จังหวัดตาก เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ นับเป็นจังหวัดชายแดนที่สำคัญอีกจังหวัดหนึ่งของไทย มีประวัติศาสตร์เก่าแก่นับแต่สมัยกรุงสุโขทัย ทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่งดงามหลายแห่งด้วย นอกจากนี้จังหวัดตากยังเป็นจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อจังหวัดอื่นๆ ถึง 9 จังหวัด ในอดีตเรียกว่า “เมืองตาก”เป็นเมืองที่มีชาวมอญอาศัยอยู่มาก่อน ดังมีหลักฐานศิลปะมอญปรากฏอยู่ ที่อำเภอบ้านตากมีประวัติความเป็นมาเก่าแก่และเป็นหนึ่งในหัวเมืองที่สันนิษฐานว่ามีอายุขัยเกินกว่าสองพันปี เมื่อมีการอพยพของชนชาติไทยจากลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนใต้ลงมา ตามแนวลำน้ำดง (ลำน้ำสาละวิน) มีมีกลุ่มหนึ่งได้ข้ามลำน้ำสาละวิน ผ่านลุ่มน้ำเมยหรือแม่น้ำต่องยินเข้ามาทางช่องเขาด้าน อำเภอแม่สอดและมาถึงบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่าเมืองตาก ผู้นำกลุ่มคนไทยที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองตากในยุคนั้นได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ปกครองสืบทอดต่อเนื่องกันมาจนถึงปี พ.ศ.560 (รัชสมัยพระเจ้าสักดำ) ตามบันทึกในพงศาวดารเหนือกล่าวว่าในยุคดังกล่าวเมืองตากได้มีการค้าขายกับเมืองอินเดียด้วย จนถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 ได้โยกย้ายไปสร้างราชธานีขึ้นใหม่ที่เมืองละโว้บริเวณทางตอนใต้ของเมืองตาก
บางยุคเมืองตากกลายเป็นเมืองร้าง ดังในพงศาวดารเหนือได้กล่าวถึงการเสด็จทางชลมารคของพระนางจามเทวี พระราชธิดากษัตริย์ละโว้เพื่อไปปกครองแคว้นหริภุญชัย (ลำพูน) ราว พ.ศ.1176 โดยทางลำน้ำปิง เมื่อพระนางจามเทวีขึ้นไปสำรวจบนฝั่งแม่น้ำพบร่องรอยกำแพงเมืองเก่าๆ ถูกทิ้งร้างและต่อมาเมื่อ พ.ศ.1805 เกิดสงครามที่สร้างชื่อให้กับพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและเป็นที่มาของเจดีย์ยุทธหัตถีที่วัดพระบรมธาตุ อำเภอบ้านตาก ต่อมาในแผ่นดินมหาธรรมราชา ได้ย้ายเมืองตากลงมาทางตอนใต้ตามลำน้ำปิงไปตั้งอยู่ที่ป่ามะม่วงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ซึ่งอยู่ในเขตตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมืองตากในปัจจุบันและเป็นสถานที่ชุมนุมกองทัพในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ทางภูมิศาสตร์มีอาณาเขตติดต่อด้าน ทิศเหนือ ติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูนและลำปางทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดสุโขทัย กำแพงเพชร นครสวรรค์และอุทัยธานี ทิศใต้ ติดกับจังหวัดกาญจนบุรีและ ทิศตะวันตก ติดกับรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า โดยมีแม่น้ำสายเมยแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเป็นป่าไม้และภูเขาสูง โดยเฉพาะพื้นที่ทางด้านตะวันตกของจังหวัด ด้านการปกครองแบ่งออกเป็น 9 อำเภอ (63 ตำบล) ได้แก่ อำเภอเมืองตาก, อำเภอบ้านตาก,อำเภอสามเงา, อำเภอแม่ระมาด, อำเภอท่าสองยาง, อำเภอแม่สอด, อำเภอพบพระ, อำเภออุ้มผางและอำเภอวังเจ้า
