เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา จากสถิติของเมืองที่มีปัญหามลภาวะทางอากาศในประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นอันดับต้นๆที่ประสบกับปัญหานี้ เนื่องจากเชียงใหม่เป็นพื้นที่การทำการเกษตรและมีชุมชนไม่น้อยที่อาศัยอยู่ในเขตป่า ในแต่ละปีในจังหวัดเชียงใหม่มีการเผาไร่ เผาใบไม้ ทำให้เกิดฝุ่นควันปกคลุม จึงเป็นที่มาของการรวมตัวขององค์กรต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 30 องค์กร ทั้งภาคประชาชน,ภาคเอกชน และภาควิชาการ รวมตัวกันในนามของ สภาลมหายใจเชียงใหม่ เพื่อขับเคลื่อนพื้นที่ปฏิบัติการ 30 ตำบล ใน 25 อำเภอ เพื่อจัดการ “โครงการชุมชน ดินน้ำป่า อากาศยั่งยืน” เพื่อลดปัญหาฝุ่นควัน

อนุเสาวรีย์สามกษัตริย์/ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2563 สภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่จัดมหกรรมรวมพลังเชียงใหม่ลมหายใจเดียวกัน “เชียงใหม่ฮ่วมใจ๋สู้ฝุ่น” เพื่อรณรงค์การสร้างพื้นที่อากาศปลอดภัย โดยมีนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี ณ ข่วงประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่
ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้สืบเนื่องจากภาคประชาชนและเครือข่ายภาคประชาชน โดยสภาลมหายใจเชียงใหม่ ได้มีความคิดเห็นร่วมกันในการจัดงานมหกรรมพลังเชียงใหม่ลมหายใจเดียวกัน ภายใต้แนวคิด “เชียงใหม่ ฮ่วมใจ๋สู้ฝุ่น” เพื่อรณรงค์การลดฝุ่นควันมลพิษทางอากาศ และช่วยกันเพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้ประชาชนในพื้นที่เขตเมืองและนอกเมือง โดยกิจกรรมประกอบด้วยการลดการใช้ยานยนต์ด้วยการมาปั่นจักรยานล่องกองแอ่วเมืองเพื่อลดฝุ่นควันในเขตเมืองเก่า ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่ชมสถานที่สำคัญๆ ทางประวัติศาสตร์ เมืองเก่าวัดและชุมชนเมืองประวิติศาสตร์แห่งล้านนาด้วยการปั่นจักรยาน
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้นำขบวนในการปั่นจักรยานร่วมกับพี่น้องประชาชน และได้มีการจัดขบวนแห่ผ้าป่าระดมทุน เพื่อส่งเสริมการลดฝุ่นควันของประชาชนในเขตเมืองและนอกเมือง ช่วยเพื่อนป้องกันและดับไฟป่า และช่วยกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมือง ซึ่งการระดมทุนในครั้งนี้มีประชาชน ภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการร่วมสนับสนุนกองทุนแล้วประมาณ 150,000 บาท โดยเงินทุนที่ได้มาในระยะแรกจะนำไปสนับสนุนกองทุนชุมชนในหลายอำเภอในการจัดการร่วมบริหารจัดการป่า เช่น การเพาะเห็ดป่า การจัดการวัชพืชอย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการป่าไม้และสิ่งแวดล้อม การทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุจากป่าเช่น ใบไม้ รวมทั้งการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่เสื่อมโทรม ภายใต้ความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการเผาซึ่งเป็นต้นตอของปัญหามลพิษทางอากาศให้ได้มากที่สุดด้วย

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ตัวแทนสภาลมหายใจและหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง บอกว่า “สภาลมหายใจเชียงใหม่เกิดจากการรวมตัวกันของพี่น้องสภาองค์กรชุมชน ภาคประชาชน ภาคเอกชน นักวิชาการกว่า 500 คน ซึ่งสาเหตุหลักๆก็คือการเผชิญหน้ากับปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นในทุกปี และในการประชุมครั้งนั้นได้มีข้อเสนอกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ให้มีการการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนชุมชนในการดูแลไฟป่า หมอกควันรวมถึงการผลิตพืชผลทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ในที่สุดก็มีข้อเสนอว่า น่าจะมีการจัดเป็นกองผ้าป่าขึ้น เพื่อความรวดเร็วในการแก้ปัญหาซึ่งเริ่มต้นจากปีนี้ (2563) ซึ่งเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อใช้การการสนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่นควัน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงการผลิตทั้งในระดับชุมชน รวมถึงพี่น้องบนดอยและในตัวเมือง รวมทั้งการจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อทำให้คนได้เกิดความรู้ความเข้าใจและเข้ามารวมพลังกันในการแก้ปัญหาฝุ่นควันที่เรากำลังเผชิญอยู่”

