ตำบลทุ่งโพธิ์อยู่ในเขตอำเภอกบินทร์บุรี เมื่อปี พ.ศ. 2517 อำเภอกบินทร์บุรีได้แบ่งพื้นที่เพิ่ม คือ กิ่งอำเภอนาดี และตำบลทุ่งโพธิ์จึงอยู่ในเขตการปกครองของกิ่งอำเภอนาดีด้วย ซึ่งต่อมาทางราชการเห็นว่าตำบลทุ่งโพธิ์มีพื้นที่กว้างเกินไป และยากแก่การปกครองให้ทั่วถึง จึงแบ่งพื้นที่ออกจากตำบลทุ่งโพธิ์อีกเป็น 2 ตำบล ในปี 2522 คือ ต.บุพราหมณ์ และ ต.แก่งดินสอ ในปี พ.ศ.2524 กิ่งอำเภอนาดีก็ยกฐานะเป็นอำเภอ ต.ทุ่งโพธิ์จึงขึ้นตรงกับเขตการปกครองของอำเภอนาดีจนปัจจุบัน ต.ทุ่งโพธิ์นั้น มีพื้นที่ของตำบล 45,640 ไร่ โดย 27,290 ไร่ เป็นพื้นที่การทำเกษตร และนอกนั้นเป็นพื้นที่ในการประกอบธุรกิจ และที่อยู่อาศัย ซึ่งตำบลท่งโพธิ์ประไปด้วย 5 หมู่บ้าน 1,817 หลังคาเรือน จำนวนประชากรกว่า 4,560 คน
“สถาบันการเงินชุมชนตำบลทุ่งโพธิ์” จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552 มีสมาชิกร่วมการก่อตั้ง 65 คน โดยมีเงินทุนแรกตั้ง 64,715 บาท ซึ่งเกิดจากแนวคิด และการแก้ปัญหาของการจัดการทุนในชุมชน ของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทุ่งโพธิ์ และกองทุนหมู่บ้านนิคมสหกรณ์ หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งโพธิ์ ที่เห็นปัญหาหนี้สิน และการบริหารจัดการทุนในชุมชนที่ไม่สามารถรองรับคนในตำบลได้อย่างทั่วถึง ทำให้กลุ่มสมาชิกผู้ก่อตั้งนั้น ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ทางด้านการเงินของชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนการก่อตั้งจาก กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทุ่งโพธิ์ เป็นจำนวนเงินกว่า 300,000 บาท และทางองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งโพธิ์ ได้มอบอาคารด้านหน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งโพธิ์ เป็นที่ทำการของสถาบันการเงินชุมชนอีกด้วย จนกระทั่งปัจจุบัน สถาบันการเงินชุมชนมีสมาชิกกว่า 2,600 กับอีก 8 กลุ่มองค์กรชุมชน มีเงินหมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาท
องค์กรการเงินในชุมชน แก้จนอย่างยั่งยืน
เป้าหมายที่สำคัญที่สุดที่ คุณไชยยศ โนจิตต์ รองประธานสถาบันการเงินชุมชน และผู้ประสานงานของสถาบันการเงินชุมชนฯ ได้กล่าวว่า “การที่คณะแกนนำได้ก่อตั้งสถาบันการเงินมานั้น ไม่ใช่เป็นเพียงที่ยึดเหนี่ยวทางด้านการเงินให้แก่คนในชุมชนเท่านั้น เรายังมีเป้าหมายที่จะทำการปลดหนี้สิน ทั้งนอกและในระบบให้แก่คนในชุมชน ทั้งยังต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่คนในชุมชนให้ดีขึ้น มีอาชีพที่มั่นคง กินอยู่มีสุขในชุมชน โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยอื่นๆ จากต่างพื้นที่ที่อาจส่งผล และความเสี่ยงในด้านลบให้แก่คนในชุมชนได้” ดังคำขวัญที่ว่า “องค์กรการเงินในชุมชน แก้จนอย่างยั่งยืน” หรือที่พูดได้ว่า “การไม่เป็นหนี้ คือสิ่งดีในชีวิต ”
ไชยยศ โนจิตต์ รองประธานสถาบันการเงินชุมชน
กลยุทธ์สำคัญของสถาบันการเงินชุมชนตำบลทุ่งโพธิ์นั้น คือ ความพิถีพิถันในการเลือก คัดสรร ผู้ที่จะเข้ามาเป็นคณะทำงานในการบริหารจัดการ งานระบบทางการเงิน เพื่อการพิจารณาเงินกู้ที่มีประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใส มีความเชื่อมั่น ให้เกิดความยั่งยืน ไม่เว้นแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยที่มีการปฏิบัติต่อสมาชิก และชุมชน
คณะกรรมการ เมื่อมีการกำหนดวันประชุมของสถาบันการเงินชุมชน ในการเลือกคณะกรรมการ ในการประชุมนั้นจะประกอบด้วยคณะกรรมการ พร้อมทั้งสมาชิกทุกคน เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการร่วมบริหารงานในสถาบันการเงินชุมชน โดยทางสถาบันฯ จะเสนอบุคคลในชุมชน ที่มีฐานะทางการเงินที่ดี มีชื่อเสียงที่เป็นด้านที่ดี และรวมไปถึงประสบการณ์ต่างๆ วุฒิภาวะของการเป็นผู้นำ การทำงาน เป็นผู้นำและเป็นคณะกรรมการ ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องมีทัศนคติ ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่มีฐานะต่ำกว่า ให้มีฐานะที่ดีขึ้น และต้องเป็นคนที่เป็นที่ยอมรับของสมาชิกทุกคนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อการทำงานที่ครอบคลุม และทั่วถึงนั้น ทางสถาบันการเงินได้มีการแบ่งกลุ่มช่วยเหลือ เป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับสภาพของสถานะที่มีต่อสถาบันฯ
1) กลุ่มสมาชิกสวัสดิการ คือ สมาชิกที่มีการออมเงินกันทางสถาบันฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลประโยชน์ทางสวัสดิการเมื่อมีอายุที่สูงขึ้น หรือเกิดเหตุสุดวิสัย ซึ่งจะมีระเบียบ และได้รับการช่วยเหลือจากทางสถาบันฯดังต่อไปนี้
1.1) การสมัครสมาชิกนั้น ต้องมีอายุตั้งแต่แรกเกิดและไม่เกิน 65 ปี หากอายุ 65 ปีขึ้นไปนั้น เราจะรับสมัครในจำนวนจำกัด แต่ต้องยอมรับว่า สิทธิ์สวัสดิการก็จะได้ไม่เท่ากับ สมาชิกที่มีอายุตามกำหนด
1.2) สมาชิกจะต้องทำการออมเงินกับสถาบัน วันละ 1 บาท ไม่ขาด และไม่เกินต่อคน เพื่อไม่มีการเหลื่อมล้ำ เมื่อรับสิทธิ์ในการช่วยเหลือจากสถาบันฯ หรือต้องการให้สมาชิกมีความเท่าเทียมกันในทุกๆคน
1.3) หากสมาชิกที่เป็นผู้หญิง มีการคลอดบุตร จะได้รับเงินชดเชยจากสถาบัน เป็นจำนวน 100 บาทต่อคืน แต่จะจ่ายไม่เกิน 10 คืนเท่านั้น โดยมีการดูแลเรื่องอุปกรณ์การเลี้ยงดูทารกเป็นมูลค่า กว่า 500-1,000 บาท (เครื่องมืออุปกรณ์ที่สถาบันดูแลนั้น มูลค่าจะขึ้นจากการพิจารณาเกี่ยวกับ ฐานะทางครอบครัวเป็นหลัก)
1.4) สมาชิกที่อายุเกิน 65 ปี และเป็นสมาชิกกับทางสถาบันก่อนอายุ 65 ปีนั้น จะได้รับสิทธิ์พิเศษคือ ไม่ต้องมีการออมเงินเข้าสถาบันอีกต่อไป จนกว่าจะเสียชีวิต แต่ยังคงสถานะเป็นสมาชิก และได้รับสวัสดิการเช่นเดิม
1.5) เมื่อสมาชิกเกิดการล้มป่วย ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ทางสถาบันจะจ่ายค่าชดเชยให้คืนละ 100 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 วัน พร้อมทั้งยังมอบค่าเดินทางให้แก่ผู้รับส่ง และผู้ป่วยเองด้วย ครั้งละ 100 บาท
1.6) เมื่อสมาชิกเสียชีวิต (ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม) จะจ่ายเงินชดเชยให้ 15,000 บาทต่อคน
2) สมาชิกตามกลุ่มอาชีพ สมาชิกผู้ที่มีการจัดตั้งกลุ่มการทำงานขึ้นเพื่อชุมชน หรือตอบสนองความต้องการของกลุ่ม โดยจะต้องมีการออกเงินทุนเองก่อน และเมื่อเสร็จงานถึงจะสามารถทำเรื่องเบิกจ่ายกับทางภาครัฐที่กลุ่มได้ ดังนั้น ทำให้สมาชิกในกลุ่มนอกต้องพึ่งการกู้หนี้ยืมสิน จากองค์กรการเงิน ทั้งนอกและในระบบ ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูง ทำให้กลุ่มต่างๆ นั้น เกิดสภาวะขาดทุน และมีเนื้องานที่ไม่ค่อยสมบูรณ์เนื่องจาก สภาวะการเงินไม่มีความเสถียร สถาบันการเงินจึงให้สมาชิกกลุ่มนี้กู้ยืมเงินเป็นทุนหมุนเวียนลดภาระอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม
2.1) ตัวแทน หรือคณะกรรมการของแต่ละกลุ่ม ที่มีกว่า 8 กลุ่มที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับทางสถาบันฯ จะต้องนำหลักฐานในการจัดตั้งกลุ่มขึ้น มาเป็นหลักฐานพร้อมหลักฐานการทำโครงการของกลุ่มตนเอง มายื่นขอคำร้องการกู้เงินเพื่อการทำงานของกลุ่ม กับทางสถาบัน โดยทางสถาบันฯ จะคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อครั้งที่มีการกู้ยืมเงิน
2.2) ผลกำไรที่ได้จากการปล่อยกู้ในกลุ่มนี้ จะนำเข้าสู่กองทุนหลักของสถาบันเพื่อการกระจายความช่วยเหลือ ต่อผู้เดือดร้อนท่านอื่นต่อไป
3) สมาชิกเพื่อที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย เนื่องจากเป็นระยะเริ่มต้นการช่วยเหลือ จึงต้องมีการพิจารณาจากคณะกรรมการอย่างถี่ถ้วน เพื่อมิให้เกิดการผิดพลาดซึ่งอาจมีผลต่อการขาดทุนของสถาบัน การจัดตั้งสมาชิกในกลุ่มนี้ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหา การจำนำ จำนองที่ดินทำกิน และที่พักอาศัย กับองค์กรการเงินต่างๆ และเกิดสภาวะชำระคืนได้แค่ดอกเบี้ย ไม่เงินพอที่จะสามารถปลดหนี้ทางด้านที่ดินทำกิน และที่พักอาศัยได้จึงมีมาตรการในการช่วยเหลือสมาชิก และคนในชุมชนด้านนี้ขึ้น สมาชิกผู้ที่ประสบปัญหา สามารถกู้ยืมเงินเพื่อการปลดหนี้พันธะทางที่ดิน หรือที่พักอาศัย ให้เสียดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลง จนทำให้โอกาสการได้รับสินทรัพย์คืนนั้นจึงเป็นไปได้ยาก แต่สถาบันการเงินชุมชนจะช่วยสมาชิกคือให้กู้ยืมโดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี หรือไม่เกิน ร้อยละ 6 ต่อปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินและระยะเวลาในการชำระหนี้คืนสู่สถาบันฯ
4) ผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก แต่เป็นคนในชุมชน คือ คนในชุมชนที่ต้องการกู้เงินเพียงครั้งคราว โดยที่ไม่ต้องการสวัสดิการ หรือการช่วยใดๆ จากสถาบัน นอกจากการกู้เงิน
4.1) สามารถทำการกู้เงินได้เช่นเดียวกับผู้เป็นสมาชิกทุกประการ แต่จะไม่มีสิทธิ์ในการรับสวัสดิการจากสถาบันฯ
