
อุบลราชธานี/ 19 มกราคม 2563 มูลนิธิชุมชนไท เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี เทศบาลเมืองวารินชำราบ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถานฑูตแคนนาดา ร่วมจัดงาน บายศรีสู่ขวัญ ผู้ประสบภัยน้ำท่ววมคืนสู่ชุมชน เอิ้นขวัญ ฮ่วมแฮง ฮ่วมใจ สร้างวิถีชีวิตชุมชนใหม่รับมือภัยพิบัติ ณ โรงเรียนบ้านหาดสวนยา ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย สร้างวิถีชีวิตใหม่ที่เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครป้องกันภัยพิบัติ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการรับมือภัยพิบัติในอนาคต โดยมีนายธนาคม กองเพียร นายอำเภอวารินชำราบ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี
นายศราวุธ เผ่าภูรี ตัวแทนชุมชนผู้ประสบภัย กล่าวว่า ปีนี้น้ำมาแรง เกิดมาไม่เคยเจอ ช่วงวันที่ 30 สิงหาคม ถึงต้นเดือนกันยายน 2562 น้ำขึ้นวันละ 1 เมตร สูงสุด 2 เมตรกว่า ขึ้นเร็วและขึ้นแรง ทำให้เราเตรียมรับมือไม่ทัน และไม่มีการแจ้งเตือน ชุมชนมีการอพยพ 2 ครั้ง ตอนที่ออกไปไม่มีอะไร เบื้องต้นก็ได้รับการช่วยเหลือจากทางวัด สำหรับตนเองนั้นติดใจเรื่องการบริหารจัดการน้ำ เพราะมีการผันน้ำมาจากจังหวัดต่างๆ ที่ผันน้ำมาที่อุบลราชธานี น้ำท่วมปีนี้เป็นน้ำท่วมแม่น้ำสาขา ถือว่ายังดวงดีที่น้ำมูลยังไม่ลงมาเติม

พี่น้องต้องมีการช่วยเหลือตัวเองก่อน ซึ่งได้มีการทำแพเพื่อรับมือ ลดความสูญเสีย และต้องมีการเตรียมเรือ ซึ่งต้องมีการใช้เรือใหญ่เพราะน้ำมูลแรง ไว้ใช้สำหรับขนของและอพยพผู้คน และไว้เฝ้าระวังเพื่อเฝ้าของซึ่งที่ผ่านมามีการลักขโมย ในส่วนเรื่องไฟฟ้าที่มีการตัด ที่ผ่านมาชาวบ้านใช้แบตเตอรี่ ซึ่งต่อไปจะมีการใช้โซล่าห์เซลแทน นอกจากนั้นจะมีการเตรียมอาสาสมัคร มีการซ้อม เตรียมยารักษาโรค ซึ่งปีที่ผ่านมาชาวบ้านมีความประมาททำให้เกิดความเสียหายมาก และต้องการให้มีการเน้นในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ น่าจะมีการลดความเสียหายได้มาก
นางจำปี มรดก ชุมชนเกตุแก้ว เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกจะเป็นศูนย์อพยพของพี่น้อง ปีนี้ทำให้ชุมชนไม่ได้เตรียมการรับมือ ทำให้น้ำท่วม และได้รับความเสียหายมาก เราไม่มีประสบการณ์น้ำท่วมมานาน หลังจากที่อพยพขึ้นมาอยู่ข้างบน เลยไม่ได้มีการเตรียมตัว แต่มีการเตรียมการเรื่องไฟไหม้ ภัยอื่นๆ ซึ่งขาดประสบการณ์เรื่องการขนย้าย ได้บทเรียนว่าต้องมีการศึกษาข้อมูล ทำข้อมูลเรื่องน้ำ ตอนที่ประสบภัยนั้นเรือก็ไม่มี มีเรือทหารเพียงลำเดียวที่จะมาอพยพคน 53 ครอบครัว เราเป็นเครือข่าย คปสม. เราก็ประสานช่วยกัน

