ตำบลวังดาล ตั้งอยู่ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จากข้อสันนิฐาน และคำเล่าคำขานจากผู้เฒ่าผู้แก่ตำบลวังดาล เดิมมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณบ้านไร่ ตั้งแต่ประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นได้มีการขยายที่อยู่อาศัยที่ดินทำกินออกมากขึ้นและแยกเป็นหลายหมู่บ้าน ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร มีการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับดินตลอด แต่พบว่าในบริเวณมี “หินดินดาน” เป็นบริเวณกว้าง ชาวบ้านจึงได้เรียกว่า “วังดาล” และเมื่อมีพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ เมื่อปี พ.ศ.2475 มีเกณฑ์ในการจัดตั้งตำบล จึงให้ชื่อว่า “ตำบลวังดาล” ปัจจุบัน ตำบลวังดาลมีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 2,235 ครัวเรือน สภาพภูมิประเทศ พื้นที่ตำบลวังดาล ทางทิศเหนือจะเป็นพื้นที่ราบสูงสลับกับที่ลุ่มเป็นแนวยาวตั้งแต่ทางทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตก ทางทิศใต้จะมีพื้นที่ราบลุ่มสลับกับสันดอน มีคลองและแม่น้ำไหลผ่าน เหมาะกับการทำการเกษตร อาณาเขตของตำบลวังดาล มีพื้นที่รวมประมาณ 24,009 ไร่ หรือ 38,414 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 16 หมู่บ้าน ข้อมูลพื้นฐานด้านเศรษฐกิจท้องถิ่นของตำบลวังดาล ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำสวนผัก ผลไม้ ตามฤดูกาล ประมงน้ำจืด รองลงมาคือรับจ้างทั่วไป และเป็นพนักงานบริษัท ในตำบลวังดาลมีการรวมกลุ่มในการผลิตผลผลิตทางการเกษตรหลายกลุ่ม เช่นกลุ่มเลี้ยงไก่ไข่ กลุ่มปลูกพลู กลุ่มเพาะเห็ด และกลุ่มปลูกผักสวนครัว เป็นต้น
สภาองค์กรชุมชนตำบลวังดาล ได้มีการดำเนินการจัดตั้ง ขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2551 จากการประชุมสภาองค์กรชุมชนได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานตามแผนภารกิจของสภาองค์กรชุมชนทำให้คณะทำงานสภาฯ ได้มีโอกาสไปเรียนรู้ในพื้นที่ใกล้เคียง ประกอบกับปี 2559 ตำบลได้รับงบประมาณโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถชุมชน ด้านเศรษฐกิจและทุนชุมชน ซึ่งทางคณะทำงานเสนอแผนเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากพื้นที่มีทุนเดิมในเรื่องนี้อยู่บ้างแล้ว จึงเกิดการรวมกลุ่มทางปัจจัยการผลิตในการลดต้นทุน ด้านการเกษตรแบบปลอดสาร โดยเริ่มจากการสำรวจข้อมูลในเรื่องเกษตรทั้งตำบล การรวมกลุ่มของเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ เกิดการระดมทุนจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เกษตรอินทรีย์ เพื่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ระดับจังหวัด ให้เกิดการพัฒนากลุ่มที่มีความเข้มแข็ง มีการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์และรองรับเรื่องการตลาด ซึ่งในเรื่องของการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เกษตรอินทรีย์นั้น ทางคณะทำงานได้ปรึกษาหารือและวางกฎระเบียบร่วมในการออมหุ้น ออมเงินเพื่อให้กู้ไปลงทุนเรื่องการเกษตร โดยกำหนดหุ้นละ20 บาท และให้สมาชิกเลือกจ่ายได้ทั้งรายเดือนและรายปี ตามจำนวนหุ้นที่สมาชิกแต่ละคนถือ เรื่องการขยายฐานสมาชิกทางคณะกรรมการมีการเปิดรับสมาชิกกลุ่ม โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านผู้นำหมู่บ้านและการบอกต่อของสมาชิกเอง ซึ่งทางกลุ่มกำหนดให้มีการประชุมทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เพื่อติดตามและแจ้งข่าวสารความเคลื่อนไหวของกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรอินทรีย์ในตำบลจำนวน 64 ราย มาจาก 12 หมู่บ้าน
การดำเนินงานของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลวังดาล มีการดำเนินงานร่วมกัน ในเรื่องการฝึกอบรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ผ่านการทำกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมที่ดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม คือ
กิจกรรมทำปุ๋ย ปุ๋ยหมักอินทรีย์ ปุ๋ยคอกจากขี้ไก่ ขี้วัว ปุ๋ยชีวภาพน้ำหมัก ปลา ซากสัตว์ ฯลฯ ทำเพื่อใช้กันในครัวเรือน และการจำหน่าย เช่นปุ๋ยหมักอินทรีย์ จำหน่ายกระสอบละ 40 บาท นำเงินที่ขายได้มาเข้ากลุ่มเพื่อปันผลให้สมาชิกในปลายปี ในส่วนปุ๋ยที่เป็นน้ำหมักชีวภาพ ทางกลุ่มจะนำไปจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆพร้อมกับผักอินทรีย์ เช่น โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ,ตลาดเขียวร่วมกับโรงเรียนหนองศรีวิชัย เดือนละครั้ง รพสต.วังดาล ,ตามวันประชุมอสม.เป็นต้น ซึ่งในการทำปุ๋ยหมักนี้ได้รับการสนับสนุนจาก กศน.ตำบลวังดาล ที่ให้ทั้งงบประมาณและช่วยสอนวิธีการดำเนินงาน