อุดม อินจันทร์ ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า “ ปัญหาที่มาของฝุ่นควันในภูมิภาคเหนือ เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เป็นวิกฤตที่สุดเมื่อ พ.ศ.2562 สภาวะทางอากาศเริ่มเป็นพิษ ผู้คนเริ่มมีปัญหาทางการหายใจเพิ่มขึ้น และลุกลามไปกระทบถึงสภาวะทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่วางแผนจะมาเที่ยวเชียงใหม่ ก็ทยอยพากันยกเลิก จึงเป็นที่มาของการลุกขึ้นมาพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังมากขึ้น โดยมีภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ นักวิชาการ นักพัฒนาชุมชน และผู้คนในเชียงใหม่ให้ความสำคัญและตระหนักในเรื่องนี้ โดยการดำเนินการในตอนแรกมีการดำเนินการผ่านสภาองค์กรชุมชนจำนวน 32 สภาฯ ใน 25 ตำบล การรรณรงค์ในช่วงแรกเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เพราะการที่จะให้ชาวบ้านใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่นควันมันไม่ใช่ส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต แต่มันคือเรื่องใหม่ที่ทุกคนต้องเรียนรู้กันใหม่ ในตอนแรกมีการรวมตัวกันหลวมๆและใช้ชื่อว่า “สภาลมหายใจ” อีกมิติหนึ่งของภูมิสภาพและบริบทพื้นที่ของเมืองเชียงใหม่ที่เป็นปัญหาอีกอย่างนึงคือ ปัญหาป่าไม้ที่อยู่ใกล้ชุมชน ป่าเต็งรัง ป่าเสื่อมโทรม หากเกิดไฟป่าหรือการเผาขึ้นมาครั้งนึงจะควบคุมยากมาก เพราะพื้นที่มันกว้างเกินไป เรื่องนี้มีนโยบายของภาครัฐมาเกี่ยวข้องด้วย เช่น มาตรการเรื่องการห้ามเผาระยะเวลา 10 วัน ซึ่งมันเป็นการควบคุมแบบเข้มข้นเกินไป ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี จะชิงเผาก่อนก็ไม่ได้ เราจึงมีข้อเสนอจากพื้นที่ว่า ถ้าหากว่าปัญหามันเกิดขึ้นแบบนี้จะมีวิธีการแก้ปัญหาหรือหาทางออกกันอย่างไร บริบทพื้นที่ของเชียงใหม่ไม่เหมือนกัน ทางทิศใต้แถวดอยเต่าใบไม้จะแห้งก่อน เพราะฉะนั้นต้องมีการชิงเผาก่อน ช่วงประมาณกลางเดือนมกราคม และทางโซนทิศเหนือใบไม้จะแห้งราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะใช้มาตราการเผาทีเดียวเลยก็ใช้ไม่ได้ทั้งหมด อย่างฤดูกาลเห็ดเผาะ ชาวบ้านต้องมีการเผาป่า เพื่อหาเห็ดเผาะ ซึ่งก็เป็นวิถีชีวิตเดิมที่ชาวบ้านก็ทำกันอยู่แล้ว ตัวเลขหลักๆในการสร้างรายได้ในการหาเห็ดเผาะของแต่ละครัวเรือนราว 5,000-6,000 ต่อรอบ อันนี้ก็ต้องหารือกันในครั้งต่อไป”