อำเภอบ้านตาก สันนิษฐานว่าคือตัวเมืองตากเดิม เป็นเมืองหน้าด่านสำหรับป้องกันข้าศึกศัตรูมาแต่ดึกดำบรรพ์ ตั้งอยู่บนดอยเล็กๆ ลูกหนึ่ง ปัจจุบันคือบ้านท่าพระธาตุ หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะตะเภา อยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง ต่อมาสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ย้ายเมืองตากจากที่เดิมมาอยู่ที่ตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมืองตาก และในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ย้ายเมืองตากไปอยู่ที่ตำบลระแหง อำเภอเมืองตาก ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นที่ตั้งตัวจังหวัดตากในปัจจุบันนี้ เมื่อได้ย้ายเมืองตากไปตั้งที่ใหม่แล้ว ไม่อาจทราบได้ว่า สภาพของเมืองตาก เดิมจะมีฐานะเป็นอำเภอ ตำบลหรือหมู่บ้าน แต่พอจะมีหลักฐานว่าที่ว่าการอำเภอบ้านตากได้ตั้งขึ้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ในท้องที่หมู่ที่ 8 ตำบลตากตกในปัจจุบัน เมื่อประมาณปี พ.ศ.2438 ถึง 2440 โดยมีหลวงพรมสุภา (นายโต กาญจนสูต) เป็นนายอำเภอคนแรก มีพื้นที่ทำการปกครองรวมทั้งท้องที่อำเภอสามเงาในปัจจุบันเข้าไว้ด้วย
เมื่อ พ.ศ.2475 ทางราชการได้ยกฐานะตำบลสามเงาขึ้นเป็น กิ่งอำเภอขึ้นกับอำเภอบ้านตากและทางราชการได้ยกฐานะกิ่งอำเภอสามเงาขึ้นเป็น อำเภอสามเงา ในโอกาสต่อมา เมื่อ พ.ศ.2501 และเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2505 ในสมัยของพลเอกถนอม กิตติขจร (ยศในขณะนั้น) รองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการพัฒนาภาคเหนือ ได้ทำการรื้อถอนและได้อาศัยหอประชุมอำเภอ “ราษฎรอุทิศ” เป็นที่ทำการชั่วคราวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ต่อมา กรมการปกครองได้อนุมัติเงิน จำนวน 300,000 บาท เพื่อก่อสร้างที่ว่าการอำเภอใหม่แต่เมื่อได้พิจารณาแล้วเห็นว่า บริเวณที่ว่าการอำเภอเดิมนั้น มีอาณาบริเวณคับแคบ มีเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ และที่ดินเป็นรูปเสี้ยว ด้านหน้าติดกับถนนริมน้ำปิง ด้านหลังติดลำห้วยตาก ไม่สามารถจะขยายให้กว้างขวางสร้างความเจริญ และตกแต่งให้บังเกิดความสง่าสวยงาม สมกับเป็นสถานที่ราชการสำคัญของอำเภอได้ ประกอบกับการไปมาติดต่อราชการในสมัยนั้น ไม่มีทางคมนาคมที่จะติดต่อกับจังหวัดได้ จำเป็นต้องใช้เรือข้ามแม่น้ำปิงไปยังฝั่งตะวันออก ซึ่งมีรถยนต์ผ่าน ทำให้เสียเวลาไม่สะดวกรวดเร็วและเสี่ยงอันตราย จนเมื่อ พ.ศ.2506 กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติให้สร้างที่ว่าการอำเภอบ้านตาก สร้างแล้วเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2506
อำเภอบ้านตากแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 7 ตำบล 79 หมู่บ้าน ได้แก่
- ตากออก จำนวน 15 หมู่บ้าน
- สมอโคน จำนวน 9 หมู่บ้าน
- แม่สลิด จำนวน 13 หมู่บ้าน
- ตากตก จำนวน 11 หมู่บ้าน
- เกาะตะเภา จำนวน 10 หมู่บ้าน
- ทุ่งกระเชาะ จำนวน 12 หมู่บ้าน
- ท้องฟ้า จำนวน 9 หมู่บ้าน
ตำบลสมอโคน: ลักษณะพื้นที่
ตำบลสมอโคน ตั้งอยู่ทางใต้ของอำเภอบ้านตาก ห่างจากอำเภอบ้านตากตามระยะทางทางหลวง หมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ประมาณ 6 กิโลเมตร ห่างจากศาลากลางจังหวัดตาก 15 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 96.441 ตร.กม. หรือ ประมาณ 60,276 ไร่ เส้นทางคมนาคมมีถนนสายหลัก คือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (พหลโยธิน)
การก่อต่อแถบตำบลสมอโคน สันนิษฐานว่าปรากฎขึ้นเมื่อประมาณ 100 ปีเศษ อ้างอิงได้จากโบราณสถานที่พบได้ในพื้นที่ คือเนินโองโมงธรรมศุทธิ อุโบสถเก่าวัดวิเศษวานิช เป็นต้น สันนิษฐานว่าเกิดจากการที่ผู้คนสัญจรไปมาทางน้ำ เมื่อถึงที่ตั้งตำบลสมอโคนเห็นทำเลดีจึง สร้างที่พักอาศัยชั่วคราวต่อมาได้เกิดเป็นชุมชนหนาแน่นขึ้นหลายชุมชน ชื่อว่า “สมอโคน” ค้าว่าสมอโคนมาจากคำว่า สมอโค่น เนื่องจากต้นสมอใหญ่ได้โค่นลงมา ผู้คนสัญจรไปมาทางเรือใช้เป็นจุดเรียกขานและเรียกว่าบ้านสมอโค่น ในเวลาต่อมาและเพี้ยนมาเป็นบ้านสมอโคนในเวลาต่อมา การตั้งชุมชนในอดีตมักตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งน้ำปิง ยุคต่อมาเมื่อมีการขยายที่ทำกินเพื่อทำการเกษตร ทำไร่และเลี้ยงสัตว์จึงเริ่มขยายชุมชนออกไปทางแถบตะวันออก (บริเวณหมู่ที่ 7,8 และ 9)
พื้นเพของชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 1–6 ของตำบล ส่วนใหญ่มีถิ่นฐานอยู่ที่นี่มาแต่กำเนิด พูดภาษาพื้นเมืองและไทยกลางร้อยละ 80 เมื่อประมาณ 20 ปีเศษ ได้มีประชาชนในพื้นที่จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคอื่นๆ อพยพมาอาศัยใน พื้นที่หมู่ 7, 8 และ 9 เพื่อทำการเกษตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และอีกร้อยละ 20 พูดภาษาอีสานและกลาง มีขนบธรรมเนียมประเพณีคล้ายคลึงกัน ได้แก่ ประเพณีทำบุญต่างๆ เช่น วันเข้าพรรษา วันสารทไทย วันออก พรรษา ข้าวหลาม สลากภัทต์ เป็นต้น
อาณาเขตติดต่อของตำบลสมอโคน ติดต่อกับตําบลต่างๆ 4 ตําบล ได้แก่
ทิศเหนือ ติดต่อกับ ตําบลตากออก อําเภอบ้านตาก
ทิศใต้ ติดต่อกับ ตําบลไม้งาม อําเภอเมือง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ตําบลโป่งแดงและตําบลไม้งาม อําเภอเมือง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ตําบลตากตก (โดยมีแม่นํ้าปิงเป็นแนวกั้นเขต)
สภาพพื้นที่โดยทั่วไปประกอบด้วยป่าไม้และเทือกเขาสูง มีพื้นที่ราบสำหรับการเกษตรน้อย มีแหล่งน้ำสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำปิง รวมถึงฝาย บ่อน้ำตื้น บ่อบาดาล สระและอ่างเก็บน้ำ
ในเขตการปกครองขององค์การบริหารส่วนตาบลสมอโคน ประกอบด้วย หมู่ที่ 1 บ้านหนองชะลาบ, หมู่ที่ 2 บ้านเกาะลาน, หมู่ที่ 3 บ้านเกาะลาน, หมู่ท่ี 4 บ้านสมอโคน, หมู่ที่ 5 บ้านสมอโคน, หมู่ที่ 6 บ้านสมอโคน, หมู่ที่ 7 บ้านน้้าดิบ, หมู่ที่ 8 บ้านสระทองและหมู่ที่ 9 บ้านชัยมงคล
ข้อมูลด้านประชากร มีจำนวนทั้งสิ้น 4,360 คน โดยแยกเป็นประชากรชาย จำนวน 2,178 คน ประชากรหญิงจำนวน 2,182 คน และมีจำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 1,593 ครัวเรือน
การประกอบอาชีพของคนในตำบลส่วนใหญ่จำนวนร้อยละ 70 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย รองลงมาได้แก่ อาชีพรับจ้าง ค้าขาย ส่วนการเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ใช้งานและเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน การเลี้ยงในเชิงพาณิชน์ยังน้อยไม่แพร่หลายนัก สัตว์ที่เลี้ยง เช่น โค กระบือ ไก่ เป็ด สุกร เป็นต้น