กิจกรรมปลูกพืชผักอินทรีย์และการจำหน่าย กลุ่มเกษตรกรตำบลวังดาล นอกจากจะมีการปลูกผักตามบ้านที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีแปลงปลูกผักรวม ของกลุ่ม อีก 2 แปลงมีเนื้อที่รวม 20 ไร่ ซึ่งระบบการบริหารจัดการ ทางกลุ่มมีกติการ่วมกันคือ รายได้จากการขายผักแปลงรวมจะเข้าหักเข้ากลุ่ม15% เพื่อเป็นงบในการลงทุน และค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟซึ่งผลิตภัณฑ์ที่สมาชิก ปลูกและจำหน่าย ส่วนใหญ่จะเป็นพืชผัก เช่นผักบุ้ง ถั่วพลู ผักปัง ฟักทอง มันเทศ ผลไม้กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ มะม่วงฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสินค้าแปรรูปที่สมาชิกนำไปจำหน่ายเพิ่มเติม เช่น ทอดมันหัวปลี,น้ำหม่อน,แหนมปลาส้ม,แหนมหมูส้ม,น้ำพริก เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้จากการที่นำผลิตภัณฑ์ไปขายตามสถานที่ต่างๆ เช่น ตลาดเขียวร่วมกับโรงเรียนหนองศรีวิชัย เดือนละครั้ง , รพสต.วังดาล ตามวันประชุมอสม,ตลาดเขียวโรงพยาบาลกบินทร์บุรี นอกจากนี้กลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลวังดาล ยังได้เชื่อมโยงการทำงานโดยการถือหุ้นร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์เกษตรอินทรีย์จังหวัดปราจีนบุรี จำกัด ซึ่งทำให้มีแหล่งในการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรที่แน่นอน โดยเฉพาะ Lemon Farm สาขาสนามชัย ที่มีแผนมารับสินค้า สัปดาห์ละ 4 วัน คือทุกวันอาทิตย์ ,วันอังคาร,วันพุธ,วันศุกร์
จากการลงพื้นที่และได้พูดคุยกับ นายสวัสดิ์ พรมมี คณะทำงานสภาองค์กรชุมชนตำบลวังดาล ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลวังดาล เล่าว่า เมื่อก่อนตอนที่เริ่มทำเกษตรอินทรีย์ มีสมาชิก 12 คน เพราะคนส่วนใหญ่คนยังไม่เชื่อถือว่าจะสามารถทำเกษตรแบบปลอดสารได้จริง และยังติดเรื่องของการใช้สารเคมี เพราะมีศัตรูพืชเยอะและโรคเชื้อรา ที่คิดว่าถ้าไม่ใช่เคมีไม่น่าเอาอยู่ แต่เมื่อมีหน่วยงานเข้ามาส่งเสริม ให้ความรู้และกลับไปลองทำก็พบว่าใช้อินทรีย์แมลงไม่ค่อยมี แต่ถ้ามี เราใช้วิธีป้องกันโดยการใช้ สูตรสมุนไพรในการดูแล กำจัดแมลง เช่น ใช้ใบชะมัด มาขยี้ใส่น้ำ ผสมน้ำฉีด แมลงเต่าทอง ก็จะหนี ซึ่งจากผลการดำเนินงาน ส่วนตัวที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์พบว่า ผักที่ปลูกในแปลงรสชาติจะดีกว่า อร่อยกว่า การใช้สารเคมี และยังทำให้สุขภาพดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น น้ำดี ดินดี จึงอยากเชิญชวนให้คนหันมาทำเกษตรอินทรีย์และบริโภคผักอินทรีย์มากขึ้น
นายธวัชชัย คล้ามฤทธิ์ หมอดินประจำตำบลวังดาล เป็นอีกหนึ่งในสมาชิเกษตรอินทรีย์ตำบลวังดาล ได้พาลงดูพื้นที่กว่า 30 ไร่ และเล่าให้ฟังว่า ตนทำเกษตรมานาน แต่มาเริ่มทำแบบอินทรีย์ทั้งหมด ในปี 2545 ทำในเนื้อที่ 30 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ปลูกพืชหลากลายชนิดรวมกัน ทั้งในน้ำและบนบก เช่นทำนาผักบุ้งไทย น้ำเต้า ฟัก มะเขือยาว พริก ทำสวนมะนาว กล้วยน้ำว้า ส้มโอ ซึ่งปลูกแซมๆกันในพื้นที่สวน ใช้พื้นที่ทุกตรารางเมตรให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เรื่องผลผลิตมีให้เก็บขายทุกวัน หมุนเวียนสลับกันไป บางครั้งก็ทำส่งไม่ทัน ตนรู้สึกว่าพอหันมาทำเกษตรอินทรีย์แล้ว ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น ได้บริโภคผักที่ปลูกเอง รู้สึกปลอดภัย สุขภาพคนในครอบครัวก็ดีขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้เป็นผู้ผลิตและส่งต่อสินค้าที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคอีกด้วย
การดำเนินของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลวังดาล ถึงแม้จะเป็นเพียงสมาชิกกลุ่มเล็กๆที่รวมกันทำในระดับตำบล แต่เมื่อได้มีการเชื่อมโยงการทำงานกับเครือข่ายระดับตำบล/จังหวัด ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากมาย ทั้งเรื่องการผลิตและการจำหน่าย อีกทั้งยังเกิดการเรียนรู้ในการฟื้นฟูสภาพดิน ได้ลดต้นทุนในการผลิต และมีอาหารปลอดภัยจากการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมกันนี้ทางสภาองค์กรชุมชนตำบล ยังได้เปิดศูนย์เรียนรู้เพื่อให้คนที่สนใจสามารถเข้ามาร่วมคิด ร่วมทำเกษตรปลอดภัย ขยายฐานสมาชิกให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ตำบล เพื่อสร้างความปลอดภัย สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชนได้






