทำแผนธุรกิจเพื่อชุมชน เพราะตอนนี้เราคิดว่าเครื่องมือนี้ดีสำหรับชุมชน ช่วยชุมชนได้ โดยชวนภาคีเข้ามาร่วมทั้ง วชช. (วิชชาลัยชุมชน) และ มทร. (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง) เข้ามาสนับสนุนในเชิงวิชาการ ต่อยอดผลิตภัณฑ์ แล้วถ้าจะให้เต็มพื้นที่ การขับเคลื่อนในขั้นต่อๆ ไป ต้องอาศัยเครือข่ายในการเคลื่อน ขยายผลกันเองในพื้นที่โดยสภาองค์กรชุมชน” นางฑิฆัมพรกล่าว
เปิดเวทีเสนอความคิดเห็น : สภาองค์กรชุมชนตำบลกับการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง
พังงา : ได้ไอเดียหลายเรื่อง ไปเร็วไม่ได้ อย่างสภาฯ เราจัดตั้งสภาฯ โดยใช้ปริมาณนำก็จัดตั้งเต็มพื้นที่ ก็มีบ้างที่ยังไม่สำเร็จ ยิ่งพอมองเรื่องคุณภาพยิ่งละเอียดอ่อนมาก เพราะเป็นเรื่องความเชื่อมั่น เป็นเรื่องปากท้อง จึงยังไม่อยากให้ตั้งเป้าเชิงปริมาณมาก ตำบลไหนอยากเข้ามาค่อยเข้ามา อย่าปูพรม แต่ควรทำให้ชุมชนเข้าใจ อยากทำ แล้วคิดว่าการพัฒนาจะไม่ยาก
พิจิตร : ต้องใช้ความเป็นพี่เป็นน้องจากตำบลใกล้เคียง ไม่ใช่คู่แข่ง ให้ข้างล่างเป็นเครือข่ายเป็นพี่น้องกันเอง เพราะเรื่องเศรษฐกิจกับพี่น้องชุมชนมันเป็นเรื่องใหญ่มาก และเป็นเรื่องสำคัญที่พี่น้องทุกคนพร้อมที่ทำไปด้วยกัน
เลย : เราต้องมองที่ต้นทุนของเราก่อน อย่ามองที่เงินอย่างเดียว หรือ พอช. อย่างเดียว ภาคอีสานก็มีแผนการเคลื่อน 1,400 ตำบล โดยเน้นการถ่ายทอดให้รุ่นลูกหลานมาทำต่อ เพราะรุ่นปัจจุบันมันอยู่ไม่ถึง และที่สำคัญคือทำแล้วต้องไม่มีหนี้ ปลดหนี้ได้ อย่างที่ตำบลปลาบ่า มีหนี้ 12 ล้านบาท คนไม่กี่คน แต่เป็นหนี้หลักสิบล้าน ทำมาเรื่อยๆ จนมีรายได้เข้าชุมชน 200 กว่าล้านบาท หนี้ลดลงเหลือ 62 ล้านบาท พี่น้องในชุมชนก็มีความสุขขึ้น ดังนั้น พลังของชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญมาก จะให้หน่วยงานระดับบนต่อสู้อย่างเดียวก็ไม่สำเร็จ
สุราษฎร์ธานี : หลายตำบลเริ่มมองว่าทุนในชุมชนมีอะไร ถ้าจะเต็มพื้นที่ต้องกระตุ้นให้ชุมชนมองตนเองก่อน วางเป้า 70 ตำบลที่จะให้เรียนรู้เครื่องมือ CBMC
กระบี่ : ไม่อยากให้ติดเงื่อนไขเรื่องเวลา แต่อยากให้มองประโยชน์ที่ชุมชนจะได้เป็นตัวตั้ง ถ้าชุมชนขยายได้ การเต็มพื้นที่ไม่มีปัญหา ถ้าเราใช้งานพัฒนาที่มีอยู่มาเชื่อมโยงกับงานธุรกิจจะทำให้การขยายผลแบบเร็วขึ้น
พัทลุง : ติดตั้งแล้วต้องติดตามเสริมพลังด้วย ใช้ CBMC ไปเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆ ในชุมชนด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยต้องทำให้มีความมั่นคงทั้งที่อยู่ และอาชีพ มองว่ากระบวนการติดตั้งให้เต็มพื้นที่ไม่น่าห่วง แต่กระบวนการติดตามให้เคลื่อนได้ต้องออกแรงให้มากขึ้น ให้มีนักจัดกระบวนการเรียนรู้ CBMC ให้เต็มพื้นที่ ฝ่ายยุทธศาสตร์นโยบายช่วยกันดึง พื้นที่รูปธรรมช่วยกันดัน คณะทำงานเศรษฐกิจช่วยกันสนับสนุนจะไปได้









