ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เดิมมีชื่อว่า ตำบลพญาวัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ได้ยุบตำบลนี้รวมเข้ากับตำบลศรีมหาโพธิ (ต.ท่าประชุม) และแยกออกมาเป็นตำบลท่าตูม เหตุที่เรียกตำบลท่าตูมนั้น
มีเรื่องเล่าว่า หญิงคนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ย่านนาวิ่ง ได้รับคำมั่นจากชายคนหนึ่ง ว่า จะแต่งงานกัน แต่เมื่อถึงวันแต่งงานมีอุปสรรคเกิดขึ้นทำให้ไม่ได้แต่งงานตามที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ หญิงคนนั้นเสียใจมากจึงวิ่งไปตามลำน้ำบางปะกงทางทิศตะวันออก โดยไม่มีจุดหมายปลายทาง เมื่อถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งบริเวณท่าน้ำจึงตัดสินใจกระโดดน้ำเกิดเสียงดัง ตูม!! จึงเป็นที่มาของชื่อตำบล “ท่าตูม” มาจนถึงปัจจุบัน ตำบลท่าตูมนั้นมีพี้นที่ทั้งหมด 30,694 ไร่ ห่างจากอำเภอ 8 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินลูกรัง เป็นที่ราบลุ่ม ประชาชนส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพ ทำนา
ทำสวน ทำไร่ และรับจ้าง ช่วงไหนที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ก็จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ราคาผลผลิตตกต่ำ เกิดปัญหาหนี้สิน ชาวบ้านเข้าไม่ถึงสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ ต่อมานายสำเร็จ แจ่มจันทร์ ซึ่งเป็นประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าตูมในขณะนี้ จึงได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการขึ้นเพื่อให้คนในชุมชนได้มีสวัสดิการเท่าเทียมกัน รู้จักแบ่งปันดูแลกันในชุมชน
นางสาวปิยะพร บัวทอง ผู้ประสานงานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าตูม เล่าว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าตูม ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 ปัจจุบันมีสมาชิก 3,560 ราย มีเงินกองทุนรวมกว่า 6 ล้านบาท
มีการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกจำนวน 10 ด้าน ได้แก่
- ด้านการเกิด (คลอดบุตร)
- ด้านการแก่ (ผู้สูงอายุ)
- ด้านการเจ็บ (นอนพักในโรงพยาบาล)
- ด้านการ ตาย (เสียชีวิต)
- ด้านการสวัสดิการคนทำงาน กรรมการที่เก็บเงินสมทบ 100 คน ขึ้นไป ได้ 2 บาท และ คณะกรรมการหมู่ละ 3 คน กองทุนจ่ายค่าสมทบกองทุนให้เดือนละ 30 บาท
- ด้านการผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการ
- ด้านการศึกษา ทุนละ 500 บาท
- ด้านภัยพิบัติ
- ด้านการส่งเสริมอาชีพในชุมชน
10.ด้านวัฒนธรรม ประเพณี ส่งเสริมศาสนา วัฒนธรรมประเพณี
ในด้านของการขับเคลื่อนงานกองทุนสัวสดิการชุมชนตำบลท่าตูมนั้น มีการบริหารจัดการกองทุนอย่างเป็นระบบ มีสถานที่ทำการกองทุน มีการจัดประชุมคณะกรรมการทุกๆ 3 เดือน ประชุมสามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง อีกทั้งกองทุนยังมีระบบคนทำงานที่รับผิดชอบดูแลบัญชีประจำ และมีระบบการจัดเก็บเอกสาร ทั้งระบบแฟ้ม และคอมพิวเตอร์ สร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งต่อสมาชิกและหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน
นอกจากนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนยังได้เชื่อมโยงการดำเนินงานกับสถาบันการเงินชุมชน ในการหนุนเสริมความเข้มแข็งทางด้านการเงิน เกิดความคล่องตัว โดยกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าตูมนั้นเปิดบัญชีเงินฝากที่สถาบันการเงินชุมชนซึ่งจะได้ดอกเบี้ยเงินฝากเดือนละ 0.6 % เป็นการต่อยอดเงินให้เพิ่มพูน ในส่วนของสถาบันการเงินนั้นจะดำเนินการในเรื่องการฝาก-ถอน การกู้เงิน เมื่อ 2 องค์กรได้เชื่อมโยงการดำเนินงานกันทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินในชุมชน กลายเป็นแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ของชุมชน
ช่วยแก้ปัญหาการเงินให้กับสมาชิก โดยมีเงื่อนไขว่า หากชาวบ้านในชุมชนมีความประสงค์สมัครสมาชิกสถาบันการเงินชุมชนต้องสมัครสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนด้วย ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ คือ หากสมาชิกมีความประสงค์กู้เงินจะต้องฝากเงินอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป และหากเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนครบ 5 ปี ขึ้นไป กองทุนสวัสดิการชุมชนจะเพิ่มวงเงินให้อีก 10,000 บาท โดยการกู้เงินนั้น สมาชิกจะต้องแนบสมุดกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อใช้เป็นเอกสารในการยืนยันตัวตนการเป็นสมาชิกร่วมด้วย ทำให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
จากขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องเกิดเป็นผลรูปธรรม การเปลียนแปลงคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูมให้ความสนใจและเห็นว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าตูมนั้น จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ได้ ในปี 2554 จึงเริ่มสนับสนุนงบประมาณการขับเคลื่อนงาน จำนวน 153,720 บาท ต่อจากปีนั้นเรื่อยมากองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าตูมจึงได้จัดทำแผนเสนอต่อองค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อบรรจุเข้าแผนท้องถิ่น ในการขอรับสนับสนุนงบประมาณการขับเคลื่อนงานกองทุนสวัสดิการชุมชน และจัดทำรายงานผลการดำเนินงานกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อรายงานการขับเคลื่อนงานต่อองค์กาบริหารส่วนตำบลเป็นประจำทุกปี ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลเห็นผลงานการขับเคลื่อนงานซึ่งสามารถดูแลช่วยเหลือคนในชุมชนได้จริง เกิดประโยชน์แก่คนหมู่มาก องค์การบริหารส่วนตำบลจึงสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา
จากงบประมาณที่กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าตูมได้รับการสนับสนุนนั้น ทางกองทุนฯ ได้จัดสรรพัฒนาสวัสดิการต่างๆ ให้กับสมาชิก และนำมาส่งเสริมจัดตั้งกลุ่มอาชีพในชุมชน อาธิ กลุ่มสมุนไพร กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มสานกระเป๋าผักตบชวา เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนมีรายได้เสริม และมีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี รู้จักช่วยเหลือ แบ่งปัน ดูแลกันและกันคนในชุมชน ซึ่งเป็นฐานสำคัญนำไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน






