ตามที่เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 133 (3) ที่กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้กับประธานรัฐสภาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา และขณะนี้อยู่ในระหว่างการสร้างความเข้าใจกับผู้แทนเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศก่อนที่จะเปิดให้ประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
ล่าสุดวันนี้ (30 มิถุนายน) ที่สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ห้องประชุม 701 อาคารสยามบรมราชกุมารี เครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคกรุงเทพปริมณฑลและตะวันออก ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจและความรับรู้เกี่ยวกับการเข้าชื่อเสนอร่างกฏหมาย เพื่อให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชุมชน พ.ศ…. เพื่อให้พี่น้องเครือข่ายภาคกรุงเทพฯ ทั้ง 13 จังหวัดนำไปสื่อสารถึงวัตถุประสงค์และประโยชน์ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อให้สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งร่วมลงชื่อเพื่อเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีผู้แทนเครือข่ายกองทุนสวัสดิการภาคกรุงเทพฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมประมาณ 40 คน

นายปาลิน ธำรงรัตนศิลป์ คณะผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายฯ
นายปาลิน ธำรงรัตนศิลป์ คณะผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายฯ กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดประชุมครั้งนี้ว่า เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับเครือข่ายระดับภาคและเครือข่ายระดับพื้นที่กรุงเทพปริมณฑลและตะวันออก และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน และรวบรวมรายชื่อเพื่อลงนามเสนอร่างกฏหมาย

ปัทมา สูบกำปัง นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า
ปัทมา สูบกำปัง นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การเข้าชื่อร่วมเสนอกฏหมายตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 133 (3) ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติตามหมวด 5 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด 5 โดยนำเสนอต่อรัฐสภา โดยทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าชื่อร่วมเสนอกฏหมายได้ จึงอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเข้าชื่อร่วมเสนอกฏหมายที่ว่าด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 นี้

นายแก้ว สังข์ชู ประธานผู้ริเริ่มเสนอกฏหมายฯ
นายแก้ว สังข์ชู ประธานผู้ริเริ่มเสนอกฏหมายฯ กล่าวว่า จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 20 ปี พวกเราได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนอย่างต่อเนื่อง จากกิจกรรมของชุมชนยกระดับเป็นนโยบายของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนโยบายของรัฐบาล ทิศทางของการปฏิรูปประเทศด้านสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม ที่สำคัญขบวนเครือข่ายสวัสดิการชุมชนยังคงมุ่งมั่น ก้าวไปข้างหน้า เพื่อให้เกิดการรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการจัดให้มีระบบสวัสดิการชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้เป็นจริง ขับเคลื่อนปฏิรูปด้านสังคม ลดความเหลื่อล้ำ นำไปสู่การปฏิบัติ และทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเข้มแข็ง มีคุณภาพ และได้รับรองสถานภาพทางกฏหมาย เป็นกลไกจัดสวัสดิการชุมชนทั้ง 5 ภาค
นายแก้วกล่าวต่อไปว่า การเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และได้เสนอต่อประธานรัฐสภาแล้ว ซึ่งประธานรัฐสภาได้พิจารณาแล้วว่าร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมระบบสวัสดิการชุมชน พ.ศ…. มีหลักการเป็นไปตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญที่มีรูปแบบ ตลอดจนสาระสำคัญเป็นไปตามรูปแบบการเสนอกฏหมาย
“ดังนั้นจึงขอเชิญชวน คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชน เครือข่ายสวัสดิการชุมชนทุกระดับ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาชน และพรรคการเมืองได้เผยแพร่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้ผู้เกี่ยวข้องได้ศึกษา ทำความเข้าใจ และร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะและสนับสนุนการขับเคลื่อนการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้” นายแก้วกล่าว

นายสิน สื่อสวน ที่ปรึกษาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ
นายสิน สื่อสวน ที่ปรึกษาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า แนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนให้มี พ.ร.บ. ส่งเสริมระบบสวัสดิการชุมชน อยากให้พลเมืองตื่นตัว ไม่ใช่ตื่นตัวเฉพาะการเสนอร่างกฏหมายฉบับนี้ แต่อยากให้พลเมืองเข้าใจถึงกฏหมายนี้ว่า จะทำให้การเป็นอยู่ของพวกเราดีขึ้น เพราะกฏหมายฉบับนี้ไม่ได้ออกแบบมาเฉพาะแค่พวกเรา แต่เป็นกฏหมายที่จะสนับสนุนทุกคนทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นความกล้าของประชาชนอย่างพวกเราที่ร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
“ที่จริงการเสนอ พ.ร.บ. ควรจะเป็นภารกิจของรัฐ สิ่งที่พวกเราทำคือเพื่อให้ประชาชนลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง อยากให้ทุกคนปลูกฝังเจตนารมณ์ในการที่เราจะมี พ.ร.บ.ฉบับนี้” นายสินกล่าว

