
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (สำนักงานภาคเหนือ) / ภายหลังจากประเทศไทยประสบปัญหาความวิกฤตหน้ากากอนามัยป้องกันโรคและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโลน่าหรือ โควิค -19 ให้แพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายของคนปกติทั่วไป และไม่ให้แพร่กระจายออกมาจากร่างกายผู้ป่วย กลับมาขาดตลาดประชาชนทั่วไปไม่สามารถหาซื้อตามร้านค้าทั่วไปได้ พ่อค้าแม่ค้ารายใหญ่กักตุนสินค้าไว้ขายออนไลน์โดยมีการโก่งราคาสูงลิบลิ่ว ซึ่งจากเดิมที่เคยขายทั่วไปในราคากล่องละ 50 – 90 บาทต่อหน้ากากอนามัย 50 ชิ้น ปัจจุบันถูกนำมาอัพราคาขึ้นอยู่ที่กล่องล่ะ 700 – 1,200 บาท เฉลี่ยชิ้นละ 15-20 บาท และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือมีกลุ่มมิจฉาชีพบางรายฉวยโอกาสใช้สถานการณ์ความวิกฤตินี้นำเอาหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วมาหลอกขายซ้ำ

ความต้องการหน้ากากอนามัยที่คนไทยทั้งประเทศเผชิญอยู่นี้ “หน้ากากผ้า” จึงกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งสำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นผู้ป่วยในการนำมาใช้ป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสร้าย ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% ก็ตาม แนวคิดนี้ได้ถูกนำมาพูดคุยกันอย่างแพร่หลายในสังคมรวมถึงในขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชน ที่ทำงานร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และพบว่าในชุมชนเองมีต้นทุนทางบุคลากร กลุ่มอาชีพช่างเย็บผ้าที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งมีความรู้ความสามารถในการตัดเย็บหน้ากากผ้าเพื่อใช้เองในชุมชน จึงมีการรณรงค์กันในเครือข่ายระดับภาคต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคเหนือ ทั้ง 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ และอุทัยธานี ได้ลุกขึ้นมาจัดทำหน้ากากผ้าสำหรับไว้ใช้เองในชุมชนและแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไปใช้โดยมีแผนการเย็บหน้ากากผ้าไว้ใช้เอง ได้มีการรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกเครือข่ายองค์กรชุมชน เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน และเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนในภาคเหนือซึ่งนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมาชุมชนมีแผนการอบรมและผลิตหน้ากากผ้าและเจลล้างมือเพื่อใช้เอง จำนวน 2,082,700 ชิ้น และมีแนวโน้มว่าจะมีการทำการผลิตหน้ากากผ้าเพื่อสู้ภัยร้ายไวรัสโควิค-19 เพิ่มขึ้นอีกจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง

นางสาวช่อเอื้อง ปันติ กองเลขาขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดน่าน กล่าวว่าหน้ากากผ้าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับคนในชุมชนเพราะจะทำให้คนในชุมชนเข้าถึงหน้ากากที่ใช้ในการป้องกันโรคได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้หน้ากากผ้าก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกหลายครั้งโดยการใช้แล้วซักใหม่ให้สะอาด ซึ่งจะช่วยลดปัญหาขยะจากการใช้หน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วทิ้ง และที่สำคัญอีกย่างหนึ่งก็คือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัส และการขาดแคลนหน้ากากอนามัยทำให้คนในชุมชนได้หันหน้าเข้าหากันมากขึ้น มีการพูดคุยกัน มองหาต้นทุนหรือสิ่งที่มีในชุมชนในการช่วยกันรับมือกับวิฤตภัยดังกล่าว กระบวนการเย็บหน้ากากผ้ายังช่วยให้คนได้มีความรักความสามัคคี มีความห่วงใยซึ่งกันและกันมากขึ้น


#เรื่องดีดีที่ชุมชน #20ปีพอชพลังองค์กรชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน #สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน






