“ตำบลโคกกรวด” อำเภอ ปากพลี จังหวัด นครนายก เป็นตำบลมาพร้อมกับอำเภอเขาใหญ่ โดยมีผู้อพยพมาตั้งหลักแหล่ง โดยนั่งคอช้างมาเป็นขบวนใหญ่ ลัดเลาะห้วยหนองคลองบึง และเทือกเขากันมาจากเขาใหญ่ พักรอนแรมตามเส้นทางมาโดยตลอดในที่สุดผ่านหมู่บ้านหนองแสงเลยมาถึงข้ามหนองใหญ่แล้วขึ้นโคก “คำว่า โคก” คือบริเวณวัดร้าง “วัดบ้านกลาง” ในปัจจุบัน พอข้ามถึงโคกก็ร้องบอกบริวาลว่า พวกเราหนีหนองขึ้นโคกแล้ว จึงพากันหยุดหาที่สร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย แล้วค่อยพากันบุกป่าถางไร่หาที่เพาะปลูกทำนาทำไร่กันสืบมา บนโคกนี้มีหินกรวดเต็มไปทั่วบริเวณกว้าง จึงสร้างจัดขึ้นกลางบ้าน จึงมีนามว่า “วัดกลางบ้าน” แต่ภายหลังปล่อยทิ้งร้าง เพราะไม่มีพวกพระสงฆ์อยู่ และได้มีการสร้างวัดที่แห่งใหม่ วัดเดิมจึงกลายเป็น “วัดบ้านกลาง” ได้ร้างตราบเท่าทุกวันนี้ มีเนื้อที่ประมาณ 9,200 ไร่ เดิมนั้นตำบลโคกกรวดมี 6 หมู่บ้าน เมื่อประชาชนเพิ่มมากขึ้นจึงได้แยกหมู่ที่ 2 เป็นหมู่ที่ 7 คือ หมู่บ้านหนองลูกเสือ (หรือหนองหัวเสือ) จึงทำให้ตำบลโคกกรวดมีทั้งหมด 7 หมู่บ้านได้แก่ บ้านโคกกรวด, บ้านหนองสองห้อง, บ้านเนินสะทอน, บ้านเลาคา, บ้านเนินใหม่, บ้านเหล่าหุ่ง-ม่วง, และบ้านหนองหัวเสือ ตำบลโคกกรวดมีลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบสูงมีก้อนหินใหญ่มากมาย โดยเฉพาะที่บริเวณทิศเหนือของวัดพรหมเพชร และภายในหมู่บ้านจะมีก้อนหิน ก้อนกรวดอยู่ทั่วไป จึงตั้งชื่อว่า“ตำบลโคกกรวด”
นางวรรณพร ศรีจันทรา ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลโคกกรวด เล่าให้ฟังว่า “เมื่อปี 2560 มีโครงการบ้านพอเพียงชทบทเข้ามา ตนจึงได้ประสานงานให้คณะกรรมการแต่ละหมู่บ้านช่วยกันสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งช่วงแรกที่พบปัญหาอุปสรรคมากมาย ผู้ใหญ่บ้านมีปัญหากับลูกบ้าน จึงไม่ดำเนินการสำรวจผู้ยากไร้ให้ เมื่อป้ารู้ปัญหานี้ ตนจึงลงพื้นที่ช่วยสำรวจ เพื่อให้ความช่วยเหลือกับผู้เดือดร้อนด้วยอีกแรง”
การดำเนินงานโครงการบ้านพอเพียงชนบทตำบลโคกกรวด ช่วงเริ่มต้นทางขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครนายก ประสานให้สภาองค์กรชุมชนสำรวจข้อมูลความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยของแต่ละหมู่บ้าน
สภาองค์กรชุมชนเมื่อได้รับเรื่องแล้ว จึงได้มีการประชุมจัดตั้งคณะกรรมการของแต่ละหมู่บ้านหมู่ละ 4 คน มีการประชุมคณะกรรมการทั้งตำบลเพื่อให้แต่ละหมู่ออกสำรวจความเดือดร้อนของผู้ที่เดือดร้อนต้องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เมื่อได้จำนวนผู้ที่เดือดร้อนแล้ว คณะกรรมการจึงได้จัดเวทีประชาคมหมู่บ้านในการจัดลำดับความเดือดร้อน และความจำเป็น โดยผู้ใดมีความเดือดร้อนมากที่สุดให้เสนอชื่อต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณาคัดเลือก ขอมติว่าหมู่ใดและบุคคลใดที่มีความจำเป็นเห็นควรได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และเสนอชื่อต่อสภาองค์กรชุมชน รวบรวมข้อมูลผู้เดือดร้อนในตำบลเสนอต่อขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด ต่อจากนั้นเมื่อมีงบประมาณลงแล้วสภาองค์กรชุมชนฯ จัดประชุมผู้เดือดนร้อนอีกครั้งเพื่อสอบถามความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการ และเมื่อทุกคนพร้อมยืนยันที่จะทำแล้ว ทางคณะกรรมการสภาจะเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ให้กับผู้เดือดร้อนตามงบประมาณที่โครงการกำหนด ครัวเรือนละ 18,000 บาท หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากนี้ให้ผู้เดือดร้อนออกค่าใช้จ่ายส่วนต่างเพิ่มเติม โดยตำบลโคกกรวด นั้นเริ่มดำเนินโครงการบ้านพอเพียงชนบทมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งในปี 2560 นั้น ได้งบประมาณในการซ่อมแซม จำนวน 8 หลังคาเรือน ปี 2561 ได้งบประมาณในการซ่อมแซม จำนวน 8 หลังคาเรือน และปี 2562 นี้ ได้งบประมาณในการซ่อมแซม จำนวน 5 หลังคาเรือน ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาตำบลโคกกรวดสามารถช่วยเหลือซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้เดือดร้อนในตำบลได้แล้ว จำนวน 21 หลังคาเรือน
นางสมพร บัวเขียว สมาชิกโครงการบ้านพอเพียงชนบท เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่จะได้รับการช่วยเหลือ ความเป็นอยู่ อยู่อย่างลำบากมาก ถ้าเกิดมีฝนตกจะไม่ได้นอนเลย เพราะฝนรั่วลงมาตลอด อีกทั้งอยู่คนเดียวด้วย หลังจากที่ได้รับช่วยเหลือจากโครงการบ้านพอเพียง แต่ก็มีส่วนของค่าจ้างที่ไม่เพียงพอจากงบประมาณที่ได้รับ แต่ยังมีลูกชายและลูกเขยให้การช่วยเหลือในเรื่องของค่าจ้างในครั้งนี้ นางสมพรกล่าวว่าต้องขอขอบคุณสภาองค์กรชุมชนตำบลโคกกรวด นางวรรณพร ศรีจันทรา และทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนที่ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ รู้สึกดีใจและประทับใจเป็นอย่างมาก
นายวิรูญ บุญขัน สมาชิกโครงการบ้านพอเพียงชนบท ว่า ก่อนที่ได้รับการช่วยเหลืออยู่กันลำบากมากเพราะหลังคารั่วมาก ฝนตกอยู่กันไม่ได้เลย ก่อนหน้านี้เคยไปขอความช่วยเหลือจากอบต.และ ปมจ. แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ แต่ได้รับถุงยังชีพและเบี้ยยังชีพปีละ 2,000 บาทจากอบต.โคกกรวด จะซ่อมแซมเองก็ไม่ได้ เพราะตัวเองไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้อื่นนอกจากเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาทต่อเดือน ส่วนนางแดงจะไปรับจ้างตักมูลไก่ได้วันล่ะ 300 บาท ครั้งหนึ่งประมาณ 4 วัน 2-3 เดือนจะมีงานทำ นางแดงมีโรคประจำตัวคือ เบาหวาน ความดันและกระดูกทับเส้น อีกทั้งมีภาระเลี้ยงลูกให้ลูกสาวอีก 2 คน ลูกสาวมีส่งมาให้บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมาย เพียงพอต่อค่าเทอม ค่ารถ ค่ากิน ค่าเสื้อผ้าของหลานเท่านั้น นายวิรูญ กล่าวว่า เมื่อรู้ว่าได้รับการช่วยเหลือให้โครงการนี้ รู้สึกดีใจและประทับใจมาก ความเดือดร้อนที่เคยได้รับมันก็ลดน้อยลง ถึงแม้จะมีฝนรั่วบ้าง แต่ก็ดีขึ้นเยอะ ตอนนี้ยังมีส่วนที่ต้องซ่อมอีก แต่ไม่มีงบประมาณในการสร้างและไม่มีงบประมาณในเรื่องของค่าจ้าง แต่อย่างไรก็ต้องขอบคุณทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และสภาองค์กรชุมชนตำบลโคกกรวดที่ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้






