ตำบลเนินฆ้อ จังหวัดระยอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอแกลง ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร โดยมีทางหลวงหมายเลข 3161 อำเภอแกลง – สุนทรภู่ แหลมแม่พิมพ์ วิ่งผ่ากลางตำบล ลักษณะ พื้นที่เป็นที่เนินสลับด้วยที่ราบต่ำ ติดกับทะเลอ่าวไทย อากาศร้อนชื้น เกือบตลอดทั้งปี มีประซากร 4,504 คน 1,392 ครัวเรือน จาก 9 ขุมซน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพารา สวนผลไม้ ทำนา และประมงชายฝั่ง
วิกฤตมา ปัญญาเกิด
จากวิถีฃองฅนจำรุง ซึ่งต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา จนเมื่อปี 2517 ไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน มีการปรับตัวของคนในชุมชนอีกครั้ง เริ่มมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อน มีเทคโนโลยี สิ่งอำนวย ความสะดวกเข้ามามากมาย การรุกคืบชองทุนนิยมผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ ทำให้ผู้คนในชุมซนมีความตื่นตัว รับรู้ ข่าวสารมากขึ้น มีการใช้สารเคมี เทคโนโลยีในการผลิต ซื้อรถไถนาหรือ “ควายเหล็ก”มาแทนควายจริง’ในท้อง ทุ่ง ควายตัวสุดท้ายถูกชายไปเมื่อปี 2519
ต่อมา จากนโยบายการส่งเสริมการพัฒนาในปี 2529 ทำให้เกิดการรวมตัว รวมกลุ่มกันทำกิจกรรม ต่าง ๆ ชองซาวบ้าน ตามที่รัฐแนะนำ และตามวิถีของคนจำรุง โดยเรียกตัวเองว่า “เครือข่ายองค์กรขุมซน บ้านจำรุง” เพื่อที่จะเรียนรู้การจัดการตนเองด้วยวิถีแห่งชุมซนท้องถิ่น ใช้รูปแบบชองขบวนองค์กรชุมซน เป็นแนวทาง ในช่วงเวลาเดียวนั้นชาวสวนทุเรียนกำลังประสบปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน สร้างความ เสียหายอย่างรุนแรงให้เกษตรกร
ชาวสวนผลไม้ จึงได้รวมตัวปรึกษาหารือและหาทางออกร่วมกัน ได้ข้อสรุปว่า น่าจะนำเนื้อทุเรียนดิบ หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ มาลงกระทะทอดให้เหลือง ซับน้ำมันออก ใส่เกลือเล็กน้อย ปรากฏว่ารสชาติ อร่อยไม่แพ้ ทุเรียนสุก ที่สำคัญกลิ่นไม่รุนแรง จึงเกิดการรวมตัวในรูปชองซาวบ้านที่เรียกว่า กลุ่มแปรรูปผลผลิต มีการ พูดคุยปรึกษาหารือ นำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกันเป็นประจำ ปัจจุบันกลุ่มผลิตทุเรียนทอดได้ขยายผล ถ่ายทอดชุดความรู้ประสบการณ์ สู่การแปรรูปผลไม้และผลิตภันฑ์อื่น ๆ อีกด้วย ร้อยเรียงกันเป็น “เครือข่าย แปรรูปผลผลิต”
พัฒนาระบบเศรษฐกิจเพื่อการพึ่งพาตนเอง
จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของชาวจำรุง เกิดจากแนวคิดที่จะมีเงินทุนเพื่อใช้เป็นกองกลางใน การพัฒนาหมู่บ้าน โดยเป็นกองทุนของขุมซนเอง เพื่อการบริหารขุมซนแบบพึ่งตนเอง จึงเกิดการระดมทุน ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2529 ในลักษณะของการระดมหุ้น เพื่อจัดตั้งร้านค้าชุมชน โดยขอความร่วมมือจาก ชาวบ้านในการซื้อหุ้น อย่างน้อยครัวเรือนละ 50 บาท จากการระดมหุ้นครั้งแรก ได้เงินทั้งสิ้น 30,000 บาท มี สมาซิก 120 คน ร้านค้าชุมซนดำเนินการในลักษณะสหกรณ์ชุมซน เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ และสินค้าการเกษตร ผลผลิต สินค้าแปรรูปที่ได้จากชุมซน
ขณะที่การพัฒนาด้านต่างๆ ซองบ้านจำรุง ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องในปี 2535 ไค้เกิดแนวคิด เรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นโดยมีตำบลเป็นพื้นที่เป้าหมาย ทำให้กลุ่มกิจกรรมต่างๆในตำบล เริ่มมีการ เชื่อมโยงกันในระดับตำบล มีการจัดกิจกรรมร่วมกันเป็นระยะ เมื่อกองทุนเพื่อสังคม (SIF) เข้ามาสนับสนุน การทำงาน ทำให้กลุ่มกิจกรรมในพื้นที่ไค้เรียนรู้ บัญชีครัวเรือนสู่ข้อมูลชุมซนท้องถิ่น เกิดการผลักดันการ ทำงานเป็นกระบวนการมากขึ้นบนฐานข้อมูล จนกระทั่ง ปี 2543 ไค้มีกระบวนการสำรวจข้อมูลครัวเรือน อย่างจริงจัง มีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้พบปัญหาสำคัญ คือ การใช้สารเคมีอย่างรุนแรง ถือ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญซองชุมซน คือ เกษตรกรในชุมซนใช้สารเคมีกันมาก จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเกิด สารพิษตกค้างในผลผลิต ปัญหาดังกล่าวทำให้ซาวบ้านเป็นโรคภูมิแพ้ มีสุขภาพแย่ลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จึง เกิดการทบทวนตัวเองและคิดแก้ไขปัญหา “..ชุมชนจะพัฒนาได้อย่างไร ถ้าไม่เริ่มด้วยตนเอง.. ” น่าไปสู่การ รณรงค์ให้ซาวบ้านตระหนักถึงความสำคัญซองการลดใช้สารเคมี จัดตั้งกลุ่มเกษตรพื้นบ้าน ทำโครงการเกษตร ชีวภาพ โครงการผักพื้นบ้านปลอดสารพิษ สนับสนุนให้ใช้ปุยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ เพื่อชำระล้างสารเคมี ตั้งแต่จุดเริ่มต้นซองวงจรการผลิตและจนถึงการบริโภคในชุมซน