ขวัญภิรมย์ สุขศรี มูลนิธิอุ่นใจ กล่าวว่า “ก่อนที่จะเข้ามาร่วมกับสภาลมหายใจ ทางมูลนิธิได้ทำโครงการเกี่ยวกับเรื่องหมอกควันมาก่อน แล้ววันนึงทางซิตีไลฟ์เขาก็อาสามาเป็นตัวกลางที่ทำงานกับคนและชาวต่างชาติภายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้มาตระหนักถึงเรื่องลมหายใจ เรื่องของฝุ่นควันที่เกิดขึ้น และเราเองก็ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว เขาจึงเชิญเราเข้ามามีส่วนร่วม ในส่วนของการทำงานของเราตอนนี้คือเราต้องการปล่อยเรื่องของฝุ่นละอองจากการเผาให้มากที่สุด เราเลยเน้นไปในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมของเตา เราจะทำเผาอย่างไรให้เหมาะสมกับวัตถุดิบแต่ละชนิด เราก็พบว่าการเผาโดยใช้ความร้อนสูงๆจะทำให้ไม่เกิดฝุ่นควัน แล้วสิ่งที่เราจะได้หลังจากนั้นคืออะไร แล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไรกับคนในชุมชน สำหรับความคาดหวังในการเข้ามาร่วมกับสภาลมหายใจเป็นความคาดหวังระยะยาว เราหวังว่าคนในเชียงใหม่และคนรอบข้างจะส่งเสียงของผลกระทบที่เกิดจากปัญหานี้มากขึ้น เพื่อให้คนได้ตระหนักมากขึ้น สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก คนเชียงใหม่เริ่มเข้ามาเรียนรู้ แต่ความคาดหวังมากกว่านี้คือ ทำอย่างไรให้คนในสังคมออนไลน์เข้าใจและตระหนักในเรื่องนี้มากขึ้น เพื่อเป็นปากเสียงในการแก้ปัญหาต่อไป “เพราะเราอยากได้อากาศดีดีคืนมา”

ธนพงษ์ วังทอง จากกลุ่มเขียวสวยหอม บอกว่า เขียวสวยหอมทำเรื่องพันธ์ไม้สู้ฝุ่น 14 ชนิด ได้แก่ต้นเขียวหมื่นปี ต้นพูด่าง ต้นสาวน้อยปะแป้ง ฯลฯ ที่ปลูกง่ายๆและผ่านการวิจัยมาแล้วว่าสามารถฝุ่นละอองและฝุ่นควันได้ไม่ว่าจะเป็นในที่ร่มหรือในที่โล่งแจ้ง เขียวสวยหอมเป็นองค์กรหนึ่งที่ร่วมก่อตั้งสภาลมหายใจตั้งแต่แรก ซึ่งปัจจุบันกลุ่มเขียวสวยหอมทำหน้าที่หลักๆในการการประสานงานภาคีต่างๆของสภาลมหายใจ เพื่อจัดงานกิจกรรมต่างๆร่วมกัน ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เราคาดหวังเอาไว้ว่าจะเป็นการกระตุ้นและปลูกจิตสำนึกเรื่องปัญหาฝุ่นควันในเมืองและได้มีการระดมทุนเพื่อกระจายการทำงนในพื้นที่ชนบทที่ห่างออกไป และอยากจะส่งเสริมให้คนในเมืองเชียงใหม่ลดการใช้รถส่วนตัวและใช้บริการรถสาธารณะมากขึ้น เพื่อเป็นอีกทางออกนึงในการช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องฝุ่นควัน

ส่วนครูเบลล่า หรือคุณนลี อินทรนันท์ ซึ่งเป็นนักจิตอาสาและเป็นคนทำกิจกรรมหลักในครั้งนี้ บอกว่า ได้ทำงานร่วมกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ งานที่ครูรับผิดชอบในด้านภาคเมือง ซึ่งการแก้ปัญหาฝุ่นควันมันครอบคลุมไปหมดทั้ง 360 องศา และในส่วนของภาคชนบทเราก็พยายามที่จะออกไปพูดคุยทำความเข้าใจกับชาวบ้านเรื่องการปรับตัวและการทำการเกษตรแนวใหม่ที่สร้างความยั่งยืนแลไม่เป็นการสร้างมลพิษทางอากาศ ซึ่งครูเองก็ไม่ได้ถนัดทางด้านนั้นเท่าไหร่ เนื่องจากว่าตัวครูเองอาศัยอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่และเป็นคนที่ชอบปั่นจักรยานมาก ทำให้เราเห็นช่องทางว่าในเมืองเชียงใหม่เราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้โดยเริ่มต้นจากตัวเราเองเพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหามลพิษที่มันได้ถูกสร้างขึ้นจากตัวเราเอง
และการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเวทีเสวนาเรื่องปัญหาฝุ่นควันในเมืองเชียงใหม่ รวมถึงวิธีการรับมือและสร้างทางออกร่วมกัน