ปัจจุบันได้เกิดกลุ่มอาชีพขึ้นในชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มกิจกรรมการเกษตรและสมุนไพรที่เกิดจากชุมชนโดยมีการบริหารจัดการภายในกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการดำเนินกิจกรรมการเกษตรในด้านการผลิตการจำหน่าย เช่น กลุ่มอาชีพถักตระกร้า (หมู่ที่ 5) กลุ่มเลี้ยงโค (หมู่ท่ี 7,8,9) กลุ่มเย็บจักรปันสุข (หมู่ที่ 3)
สถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียง อาทิ อุโมงเนินธรรมสุทธิ (ชาวบ้านเรียกว่า โองโมงค์) อยู่ในความดูแลของวัดเกาะลาน ตั้งอยู่ที่ตำบลสมอโคน หมู่ 3 ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ยังไม่พบที่ใดในประเทศไทย ปัจจุบันกรมศิลปากรได้จดทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ลักษณะของโองโมงค์ธรรมศุทธิเป็นสิ่งก่อสร้างทำด้วยอิฐและฉาบด้วยดินเผามีรูปร่างคล้ายอุโมงค์สูงประมาณ 1.50 เมตร กว้างประมาณ 1.20 เมตร และยาวประมาณ 2.40 เมตร มีช่องทางเข้าออกด้านหน้าด้านเดียว ด้านหลังก่ออิฐทึบมีช่องระบายอากาศ เป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 1 ช่อง บนหลังคาก่อเป็นรูปทรงใบเสมาเป็นเหลี่ยมและตกแต่งลวดลายประดับไว้ทั้งหมด 25 หลัง ระยะห่างกันประมาณ 0.80 เมตร สร้างในแนวลักษณะของครึ่งวงกลมบนเนิน ปัจจุบันเป็นสถานที่พักชั่วคราวของพระสงฆ์ที่ธุดงค์ผ่านมาและชาวบ้านได้ร่วมใจกันรื้อฟื้นประเพณีเข้าปริวาสกรรม เพื่อให้อยู่คู่กับสถานที่แห่งนี้ตลอดไป
ภาพรวมต้นทุนสำคัญของตำบล
- มีทำเลที่ตั้งตำบลที่ติดกับถนนสายเอเชียการสัญจรไปมาของประชาชนสะดวกสบายและการขนส่งสินค้า ของประชาชนในพื้นที่ไปยังตลาดต่างจังหวัด มีความสะดวกสบายและรวดเร็ว
- มีสถานที่ท่องเที่ยวเป็นแหล่งโบราณสถาน คือ เนินโองโมงธรรมสุทธิ ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 และอุโบสถเก่าวัด วิเศษวานิช ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 พิพิธภัณฑ์โพธิคุณ ตั้งอยู่หมู่ที่ 6
- มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติป่าอนุรักษ์พ่อหลวง (ดอยศาลเจ้า) ตั้งอยู่หมู่ที่ 8
- มีแม่น้ำปิงที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญในการเกษตรของเกษตรกรในตำบล
- มีกลุ่มอาชีพเห็ดโคน กลุ่มเย็บผ้า กลุ่มผู้ผลิตหมวกใบลาน กลุ่มผู้เลี้ยงโคที่รวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง
- ประชาชนในตาบลมีความหลากหลายด้านประเพณีวัฒนธรรมก่อให้เกิดการพัฒนาในหลายด้าน
- ประชาชนมีชีวิตที่เรียบง่ายรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น
- ผู้นำมีความเข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลและเข้าใจปัญหาในพื้นที่ได้ดี
- มีชุมชนที่เข้มแข็งประชาชนให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมในการพัฒนาตำบล
- มีการเลี้ยงโคในพื้นที่เป็นจำนวนมาก
สำนึกร่วมของชุมชนท้องถิ่นในฐานะเครื่องมือในการทำงาน: กระบวนการดำเนินโครงการ
“คนสมอโคนแม้จะไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด มาจากหลายที่หลายทาง แต่ทุกคนเห็นความสำคัญของ