4.2) สามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางสถาบันจัดขึ้น เพื่อพัฒนาความรู้ หรืออื่นใดได้ เช่นเดียวกับสมาชิกปกติ
4.3) เมื่อเกิดการเสียชีวิต (ทุกกรณี) สถาบันการเงินชุมชนจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้เป็นเงิน 5,000 บาท
หลักเกณฑ์การกู้ยืมเงิน สมาชิกและคนในชุมชน สามารถกู้ยืมได้ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ2 ต่อครั้ง ที่ทำการกู้ยืม ไม่มีการนำเอาระยะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องต่อการพิจารณาอนุมัติ เพื่อการกู้ยืมทั้งสิ้น
การเปลี่ยนแปลงในชุมชน
- แกนนำ หรือคณะกรรมการ ทางสถาบันฯ และสมาชิก จะให้เกียรติแก่คนในชุมผู้ที่มีศักยภาพทางด้านฐานะ ประสบการณ์การทำงาน รอบคอบ ตรงเวลา และเป็นผู้ที่สมาชิกให้ความยกย่อง ไว้วางใจในความซื่อสัตย์ สุจริต เชื่อถือได้ มีอุดมการณ์ในการทำงาน พิจารณาด้วยหลักการและเหตุผล โปร่งใส สามารถตรวจสอบประวัติการทำงาน และประวัติส่วนตัวได้เมื่อเกิดข้อสงสัยจากสมาชิก ที่สำคัญยังคงความเป็นวิถีของชุมชน ซึ่งในบางกรณีก็ไม่สามารถนำเอาหลักการที่เคร่งครัดเข้ามาร่วมพิจารณาการกู้เงินได้ อย่างไรก็ตามยังคงต้องอาศัยความรู้ ความสามารถของผู้นำด้วย
- ชุมชน ให้ความไว้วางใจในรากฐาน ระบบการทำงาน และประสิทธิภาพ ของสถาบันฯในการช่วยเหลือสมาชิก และคนในชุมชนได้ จึงทำให้มีการสมัครสมาชิกกับสถาบันอย่างต่อเนื่อง การขยายเครือข่ายที่เติบโตอย่างรวดเร็วนั้น เนื่องจากทางสถาบันฯใช้การแพร่กระจาย ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ด้วยวิธีการใช้วิทยุชุมชน ที่เป็นของสถาบันนั้นเป็นสื่อกลางการแพร่กระจายข่าวสาร และอีกช่องทางหนึ่ง ที่ถือว่าได้ผลมากที่สุด แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนในชุมชน ที่บอกต่อๆ กัน ด้วยวิธการของชาวบ้านทั่วไปคือ “ปากต่อปาก”
- หน่วยงาน ถึงแม้สถาบันการเงิน จะเริ่มต้นจากทุนของสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งเองก็ตาม การกระจายความช่วยเหลือไปสู่สมาชิกในชุมชนให้ทั่วถึง คงไม่สามารถเป็นไปได้ หากไม่มีการช่วยเหลือ สนับสนุน ในด้านต่างๆ จากหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน หลายๆ หน่วยงาน ได้แก่
– สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้ให้การสนับสนุนในด้านของงบ ประมาณการก่อตั้งสถาบันการเงินชุมชน เป็นเงิน 55,000 บาท รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการจัดการระบบการทำงาน การบริหารจัดการกลุ่ม ความรู้ในด้านของการจัดการข้อมูลซึ่งส่งผลให้สถาบันการเงินชุมชนมีเสถียรภาพและมั่นคงเพิ่มขึ้น
– สถาบันการเงิน ตำบลดงขี้เหล็ก จังหวัดปราจีนบุรี แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และวิธีการทำงาน อย่างต่อเนื่อง
– ธนาคารออมสิน สนับสนุนโปรแกรมทางการบัญชี ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ และให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานในรูปแบบต่างๆในคอมพิวเตอร์ เพื่อความชำนาญ และคล่องแคล่วในการทำงาน
