
พอช./ สำนักสินเชื่อ-สำนักบ้านมั่นคงและที่ดิน พอช. จัดประชุมสำนักงาน 5 ภาคและเครือข่ายบ้านมั่นคงทั่วประเทศผ่าน VDO Conference หารือมาตรการพักชำระหนี้โครงการบ้านมั่นคงที่ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 เนื่องจากสมาชิกบ้านมั่นคงถูกเลิกจ้าง ปิดงาน ทำให้ขาดรายได้ หรือรายได้ลดน้อยลง พบเบื้องต้นเดือดร้อน 154 องค์กร รวม 8,234ครัวเรือน เสนอ พอช.พักหนี้อย่างน้อย 3-9 เดือน
จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ทำให้สมาชิกโครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศได้รับผลกระทบทางด้านอาชีพและรายได้ไปด้วย เนื่องจากมีการปิดสถานบริการ ห้างสรรพสินค้า ปิดการเดินทาง ฯลฯ ทำให้สมาชิกโครงการบ้านมั่นคงซึ่งส่วนใหญ่ทำงานรับจ้าง ถูกพักงาน เลิกจ้าง หรือมีรายได้ลดน้อยลง จึงมีข้อเสนอให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.พักชำระหนี้โครงการบ้านมั่นคง
โดยในวันนี้ (31 มีนาคม) ที่ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างสำนักสินเชื่อ สำนักบ้านมั่นคงและที่ดิน ผ่านการประชุมทางไกล หรือ VDO Conference ไปยังสำนักงาน 5 ภาค พอช. และเครือข่ายบ้านมั่นคงทั่วประเทศ

นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล ผู้อำนวยการภาค สำนักงานภาคกรุงเทพ ฯ ปริมณฑล และตะวันออกกล่าวว่า ผลการสำรวจข้อมูลชุมชนในโครงการบ้านมั่นคงในพื้นที่ทั้ง 5 ภูมิภาค เบื้องต้น 154 องค์กร 8,234ครัวเรือน พบว่า สมาชิกในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง รับเหมา ค้าขาย ธุรกิจส่วนตัว พนักงานบริษัท โรงงาน โรงแรม ซึ่งได้รับผลกระทบดังนี้
1.อาชีพรับจ้าง/ลูกจ้าง/ รับเหมา คนจ้างงานลดลง ไม่มีคนจ้างงาน รายได้ลดลง ไม่มีรายได้ 2.พนักงานบริษัท โรงงาน โรงแรม ถูกสั่งให้พักงาน ลดชั่วโมงการทำงาน รายได้ลดลง ไม่มีรายได้ 3.ธุรกิจส่วนตัว ร้านค้า ร้านอาหาร แม่ค้าในตลาด ห้างสรรพสินค้า ถูกสั่งให้ปิดร้าน ปิดห้างสรรพสินค้า ปิดตลาด ขายของไม่ได้ ลูกค้าน้อย ขายได้น้อย ไม่มีรายได้
4.อาชีพขับรถรับจ้าง /รับจ้างขับรถ ไม่มีผู้โดยสาร ผู้โดยสารลดลง เลิกขับรถชั่วคราว ไม่มีรายได้ รายได้ลดลง และ 5.อาชีพรับราชการ มีความกังวลในการเดินทางไปทำงาน รายได้เสริมลดลง มีรายจ่ายค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายประจำวัน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต สร้างความกังวล วิตกเรื่องกลัวติดเชื้อ กลัวตกงาน กังวลเรื่องรายจ่าย จิตใจห่อเหี่ยว รู้สึกท้อแท้