ดร.มณเทียร สอดเนื่อง ที่ปรึกษาเครือข่ายภาคฯ
ดร.มณเทียร สอดเนื่อง ที่ปรึกษาเครือข่ายภาคฯ กล่าวว่า พวกเราเป็นกลุ่มแรกๆ ที่จะเสนอกฏหมาย เราจะเสนอกฏหมาย 3 ทาง คือ 1. การเสนอเข้าชื่อผ่านรัฐสภา 2.การเสนอผ่านกระทรวง พม. หรือการเสนอโดยรัฐบาล 3.เสนอผ่านผู้แทนราษฏรที่มีจำนวนไม่น้อยกว่า 25 คน โดยไม่เลือกพรรค เพื่อให้คนในพรรคเข้าใจถึง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิกาของชุมชน นี่คือกระบวนการที่เป็นที่มาของกฏหมายฉบับนี้ เราจะดำเนินการโดยไม่หยุด เพื่อให้กฏหมายฉบับนี้เกิดขึ้น
“ถ้าเราทำสำเร็จ ผมเชื่อว่ากฏหมายฉบับนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เหตุผลแรกเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความร่วมไม้ร่วมมือ เสริมสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก เพราะเมื่อมีกฏหมายมารองรับ จะทำให้ขบวนองค์กรชุมชนทำงานได้ดีขึ้น เช่น เรื่องรับงบประมาณ จากเดิมถ้าเราไม่มีกฏหมายรองรับ เราไม่สามารถรับงบประมาณโดยตรงจากรัฐบาลได้ ต้องผ่านหน่วยงานของรัฐ” ดร.มณเทียรกล่าว และว่า
นอกจากนี้ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะสร้างหลักประกันและความมั่นคงในชีวิตของชุมชน เพราะสวัสดิการครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย และยังเสริมการบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ เพระที่ผ่านมาเราจะถูกต่อต้านและไม่ถูกยอมรับ เพราะเราไม่มีกฏหมายรองรับ เพื่อสร้างความยั่งยืนและยาวนานให้กับระบบสวัสดิการชุมชน สร้างบทบาทของประชาชนและสร้างบทบาทพลเมือง ผลที่เกิดขึ้นจากกฏหมายฉบับนี้ จะทำให้กองทุนฯ ของเรามีกฏหมายรองรับ จะเกิดการยกระดับการทำงานของสวัสดิการชุมชนทั้งระบบ และเป็นตัววัดสำคัญว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนของเราจะยั่งยืนหรือไม่ และจะเกิดการเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานเอกชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นเราใช้โอกาสในการเคลื่อนกฏหมายนี้ เคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนของเราไปพร้อมกัน
ส่วนขั้นตอนการเสนอร่าง พ.ร.บ.นั้น ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรสวัสดิการชุมชนได้เสนอเรื่องเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภาแล้ว หลังจากนั้นสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบหลักฐานและเอกสารต่างๆ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ฯลฯ และล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานเลขาธิการสภาฯ มีหนังสือแจ้งมายังผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายเพื่อให้ดำเนินการรวบรวมรายชื่อให้ครบ 10,000 คน

ขณะที่เครือข่ายองค์กรสวัสดิการชุมชนจะจัดอบรมแกนนำเครือข่ายทั่วประเทศ ทั้ง 5 ภูมิภาค ประมาณ 300 คนในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเริ่มแห่งแรกในวันนี้ที่ภาคกรุงเทพปริมณฑลและตะวันออก หลังจากนั้นจะจัดให้ครบทั้ง 5 ภาค เพื่อให้ผู้เข้าอบรมกลับไปรณรงค์ ชี้แจง และสร้างความเข้าใจให้สมาชิกกองทุนฯ ทุกจังหวัดที่มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้เข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 12,000-15,000 คน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากนั้นจะรวบรวมรายชื่อ พร้อมทั้งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป







