“ส่งเสริมการออม พร้อมเป็นแหล่งเงินทุน เกื้อหนุนสวัสดิการ ขยายงานเศรษฐกิจชุมชน”
วิสัยทัศน์ที่ตั้งขึ้นเพื่อธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริบ้านคลองป่าไม้ ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยสืบเนื่องมาจากความร่วมมือ ความตั้งใจของสมาชิก ผู้ก่อตั้งที่จะยกระดับคุณภาพชุมชน ตามกระแสพระราชดำริซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งในการทำงานเพื่อชุมชนบ้านคลองป่า ตำบลกระแสบนเดิม เป็นพื้นที่ที่คนเชื้อสายมอญ อพยพมาจากจังหวัดพิษณุโลก เดิมชื่อตำบลคือชื่อ “ประแส” ซึ่งชื่อประแสนั้น ได้เกิดการคล้ายคลึงกันกับ “ตำบลปากประแสร์” เป็นผลทำให้เกิดการเปลี่ยนชื่อเป็น “ตำบลกระแสบน” จนมาถึงปัจจุบัน ตำบลกระแสบน มีการปกครองกว่า 14 หมู่บ้าน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 49,250 ไร่ 3,524 หลังคาเรือน มีจำนวนประชากรกว่า 7,400 คน การประกอบอาชีพของประชากรส่วนใหญ่ คือ การทำสวนยางพารา สวนผลไม้ ไร่มันสำปะหลัง และรับจ้าง
ธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริบ้านคลองป่าไม้ เริ่มมีการรวมกลุ่มกันจัดตั้ง ธนาคารตามแนวพระราชดำริขึ้นมา เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2541 เริ่มต้นด้วยคนเพียง 17 คน มีเงินรวมกันไม่ถึง 5,000 บาท เวลาผ่านไปเพียง 10 ปีให้หลัง ธนาคารหมู่บ้านก็เติบโตขยายไปสู่ธุรกิจชุมชนต่างๆ ครอบคลุมทั้งตำบล ทั้งร้านค้าชุมชน ร้านเกษตร ศูนย์รับซื้อน้ำยาง ธุรกิจสวนยางพารา ฯลฯ มีเงินทุนหมุนเวียนรวมกันไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท และยังมีสวัสดิการดูแลสมาชิกทุกคน จนกลายเป็นตำบลต้นแบบของจังหวัดระยองถึงแม้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ การช่วยเหลือเป็นไปเพียง 30% ที่ทางธนาคารฯ สามารถช่วยเหลือได้ เนื่องจากได้กระจายความช่วยเหลือ ไปสู่หลายปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน
เป้าหมายสำคัญ
“ส่งเสริมการออม พร้อมเป็นแหล่งเงินทุน เกื้อหนุนสวัสดิการ ขยายงานเศรษฐกิจชุมชน” การแอบแฝงเป้าหมายที่สูงสุดของธนาคารหมู่บ้านฯ ตำบลกระแสบน ตามที่คำขวัญข้างต้นได้กล่าวเอาไว้นั้น “คุณปัญญา สำลี” ในฐานะของประธานธนาคารหมู่บ้านฯ ได้กล่าวว่า
นายปัญญา สำลี” ธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริบ้านคลองป่าไม้
“เราไม่เร่งให้กลุ่มเติบโตเร็ว ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ใครอยากจะสมัครเป็นสมาชิกก็เข้ามาทำการสมัคร แต่รูปแบบของการเป็นสมาชิกกับธนาคารหมู่บ้านนั้น จะต้องเป็นมาตรการของรูปแบบที่ว่า ‘เข้ายาก ออกง่าย’ เพราะก่อนจะเข้าเป็นสมาชิกก็ต้องมีการพูดคุยชี้แจง และทำความเข้าใจซึ่งกันและกันก่อน หากจะเป็นสมาชิกเพียงเพื่อกู้เงินอย่างเดียวนั้น เราก็ไม่รับ แต่เมื่อใดก็ตามได้เข้าเป็นสมาชิกกับทางธนาคารหมู่บ้านฯ แล้ว ต้องการที่จะลาออกก็มิได้เป็นเรื่องที่ยาก” เพราะฉะนั้น สรุปให้ได้ใจความง่ายๆที่ว่า เป้าหมายของการร่วมตัวจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านฯ ขึ้นมานั้น นอกจากการแก้ไขปัญหาทางการประกอบอาชีพ เงินทุน หนี้สิน และปัญหาที่ดิน ให้ผู้ประสบปัญหาดังกล่าว ได้บรรเทาทุเลาลงแล้ว เป้าหมายสูงสุดเพียงเพื่อต้องการสร้างจิตสำนึกรักการออม ให้เกิดเป็นนิสัย และใช้จ่ายอย่างพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย จนเป็นบ่อเกิดของการกู้หนี้ยืมสิน ทำให้เกิดวิกฤตกาลของการพึ่งเงินกู้นอกระบบ จากกลุ่มนายทุนใจโหด และเป็นผลให้เกิดสภาวะหนี้สินยืดเยื้อ งอกเงย จนผู้กู้ยืมไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ ดังนั้น เงินที่สมาชิกร่วมกันออมก็นำไปให้ชาวบ้านกู้ยืมใช้จ่ายในยามจำเป็น ไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบ ดอกผลคือกำไรก็นำมาแบ่งปันกัน เมื่อมีเงินเหลือจึงนำไปลงทุนสร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้ธนาคารและกลุ่มต่างๆ แตกราก แตกใบออกไป ส่งผลให้ชุมชนยกระดับสู่ชุมชนที่มีความสุข มีความเป็นอยู่ที่ดี มีอนาคตที่สดใส และมีเมื่อขยันออมมากเท่าไหร่ มรดกที่จะส่งต่อไปสู่รุ่นลูกหลาน ก็มีมากเท่านั้นจากคณะกรรมการเพียง 5 คน ที่มีความมุ่งมั่น ประชาสัมพันธ์ โดยวิธีการ “ปากต่อปาก” จากการรวมกลุ่มที่มีสมาชิกทั้งสิ้นเพียง 17 คน มีเงินทุนเพียง 5,000 บาทนั้น เวลาผ่านไปเพียง 10 ปี ณ ปัจจุบัน มียอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีเงินหมุนต่อวันกว่า 20 ล้านบาท
กลยุทธ์การสร้างนิสัยการออม เกื้อหนุนสวัสดิการ ขยายงานเศรษฐกิจชุมชน
ต้องถือว่าการสร้างนิสัยการออมให้แก่คนในชุมชน และพื้นที่ใกล้เคียงไม่ใช่เรื่องง่าย กฎระเบียบที่ตั้งขึ้น รวมไปถึงมาตรการต่างๆ นั้น ล้วนเกิดจากการไตร่ตรอง กลั่นกรองจากคณะกรรมการเป็นอย่างดี เพื่อผลประโยชน์ที่ดีของสมาชิกทุกคน และเพื่อผลประโยชน์ต่อตนเอง การปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ถือว่าเป็นหน้าที่ที่สมาชิกต่างสมัครใจทำทั้งสิ้น โดยมีข้อกำหนดต่างๆ ดังนี้
- กำหนดให้สมาชิกถือหุ้นอย่างต่ำคนละ 1 หุ้นๆ ละ 10 บาท สูงสุดไม่เกิน 1,000 หุ้น กำหนดออมเดือนละ 1 ครั้ง สิ้นปีก็จะนำผลกำไรมาปันผลให้สมาชิกร้อยละ 6 บาท ส่วนสมาชิกที่กู้เงินจะเสียดอกเบี้ยร้อยละ 12 บาทต่อปี
- ธนาคารหมู่บ้านฯ จะเปิดทำการทุกวันที่ 2 ของเดือน ให้สมาชิกกู้ยืมเงินได้หลายประเภท เช่น กู้ฉุกเฉินไม่เกิน 9,000 บาท กู้สามัญไม่เกินร้อยละ 90 ของทุนเรือนหุ้น กู้ระยะกลาง ไม่เกิน 3 เท่าของทุนเรือนหุ้น แต่ไม่เกิน 84,000 บาท กู้ระยะยาว ไม่เกิน 5 เท่าของทุนเรือนหุ้น แต่ไม่เกิน 150,000 บาท ชำระคืนภายใน 42 เดือน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 บาทต่อปี
- ดอกผล ปันให้สมาชิก และนำไปลงทุน และจัดสรรเป็นเงินกองทุนสวัสดิการสมาชิก ธนาคารหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 347,266 บาท กองทุนนันทนาการสำหรับฝึกอบรมและดูงานจำนวน 290,399 บาท และจัดสรรเป็นค่าของขวัญให้สมาชิกจำนวน 50,000 บาท
- กองทุนสวัสดิการนักเรียนจำนวน 10,000 บาท ซึ่งกองทุนสวัสดิการนักเรียนนี้ ธนาคารฯ เริ่มสมทบตั้งแต่ปี 2551 เพื่อช่วยเหลือนักเรียนบ้านคลองป่าไม้ที่เจ็บป่วย เช่น นอนโรงพยาบาลช่วยเหลือคืนละ 200 บาท ปัจจุบันมีเงินกองทุนประมาณ 43,308 บาท
- จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์สมาชิกขึ้นมาในเดือนนั้น กำหนดให้สมาชิกที่กู้ยืมเงินต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ รายละ 200 บาท เมื่อมีสมาชิกรายใดเสียชีวิต กองทุนฯ ก็จะจ่ายเงินทดแทนให้ (ปัจจุบันมีสมาชิกกองทุนฯ 166 ราย มีเงินกองทุน 41,168 บาท)
- นำผลกำไรจากการดำเนินกิจการ มาจัดตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการให้แก่สมาชิก โดยในปีแรกนั้นมีเงินกองทุนประมาณ 40,000 บาท ช่วยเหลือสมาชิก เช่น คลอดบุตรรายละ 1,000 บาท ช่วยค่ารักษาพยาบาลสมาชิกที่เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาลคืนละ 200 บาท เสียชีวิตรายละ 3,000 บาท เป็นต้น
ร้านค้าชุมชน คุณอำไพ พันชะนะ ผู้จัดการร้านค้าชุมชน กล่าวว่า ร้านค้าชุมชนก่อตั้งขึ้นมาในปี 2545 โดยใช้ทุนในการดำเนินการจากธนาคารหมู่บ้านจำนวน 80,000 บาท เพื่อซื้อสินค้ามาจำหน่ายให้แก่สมาชิก ในราคาที่ไม่คาดหวังผลกำไรสูงจนเกินไป และเป็นศูนย์กลางร้านค้าสะดวกซื้อใกล้บ้าน ให้แก่คนในชุมชนเข้ามาเพื่อเลือกซื้อ เลือกบริโภคสินค้าที่ครอบคลุมความต้องการใช้งานของทุกคนในชุมชน ทุกเพศ ทุกวัยเปิดขายตั้งแต่เวลา 05.30-20.00 น.ทุกวัน
- เปิดรับสมาชิกร้านค้าชุมชนโดยไม่ต้องเสียค่าสมัคร เมื่อถึงสิ้นปีจะนำผลกำไรจำนวน 20-25% มาปันผลให้แก่สมาชิก (ปีใดมีผลกำไรมากก็จะจัดสรรให้ 25 %) หากสมาชิกรายใดซื้อสินค้าจากร้านค้าชุมชนมากก็จะได้รับเงินปันผลมาก โดยซึ่งจะมีการลงบันทึกไว้ เมื่อถึงสิ้นปีก็จะมีการคำนวณยอดซื้อของสมาชิกแต่ละราย
- ผลกำไรจำนวน 50% จะแบ่งให้แก่ผู้จัดการร้านค้า และส่วนที่เหลือ 25 % จะนำมาเป็นทุนสำรองหมุนเวียน
- นอกจากนี้ส่วนผลกำไรที่เหลือ ยังจัดสรรนำมาเป็นกองทุนสวัสดิการร้านค้าสำหรับสมาชิกด้วย เช่น ช่วยรักษาพยาบาลสมาชิกที่เข้าโรงพยาบาลคืนละ 200 บาท เสียชีวิตรายละ 2,000 – 4,000 บาท (ตามจำนวนอายุการเป็นสมาชิก)
ร้านค้าการเกษตร คุณวิทยา สำลี ผู้จัดการร้านค้าการเกษตร ได้กล่าวถึงการจัดตั้งร้านค้าการเกษตรว่า ได้ใช้งบประมาณสนับสนุนจาก ธนาคารฯ จำนวน 160,000 บาท จัดซื้ออุปกรณ์ทางการเกษตรอย่างครบวงจร ตามความต้องการของคนในชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรนั้น ซึ่งแต่เดิมเกษตรกรในชุมชนจะต้องไปซื้ออุปกรณ์ทางการเกษตรต่างๆ รวมทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ จากร้านค้าภายนอก ปีหนึ่งๆ เป็นเงินรวมกันนับล้านบาท ดังนั้นในปี 2547 จึงได้เปิดร้านค้าเกษตรขึ้นมา
สวัสดิการของร้านค้าการเกษตรนั้น จะมีรูปแบบที่เหมือนกับสวัสดิการจากร้านค้าชุมชน สิ้นปีก็จะนำผลกำไรจำนวน 25% มาปันผลให้สมาชิก นอกจากนี้ส่วนผลกำไรที่เหลือ ยังจัดสรรนำมาเป็นกองทุนสวัสดิการร้านค้าสำหรับสมาชิกด้วย เช่น ช่วยรักษาพยาบาลสมาชิกที่เข้าโรงพยาบาลคืนละ 200 บาท เสียชีวิตรายละ 2,000-4,000 บาท (ตามจำนวนอายุการเป็นสมาชิก) เช่นเดียวกัน
บทเรียนการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมา
การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาชุมชน แต่เดิมเป็นเพียงถิ่นทุรกันดาร ซึ่งต้องผ่านการทำงานอย่างหนัก ผ่านอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานมาไม่มากก็น้อย ซึ่งแน่นอนว่า ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นนั้น บางปัญหาก็ได้ถูกแก้ไขจนหมดไป แต่บางปัญหาก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ และยังไม่สามารถ หาทางแก้ไขได้ หรือกำลังหาวิธีแก้ไขอยู่ แต่เนื่องจากปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต และการกระจายความช่วยเหลือของธนาคารฯ ที่จะช่วยเหลือชุมชนให้ยกระดับความสุข ฐานะครอบครัวของคนในชุมชนขึ้นไปนั้น ต้องถือได้ว่า เกิดขึ้นไม่มาก เพราะว่าธนาคารฯ เกิดจากความร่วมมือกันของคนที่มีใจรักในการพัฒนาชุมชนอย่างจริงจัง ด้วยการดำเนินงานโดยหลักวิธีการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงทำให้การปฏิบัติงาน รวมไปถึงการบริหารจัดการนั้น เป็นไปอย่างไม่ติดขัดมากมายนัก นอกจากปัญหาทางการประกอบอาชีพ และปัญหาปากท้องของคนในชุมชนเพียงเท่านั้น ปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน ในระหว่างทางที่ผ่านมามีหลายปัจจัย อันได้แก่
- บุคลากร ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากคณะกรรการผู้ร่วมกันบริหารธนาคารฯ และกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ในความดูแลของธนาคารฯ นั้น คงจะมีเพียงแค่การแสดงความคิดเห็น ที่บางครั้งในระหว่างการประชุม หรือการปฏิบัติหน้าที่ คณะทำงานมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งปัญหานี้ ทุกฝ่ายมีมาตรการการยุติความขัดแย้งด้านความคิดคือ การถือเสียงข้างมาก ในการตัดสินปัญหาต่างๆ และถือว่าได้รับการยินยอม และเป็นแนวทางปฏิบัติตามอย่างพร้อมเพรียง
- การประกอบอาชีพ เนื่องจากคนในชุมชนส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกร โดยเฉพาะ สวนยางพารา ซึ่งปัญหาของการประกอบอาชีพส่วนใหญ่ เกิดจากสวนยางพารา การค้าขาย หรือแม้กระทั่งพื้นที่ทำกินด้วยเนื่องจากการปลูกยางพารา หรือประกอบอาชีพเกี่ยวกับสวนยางพารานั้น มีมากขึ้น และเป็นที่นิยมอย่างมากขึ้น ราคาน้ำยางที่ผันผวนไปตามจำนวนการค้าขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพนี้ ตั้งตัวไม่ทันที่จะตั้งรับในการขาดทุน โดยเฉพาะเมื่อมีผลผลิตจากยางพาราออกมาโรงงาน หรือนายหน้าที่รับซื้อน้ำยางพารา และขี้ยางพารา ได้ถือโอกาสในการเอาเปรียบด้วยการกดราคาให้ต่ำลง
- หนี้สินชุมชน เมื่อการดิ้นรนหาทุนเพื่อนำมาประกอบอาชีพของตน ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มีฐานะยากจน จำเป็นต้องพึ่งสถาบันการเงินในระบบ เพื่อกู้หนี้ยืมสินมา แต่เมื่อความยากจนเป็นอุปสรรคต่อการหาหลักฐานในการประกอบการกู้ยืมนั้น มีไม่มากพอ ไม่มีความหวังจากสถาบันการเงินที่ถูกกฎหมาย ดังนั้นการหันมาพึ่งนายทุนนอกระบบ ที่คิดอัตราค่าดอกเบี้ยที่สูงลิบลิ่ว คงเป็นสถานที่แห่งเดียวที่สามารถเป็นที่พึ่งพิงของคนยากจนได้ แต่หารู้ไม่ว่ากำลังนำภาระอันใหญ่หลวงเข้ามาสู่ชีวิต
- ที่ดินทำกิน ครอบครัวที่ขยายออกไป ทำให้ที่ดินในตำบลไม่เพียงพอในการประกอบอาชีพ เพื่อยังชีพตน และคนในครอบครัวได้ ผลจากการสำรวจข้อมูลทำให้ทราบว่า ชาวบ้านในตำบลไม่มีที่ดินทำกิน โดยต้องเช่าที่ดินทำกินจำนวน 519 ครอบครัว และขาดแคลนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของตนเอง จำนวน 216 ราย ดั้งนั้นคณะกรรมการแต่ละหมู่บ้านจึงได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยการจัดตั้งกองทุนที่ดินขึ้นมา เพื่อให้ชาวบ้านที่จะเข้าร่วมโครงการสมทบเงินเข้ากองทุนที่ดินรายละ 100 บาทต่อเดือน ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้นั้นได้แก้ไขปัญหาเบื้องต้นในด้านปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยกว่าจำนวน 216 ราย
สุดท้ายนี้ การพูดคุยกับประธานคณะกรรมการธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริบ้านคลองป่าไม้ ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง “คุณปัญญา สำลี” นั้น ถึงแม้จะเป็นเพียงชั่วขณะหนึ่ง ก็ได้ทราบถึงปัญหาที่มากมาย ทั้งที่แก้ไขได้แล้ว และยังแก้ไขไม่ทั่วถึงของชุมชน แต่ความมุ่งมั่นของคณะกรรมการที่จะต่อยอดความสุข พัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกชีวิตในชุมชนมีมากมายมหาศาล และคุณปัญญาได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ต้องยอมรับว่า ในช่วงแรกๆ คนที่เป็นสมาชิกก็อยากจะได้เงิน ได้สวัสดิการ แต่เรามองมากกว่านั้น เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านมีลักษณะต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยได้ช่วยเหลือกัน ธนาคารจึงเป็นเครื่องมือในการรวมคน รวมเงินเพื่อนำมาช่วยเหลือกัน และช่วยพัฒนาความสามารถของชาวบ้าน ให้สามารถบริหารจัดการตนเองได้ และมีความเข้มแข็ง ซึ่งต่อไปธนาคารหมู่บ้านจะจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติด้วย ส่วนร้านค้าชุมชนต่อไปเราก็จะนำระบบบาร์โค้ด และเครื่องพิมพ์ใบเสร็จมาใช้ เพื่อให้สามารถเช็คสต็อกสินค้าและตรวจสอบยอดซื้อขายได้สะดวก”