นางสาวเฉลิมศรีกล่าวต่อไปว่า จากปัญหาและผลกระทบดังกล่าว พอช. จึงได้เตรียมพักหนี้โครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศอย่างน้อย 3 – 9 เดือน และหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายจะขอให้พักชำระหนี้ต่อ 6-8 เดือน นอกจากนี้ยังได้เสนอปรับงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อจะนำงบประมาณลงไปสนับสนุนคนจนในเมืองที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เพื่อเชื่อมโยงคนอื่นมาร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
นอกจากนี้เครือข่ายบ้านมั่นคง และสำนักงานภาค พอช. ได้ร่วมกันเสนอแนวทางการพักหนี้เพื่อลดผลกระทบให้กับพี่น้องชาวชุมชนโครงการบ้านมั่นคง เช่น สำนักงานภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก เสนอให้ พอช.ตัดเงินต้นออกไปก่อน ส่วนเรื่องการเบิกจ่าย และการก่อสร้าง ก็มีความกังวลเพราะไม่สามารถลงพื้นที่เพื่อดำเนินการก่อสร้างได้ นอกจากนี้ยังเสนอให้ 3 เดือนแรกระหว่างการพักชำระหนี้งดคิดดอกเบี้ย และขอให้ พอช.ประกาศเป็นมาตรการเหมือนกัน และมีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารที่ชัดเจนตรงกัน

นายธนัช นฤพรพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า การพักชำระหนี้ของ พอช. หมายถึงการไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างการพักชำระหนี้ ซึ่งเคยใช้กรณีชุมชนประสบภัยพิบัติ การพักชำระหนี้ต้องให้ถึงสมาชิก สมาชิกจะต้องไม่ถูกคิดดอกเบี้ยด้วย ต้องมีการเสนอและสนอง พอช. ไม่สามารถดำเนินการอัตโนมัติได้ เนื่องจากเป็นเรื่องทางกฎหมายที่ต้องมีการเสนอจากลูกหนี้และสนองจากเจ้าหนี้ โดยจะต้องมีการยื่นคำขอเข้ามา โดยทำเอกสารคำขอส่งมาที่ พอช. และมีรายงานผลการประชุม มีข้อความระบุว่า “สหกรณ์จะมีการพักชำระหนี้ให้สมาชิกด้วย”
ทั้งนี้ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม จะมีการเสนอพิจารณาการขอปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยขอเวลาในการดำเนินการด้านต่างๆ นอกจากนี้สินเชื่อประเภทอื่น นอกจากสินเชื่อบ้านมั่นคงก็สามารถเสนอขอพักชำระหนี้ได้ โดยจะให้สำนักสินเชื่อส่งข้อแนะนำและขั้นตอน ประเด็นสำคัญในการขอพักชำระหนี้ เป็นเครื่องมือให้กับพี่น้อง

นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและที่ดิน ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า อยากให้มีการทำงานอย่างเป็นขบวนการ สำนักงานภาค เครือข่ายภาค จัดขบวนการให้ทุกเครือข่ายสามารถทำงานร่วมกัน และใช้การทำงานนี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิก และสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งขั้นตอนแรกต้องพักเรื่องชำระหนี้ก่อน ส่วนที่ไหนยังมีปัญหาค้างคา อยากให้ร่วมกันฟื้นฟู ช่วยกันจัดการกองทุนร่วมกัน ช่วงระหว่างการพักหนี้ต้องวางแผนให้เกิดการจ่ายคืนได้อย่างดี
“ต่อไปจะมีการหารือปรับงบประมาณโครงการบ้านมั่นคง จะต้องมีการสำรวจ วางแผน เพื่อให้ครอบคลุมโครงการจะทำให้เป็นงบประมาณขนาดใหญ่ พอช.อาจจะต้องหางบมาจำนวนมาก แต่ตอนนี้ที่มีการปรับงบประมาณไว้ประมาณ 60 ล้านบาท อาจจะมีเรื่องกิจกรรมการทำอาหารแจกคนในชุมชน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้เกิดรูปธรรมให้คนในชุมชนสามารถดำเนินการได้เลย แล้วค่อยดำเนินการในลำดับต่อไป งบประมาณนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่ แต่เป็นงบประมาณเบื้องต้นเพื่อให้เราใช้เพื่อต่อยอดต่อไป” นางสาวสมสุขกล่าว