ชุมชนท้องถิ่น จัดการปัญหาร่วมกันมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งอาจเพราะมาจากหลายที่จึงต้องพยายามปรับเข้าหากัน คุยกันมาก คนในตำบล คนส่วนใหญ่ยังยึดโยงด้วยระบบเครือญาติ ยังคงมีค่านิยมในการพึ่งพาอาศัยกันกับแบบญาติพี่น้อง ยังมีความใกล้ชิดของคนชุมชนท้องถิ่นเดียวกัน มีกิจกรรมประเพณีร่วมกันหลายครั้งในรอบปี อันนี้ต้องนำมาปรับใช้”
…..คณะทำงานท่านหนึ่งอธิบายลักษณะทางสังคมที่เป็นส่วนสำคัญต่อการทำงาน
ตำบลสมอโคนมีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการบ้านพอเพียงชนบทติดต่อกันมา 3 ปี ในปี 2560 ได้รับการสนับสนุนและสามารถดำเนินการปรับปรุงบ้านผู้ด้อยโอกาสจำนวน 17 หลัง ในปี 2561 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 5 หลัง แต่สามารถดำเนินการได้ 12 หลัง และในปี 2562 ได้รับการสนับสนุนจำนวน 5 หลัง
ขั้นตอนหรือกระบวนการสำคัญ ได้แก่
1) ประชุมชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจในกลุ่มผู้นำและคณะทำงานโครงการก่อนที่จะได้นำไปชี้แจงกับสมาชิกของแต่ละชุมชน ประเด็นสำคัญที่ต้องมีมติร่วมกันให้ชัดเจนคือ กำหนดหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก
2) สำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน โดยมีผู้นำชุมชนเป็นคนประสานงานหลัก เนื่องจากรับรู้ข้อมูลของสมาชิกในชุมชนเป็นอย่างดี
3) จัดลำดับความสำคัญหรือระดับความเดือดร้อนของกลุ่มเป้าหมายเพื่อนำเข้าที่ประชุมต่อไป ใน
ขั้นตอนนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เดือดร้อนร่วมกันเพื่อจะคัดเลือกต่อไปในระดับของตำบล
4) ประชุมสรุปคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายในระดับตำบล
5) จัดการบริหารงบประมาณที่ได้รับจากโครงการเพื่อนำไปจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ตามแผนงาน
ผู้นำท้องถิ่นจะรับหน้าที่ในการติดตามการดำเนินงาน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เดือดร้อนเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ตามำพังโดยไม่มีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ในละแวกชุมชน จะมีการระดมความช่วยเหลือมากเป็นพิเศษ ทั้งการมสมทบทุนเรื่องค่าอาหารสำหรับแรงงานชุมชนที่ช่วยในการซ่อมแซมบ้านและระดมแรงงาน
“เราเข้าใจดีว่าเมื่อเห็นตัวอย่างว่ารายอื่นได้รับการซ่อมแซมบ้าน ก็จะมีความอยากได้รับการช่วยเหลือเหมือนกัน เข้าใจว่ามีกันทุกที่ ผู้นำต้องพยายามสื่อสารตามความจริงของโครงการว่ามีข้อจำกัดยังไง เรามีวิธีการคัดเลือกอย่างไง ถ้าไม่ผ่านการประชาคมคัดเลือกจะมีปัญหาแน่นอน”
…..คณะกรรมการท่านหนึ่งอธิบายถึงการทำงาน
ใช้ต้นทุนภายในอย่างเต็มกำลัง: การกระจายบทบาทและความร่วมมือ
ในการดำเนินโครงการบ้านพอเพียงชนบทในระยะสามปีที่ผ่านของตำบลสมอโคนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพลังของชุมชนท้องถิ่นสามารถช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสได้มากกว่ากรอบงบประมาณอันจำกัดของโครงการ ทุกฝ่ายได้พยายามนำความรุนแรงของปัญหาเป็นตัวตั้งและพยายามระดมทรัพยากรด้านต่างๆ จนสามารถดำเนินการปรับปรุงบ้านกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนที่มากกว่ากรอบงบประมาณ นับเป็นความสำเร็จสำคัญของพลังชุมชนท้องถิ่น ถือเป็นประสบการณ์สำคัญร่วมกันของกลไกภาคประชาชน ผู้นำ องค์การบริหารส่วนตำบล หน่วยงานราชการระดับอำเภอ จังหวัดและภาคเอกชนในพื้นที่
