3 กุมภาพันธ์ 63/อาคารรัฐสภา สำนักประสานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระทู้ถามที่ 024 เรื่อง กระทู้ถามเพื่อตอบในที่ประชุมวุฒิสภา เรื่อง ผลความคืบหน้าการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบลเกี่ยวกับการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน การแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน การจัดลำดับความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชน งบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน และการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

โดยนายอนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายต่อที่ประชุมว่า “สภาองค์กรชุมชน มีการเปิดเวทีกลางเพื่อให้ประชาชนมาร่วมกันกำหนดแนวทาง เสนอความเห็น จัดลำดับการพัฒนา และหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร สาธารณสุข ที่ดินทำกิน/ที่อยู่อาศัย และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาจากฐานราก ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และมีประชาชน เป็นต้น มีความเข้าใจถึงการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จึงขอนำเรียนถามท่านจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ถึงการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศว่า ปัจจุบันการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ มีผลความคืบหน้าไปมากน้อยเพียงใด และมีหน่วยงานใดที่ร่วมสนับสนุนแนวทางในการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง นอกจากนี้ในอนาคตภาครัฐมีนโยบายหรือแนวทางในการสนับสนุนการดำเนินการของสภาองค์กรชุมชนตำบลให้เต็มประสิทธิภาพมากกว่าเดิมขึ้นไปอย่างไรบ้าง

ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รายงานความคืบหน้าในการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศว่า นับตั้งแต่ที่ได้มีการก่อตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลมากว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมา ในปีแรก ปีงบประมาณ 2553 พอช. เป็นผู้รับผิดชอบงบประมาณในการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบล ถือเป็นองค์กรมหาชนที่เป็นประชาธิปไตยฐานรากอย่างแท้จริง เพราะว่ามาจากรากฐานของหมู่บ้านและตำบล นอกจากนั้นแล้วทุกคนที่มาเป็นสมาชิกโดยส่วนใหญ่สามารถใช้สิทธิบริหารงาน หรือตั้งวาระแก้ไขปัญหาท้องถิ่น ปัญหาชุมชนผ่านสภาองค์กรชุมชนตำบลได้ สิ่งที่เป็นจุดแข็งของสภาองค์กรชุมชน คือ ทุกคนที่เข้ามาทำหน้าที่มาจากการเลือกตั้ง จากชุมชน และจุดอ่อน คือ ทุกท่านเป็นอาสาสมัคร ซึ่งเมื่อเป็นอาสาสมัคร ต้องประกอบอาชีพอื่นๆ ที่ต้องดำเนินชีวิต ต้องทำมาหากิน ทำให้มีเวลาน้อยที่จะทำหน้าที่ในส่วนนี้ได้สมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม ปีงบประมาณ 2553 เป็นปีแรกที่ได้รับงบประมาณ จำนวนเงิน 175.6 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2554 ได้รับงบประมาณ 109 ล้านบาท และลดต่ำลงมาเรื่อยๆ จนในปี 2555 และในปีงบประมาณ 2559 ได้งบประมาณกลับคืนมา 110 ล้านบาท และหลังจากนั้นมาก็ลดลงมาเหลือ 97 ล้านบาทในปี 2561 และในปีงบประมาณ 2562 ได้เพียง 75 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2563 ได้เพียง 54 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่สำนักงบประมาณชี้แจงถึงการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนตำบลลดลง เนื่องจากมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนเกือบครบทุกพื้นที่แล้ว ซึ่งเป็นมิติมุมมองของสำนักงบประมาณ แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่สภาองค์กรชุมชนต้องการ คือ การพัฒนาความรู้ การพัฒนาทักษะใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ ฉะนั้น งบประมาณที่ได้รับเพียง 50 ล้านบาท ในปีนี้ก็จะดำเนินการจัดทำด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่อย่างไรก็ตามสำนักงาน กพร. ได้เร่งรัดให้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนเต็มพื้นที่ บัดนี้ได้มีการดำเนินการแล้วกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ และสาเหตุที่ทำได้เพียง 99 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าบางส่วนที่เป็นกฎหมายที่กำหนดว่าให้เป็นตำบล ในเขตเมืองต่างๆ ไม่มีตำบล มีแต่เทศบาล ก็จึงติดขัดข้อกฎหมายว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้น ท่ามกลางวิกฤติทางงบประมาณที่มีจำนวนจำกัด “เมื่อจะทำงาน อย่าหยิบยกเอาความขาดแคลนเป็นข้ออ้าง จงทำงานท่ามกลางความขาดแคลนให้บรรลุผล จงทำด้วยความตั้งใจและซื่อสัตย์” ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่9) อีกทั้งได้ประสานขับเคลื่อนงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิต และมหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่งในประเทศไทย
ต่อมา นายอนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายต่อที่ประชุมว่า ต้องมีการสื่อสารการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนสู่สาธารณะ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ และให้มีการส่งเสริมการพัฒนาสภาองค์กรชุมชน ภายใต้กรอบงบประมาณที่จำกัด รวมทั้งจัดทำงานวิจัยที่เน้นการพัฒนา โดยขับเคลื่อนตามร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง พ.ศ. … เพื่อปฏิรูปประเทศให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยให้สภาองค์กรชุมชนตำบลกว่า 7,000 กว่าตำบล รับงบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนตำบลละ 100,000 บาท เพื่อให้สภาองค์กรชุมชนได้พัฒนาและเติบโต ตามฐานรากประชาธิปไตยสู่การพัฒนา
ทั้งนี้นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รายงานเพิ่มเติมว่า พบความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนที่มีความคิดก้าวหน้า ก้าวทันกว่าระบบราชการ และมีการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนร่วมกับสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และสภาครอบครัว เป็นต้น