ปี 2545 เครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านจำรุง ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาขยายแนว ทางการทำงานไปยังกลุ่มคนในพื้นที่ซองตำบลเนินฆ้อและพื้นที่ใกล้เคียง (พื้นที่ภูมินิเวศน์) มีเวทีเชื่อม ประสานงานกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ ทุกเดือน ด้วยการหนุนเสริมของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมซน (องค์การมหาซน) เรียกกันว่า “การพลิกฟื้นวิถีชุมชนท้องถิ่น” ใช้พื้นที่ศูนย์ประสานงานซองเครือข่ายองค์กรชุมซน เชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน จนเป็นหลักการสำคัญในการทำงานซองสมาซิกกลุ่ม/องค์กรในปัจจุบัน ด้วยเป้าเดียวกันคือ “สังคมเป็นสุข ชีวิตมีความมั่นคง พึ่งพาตนเองได้ บนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ต่อมา ในปี 2547 ได้เรียนรู้เรื่องการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น โดยกำหนดประเด็นในการพัฒนา 4 เรื่อง คือ คน ดิน น้ำ ป่า ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างกระบวนการพอสมควร เนื่องจากต้องปรับเปลี่ยนตั้งแต่วิธีคิด การรวมกลุ่ม การสร้าง ห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการพึ่งพาตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ
โลกแห่งการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด
ปัจจุบันการทำงานของเครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านจำรุง ได้ยกระดับการทำงานจากเครือข่ายสู่การจัดตั้ง “สภาองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อ” มีศูนย์ ประสานงานอยู่ที่ 70 หมู่ 7 ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ที่เรียกกันติดปากทั่วไปว่า “มหาวิทยาลัยบ้านนอก” มีกลุ่มกิจกรรมที่หลากหลายถึง 40 กลุ่ม ประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติการ จริงของการทำงานของผู้คนในพื้นมากกว่า 30 ปี ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ในแบบบ้านๆ สามารถสัมผัสถึงวิถีพอเพียงซองชุมซนท้องถิ่น มีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือหลักในการ ซับเคลื่อนงาน
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยบ้านนอก เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง นำประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติการจริงของกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ มารวบรวบและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับนักเดินทางที่สนใจงานแบบซาวบ้าน ทิ้งรูปแบบการทำงานแนวดิ่งแบบเติม ๆ ใช้การทำงานแนวราบ สร้างความเสมอภาคด้วยวิถีตนเอง นำพาชีวิตของกลุ่มคนตัวเล็กๆ ในสังคมพลเมือง ไปลู่ความมั่นคง ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่องระหว่าง เครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านจำรุง สภาองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อ ที่มหาวิทยาลัยบ้านนอก
นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมความรู้ ประสบการณ์การจัดการเครือข่ายองค์กรชุมชน มีชุดความรู้ที่แน่นเพียงพอที่จะบอกว่าเป็น สถาบันเรียนรู้ความเข้มแข็งองค์กรชุมชน
ที่นี่คือ โลกแห่งการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด และเรียกขานกันจนติดปากว่า มหาวิทยาลัยบ้านนอก “บ้านจำรุง” ที่มีผู้ใหญ่ชาติชาย เหลืองเจริญ และวิทยากรอีกหลายท่าน มาช่วยทำหน้าที่ ถ่ายทอดความเป็นมาของพื้นที่ เรื่องราวของคนตัวเล็กๆ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงชุมชนท้องถิ่น
“ด้วยศรัทธาและเชื่อมั่นในหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพวกเราแปลว่า หลักแห่งการพึ่งพาตนเอง พวกเราเชื่อในทุกพระราชดำรัส และได้ช่วยกันแปลงสู่การปฏิบัติ ทำไปเรียนรู้ไป ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ที่เราอยู่ เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ ง่ายไปหายาก
ช่วยกันคิดช่วยกันบอก จึงทำให้เราค่อย ๆ พึ่งพากันได้มากขึ้น มีความมั่นคงและมั่นใจในการดำเนินชีวิต คาดหวังว่า ถ้าคนไทยทุกคนจะน้อมนำหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปใช้ในชีวิตประจำวัน จนเป็นวิถีของตนเองแล้ว ความอยู่เย็นเป็นสุข จะเกิดกับครอบครัว ชุมชน ประเทศชาติในที่สุด”
มหาวิทยาลัยบ้านนอกแห่งบ้านจำรุง
1 มกราคม 2553