ชุมชนทุกชุมชนต้องเตรียมเรือของชุมชน มีอาสาสมัคร มีข้อมูล มีการสื่อสาร จะได้มีการเตรียมเรือ ช่วยเหลือกันเองได้ ซึ่งตอนนี้มีการเตรียมเรือไว้แล้ว 5 ลำ และมีอาสาสมัครพร้อมรับมือ ซึ่งอยากให้หน่วยงานสนับสนุนให้พี่น้องมีเรือ ช่วยให้พี่น้องมีความเข้มแข็งสามารถอยู่กับน้ำ อยู่ในชุมชนได้ และไม่ต้องการอพยพไปไกลบ้าน
ว่าที่ร้อยตรีมนต์สง่า ลีลาศง่างาม รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันภัยและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ปีนี้สถานการณ์น้ำท่วมหนักที่อุบลราชธานี เกิดผลกระทบกับชาวบ้านจำนวนมาก ซึ่งปีนี้ชาวบ้านเข้าถึงข้อมูลการแจ้งเตือน แต่ก็ยังคิดว่าสามารถอยู่ได้ ซึ่งในการรับมือต่อไป จะมีการนำข้อมูลมือถือของชาวบ้านเพื่อการแจ้งเตือนให้เข้าถึงข้อมูล และสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือ การรับถุงยังชีพอย่างทั่วถึง ปีนี้โซเชียลแรง คนได้รับข้อมูล โดยเฉพาะในเฟสบุ๊ค ทำให้คนเห็นความเดือดร้อน และมีการแชร์ต่อ นับว่าเป็นทั้งผลดีและผลเสีย ซึ่งมีการเติมต่อในทางลบ ปีนี้คิดว่า ในอีสาน 17 จังหวัดน้ำมาลงที่จังหวัดอุบลฯ ซึ่งต้องดูจากพายุจะเข้าหรือไม่ น้ำโขงจะหนุนหรือไม่ ในส่วนของจังหวัดจะนำสมาร์ทโฟนมาใช้ประโยชน์ตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดในเรื่องสมาร์ทซิตี้

นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ให้กำลังใจพี่น้องที่มีความรักสามัคคี ปัญหาภัยพิบัติเป็นปัญหาระดับโลก เนื่องจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารบนความรู้เดิม เส้นทางน้ำมีการเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งเป็นบทเรียนการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ที่ต้องมีความรววดเร็วมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการดำรงตนของชุมชน มีการรวมตัวกัน หาที่พักที่ปลอดภัย ดูแลทรัพยสินบ้านเรือน ชุมชนต้องมีแผนการรับมือในอนาคต ใช้โอกาสปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสที่จะสร้างทางเลือกใหม่ๆ ในทุกมิติ และชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง เรื่องภัยพิบัติ เราต้องให้ชุมชนรับรู้ข้อมูล วางแผนระยะเผชิญเหตุ และส่วนราชการเข้ามาหนุนเสริม

นายไมตรี จงไกรจักร ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า เรื่องภัยพิบัติ เป็นเรื่องสำคัญมาก มูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับ พอช.ทำงานเรื่องภัยพิบัติกันมาตั้งแต่ สึนามิ และนำบทเรียนไปปรับใช้ในพื้นที่ต่างๆ แม้ระบบการจัดการภัยพิบัติของไทยจะอยู่ท้ายๆ ของโลก แต่การฟื้นฟูภัยพิบัติของประเทศไทยดีมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จากการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ ซึ่งโดยรวมเราดีกว่าหลายๆ ประเทศ การจัดการภัยพิบัติ เรากลายเป็นโมเดล 1 ใน 3 ของโลก ที่ให้ชุมชนเป็นหลักในการจัดการรับมือภัยพิบัติ เป็นบทเรียนที่เราได้สรุป เพราะการรับมืออย่าไปหวังพึ่งราชการ หรือหน่วยงาน แต่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการพึ่งตนเอง แต่ชุมชนต้องคิดว่าทำอย่างไรมาให้หน่วยงานๆ มาสนับสนุน
ที่ผ่านมาเราหวังให้หน่วยงานมาบอกแจ้งเตือนเราให้อพยพ เรื่องน้ำต้องมีการให้ข้อมูลกับศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ได้ให้ข้อมูลจึงไม่มีการแจ้งเตือน เราจะสื่อสารเพื่อการเตือนภัยประชาชนอย่างไร เราต้องมีเครือข่ายในการสื่อสารเตือนภัย ประชาชนจะอยู่รอดอย่างไร ต้องมีการเตรียมพร้อมชุมชนให้พร้อมรับมือ จะรอการช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐอย่างที่ผ่านมาไม่ได้ ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมารับมือจัดการ อย่างเช่น เริ่มมีการต่อเรือจากลำแรกขณะนี้มีจำนวน 12 ลำ และเราจะทำอย่างไรให้นโยบายของรัฐบาลมีการใช้งบประมาณในเรื่องการรับมือภัยพิบัติโดยชุมชน จากการศึกษาโมเดลที่ชุมชนต่างๆ ได้ดำเนินการมา เพื่อเป็นทางเลือกและทางรอดจากภัยพิบัติ

อย่างไรก็ตามการจัดงานในช่วงเช้าได้มีกิจกรรมการทำบุญตักบาตรบริเวณหน้าโรงเรียนหาดสวนยา และการจัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมสาธิตการต่อเรือ การฝึกการซ้อมอพยพในภาวะภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่โฉนดชุมชน 3 ชุมชนหาดสวนสุข การเสวนาทางเลือกทางรอดภัยพิบัติ การระดมจัดทำแผนการรับมือภัยพิบัติโดยชุมชน การบายศรีสู่ขวัญผู้ประสบภัยน้ำท่วมคืนสู่ชุมชน และกิจกรรมทางวัฒนธรรมในช่วงค่ำ


รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน เจ้าหน้าสื่อสารสารการพัฒนา สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รายงาน