– สำนักงานกองทุนหมู่บ้าน ให้คำปรึกษา ความรู้ในการยะระดับจากองค์กรการเงิน เป็นนิติบุคคล จนได้รับการจดทะเบียนเป็นสถาบันการเงิน
– องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งโพธิ์ สนับสนุนสถานที่ในการปฏิบัติงาน โดยมอบอาคารสำนักงาน ด้านหน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งโพธิ์ จำนวน 1 คูหา พร้อมทั้งดูแลในด้านค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคเช่น ค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้าให้กับสถาบันการเงินชุมชนทุกเดือน
– สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พมจ.) จ.ปราจีนบุรี สนับสนุนด้านงบประมาณ สถานที่ ในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความรู้ให้แก่คนในชุมชน รวมไปถึงเอกสารประกอบความรู้ และวิทยากรผู้ให้ความรู้
– ศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 29 จ.ปราจีนบุรี สนับสนุนในด้านองค์ความรู้ ในการต่อยอดสถาบัน อีกทั้งยังเป็นธุระ ในการเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพของสมาชิก และคนในชุมชนเสมอมา
จากการดำเนินงาน การบริหารงาน และความเป็นมาของสถาบันฯ บ่งบอกถึงการทำงานในวิถีของชาวบ้าน ที่มีการนำเทคโนโลยีและข่าวสารสารสนเทศ เข้ามาใช้ควบคู่กันได้อย่างลงตัว กับรองประธานคณะกรรมการ และผู้ประสานงานของสถาบันการเงินชุมชน ตำบลทุ่งโพธิ์ “คุณไชยยศ โนจิตต์” ได้กล่าวรั้งท้ายไว้ว่า “หากพูดถึงการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาในด้านการบริหารจัดการ การเรียนรู้ในการทำงาน และการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น รวมไปถึงการพัฒนานิสัยส่วนตัวด้วยนั้น ถือได้ว่าไม่มีการสิ้นสุด หากตั้งใจที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเอง และของส่วนร่วมแล้ว เนื่องจากในเวลานี้โลกของธุรกิจทางการเงิน และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงไปทุกห้วงเวลา ดังนั้นสถาบันฯ เราจะไม่หยุดที่จะพัฒนาสถาบันฯ พัฒนาชุมชน พัฒนาตนเอง และจะไม่หยุดที่จะยกระดับคุณภาพชุมชน ซึ่งจะไม่ลืมที่จะนำเอาสิ่งแปลกใหม่เข้ามาพัฒนาควบคู่กับ การรักษาไว้ซึ่งความเป็นวิถีของชุมชนอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าตัวผมเองนั้นจะรู้ข้อมูลของชุมชน และสมาชิกมากกว่าใครในสถาบันก็ตาม ผมจะไม่ถือวิสาสะ นำเอาความรู้ที่ตัวเองมี และความไว้วางใจของชาวบ้าน ผลักดันตนเองให้ก้าวหน้าไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่า และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนอย่างแน่นอน เพราะผมเป็นคนของชุมชน ผมรักในชุมชน และจะทำเพื่อประชาชนของผมจนกว่าผมจะไม่มีแรงทำมัน” นี่คือ เจตนารมณ์ของคณะผู้บริการสถาบันการเงินเพื่อชุมชน “สถาบันการเงินชุมชน ตำบลทุ่งโพธิ์”