และล่าสุดสรุปผลจากการดำเนินงาน พื้นที่ทั้ง 28 ตำบลจาก 32 ตำบล ซึ่งยังไม่ได้ดำเนินการ 4 ตำบล
มีการดำเนินการต่อเนื่องทางสภาลมหายใจเชียงใหม่ ติดตามแผนรายละเอียดบูรณาการจากตำบล เพื่อยกระดับนำเสนอเป็นนโยบายสาธารณะต่อหน่วยงานระดับจังหวัด และการเชื่อมประสานความร่วมมือกับคนในเขตเมืองเพื่อจัดการปัญหาฝุ่นควันร่วมกัน
สรุปเบื้องต้น -ข้อเสนอทางนโยบาย
- ขอให้มีการสนับสนุนงบประมาณตำบลที่มีพื้นที่ติดป่าเพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันตั้งแต่การทำแนวกันไฟ ชิงเผา การลาดตระเวน การดับไฟ
1.1 การสนับสนุนงบประมาณรายตำบล
1.2 การประกาศภัยพิบัติระดับจังหวัดเพื่อเปิดโอกาสให้อปท.สามารถใช้งบกลางในการสนับสนุนชุมชน
1.3 การมอบอำนาจให้นายอำเภอประกาศเขตภัยพิบัติรายอำเภอเพราะภาวะวิกฤติภัยพิบัติต่างกัน
1.4 การออกคำสั่งโดยผู้ว่าราชการเพื่อให้อปท.ใช้เงินสนับสนุนชุมชนให้ร่วมจัดการปัญหาไฟป่าได้
- ผู้ว่าควรใช้งบกลางจังหวัดในการสนับสนุนชุมชนเพื่อการป้องกันฝุ่นควัน และให้มีการจัดสรรงบจากภาษีที่ธุรกิจท่องเที่ยวจ่ายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)
- ควรมีกองทุนเพื่อการดูแลนักผจญไฟป่า เมื่อได้รับอุบัติเหตุ เสียชีวิต
- การใช้ตัวชี้วัด เพื่อการสนับสนุนงบประมาณแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน ไม่ควรวัดจากจำนวน hot spot ที่มากได้งบมากแต่ควรเป็นพื้นที่ใดไม่เกิดไฟจะได้รับงบเพื่อจัดการต่อไปให้ดียิ่งขึ้น
- ไม่ควรมีการกำหนดช่วงเวลาการห้ามเผาเหมือนกันทั้งจังหวัด ให้อำนาจการบริหารจัดการเรื่องการชิงเผา อยู่ที่อำเภอ และ ไม่ใช่การกำหนดเวลาเดียวกันทั้งจังหวัด เพราะความแห้งของใบไม้ต่างกัน มีเครื่องมือ วิธีการจองการเผารายตำบล/มีเครื่องมือจองการเผา
- ผู้กำหนดนโยบายควรมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความเข้าใจเรื่องไฟ กับป่า เพราะป่าผลัดใบ มีการสะสมของใบไม้ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงจำนวนมาก
- การทำแปลงสาธิต เปรียบเทียบระหว่างแปลงจัดการป่าโดยไฟ /ไม่มีไฟ
- ข้อเสนอต่อ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
8.1 การสร้างห้องปลอดฝุ่นที่ศูนย์เด็กเล็ก และศูนย์พัฒนาดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในพื้นที่
8.2 การอบรมให้ความรู้เรื่องฝุ่นควัน/การทำหน้ากากผ้า /การทำห้องปลอดฝุ่น/การทำบ้านปลอดฝุ่น
8.3 กำหนดให้มีการสื่อสารเตือนภัยคุณภาพอากาศต่อเนื่อง