“มันเหมือนกับว่าเราได้ทำงานเกินตัวนะ เราเห็นปัญหาผู้ด้อยโอกาส ทุกคนในคณะทำงานได้เห็นร่วมกัน บางทีมันตัดสินใจลำบาก จะคัดเลือกแบบไหนบางที่ก็ไม่โอเค มันมีเรื่องความรู้สึกด้วยของคนที่เดือดร้อน ถาม่าที่ซ่อมแซมไปให้เขามันไม่ได้สวนหรูอะไรมากนัก แต่มันเป็นเรื่องกำลังใจของคนบ้านเดียวกัน พอทำเสร็จนคนได้บ้านก็ดีใจ คนที่ช่วยทำก็ดีใจแบบไม่รู้ตัว มีปัญหาบ้างขั้นตอนต่างๆ เป็นเรื่องปกติ แต่พอมันเกิดการช่วยเหลือกันมากๆ ความเป็นชุมชนท้องถิ่นมันเหมือนยังไม่หาย อาจเป็นการรักษาอะไรแบบนี้ไว้”
…..ผู้นำท่านหนึ่งอธิบายบทเรียนจากการทำงาน
นอกเหนือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มีบทบาทหลักในขั้นตอนการสำรวจข้อมูลกลุ่มเป้าหมายและการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินโครงการของแต่ละชุมชนเพื่อให้ได้มติการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายในระดับชุมชนและตำบล ยังมีกลุ่มกิจกรรมที่สำคัญของตำบล ได้แก่ องค์กรสวัสดิการชุมชน ที่มีบทบาทบริการสมาชิกชุมชนตั้งแต่แรกเกิด การเจ็บป่วยจนถึงเสียชีวิต สภาองค์กรชุมชนตำบลสมอโคนพยายามมีส่วนร่วมกับการพัฒนาท้องถิ่น เช่น การเสนอแผนและแนวทางแก้ไขปัญหาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มสตรี กลุ่มอาสาสมัครสาธารณะสุขหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่ม ชรบ. กลุ่ม อปพร.
ภาคส่วนที่มีส่วนโดยตรงกับการสนับสนุนโครงการ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลสมอโคน มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนบุคลากรเพื่อช่วยงานด้านธุรการ การประสานงาน งานสถานที่และการร่วมประมาณการงบประมาณโครงการ ตามภารกิจขององค์การบริหารส่วนตำบลสมอโคน มีกองสวัสดิการและสังคม ซึ่งรับผิดชอบงานสังคมสงเคราะห์ การส่งเสริม สวัสดิการเด็กและเยาวชน การพัฒนาชุมชน โดยสงเคราะห์ประชาชนผู้ทุกข์ยาก ขาดแคลน ไร้ที่พ่ึง ผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส
หน่วยงานระดับอำเภอบ้านตาก พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตาก ให้การสนับสนุนงบประมาณสมทบบางส่วน นอกจากนั้น กองทุนสวัสดิการชุมชนช่วยในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำงานที่จำเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายในวันที่มีการดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงบ้าน เนื่องจากถือเป็นหนึ่งในงานพัฒนาของชุมชน ร่วมกับกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ โดยมีกลุ่มแม่บ้าน อาสาสมัครสาธารณะสุขหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มสตรีและคนในชุมชนร่วมเป็นแรงงานจิตอาสา
คณะทำงานโครงารบ้านพอเพียงชนบทตำบลสมอโคนร่วมเวทีพัฒนาการถอดองค์ความรู้ ปี 2562
อุปสรรคและข้อท้าทายในอนาคต
เนื่องจากสภาพปัญหาด้านความยากจนของประชากรในตำบลถือว่ามีจำนวนผู้ประสบปัญหาจำนวนมากและมีผู้ที่อยากแสดงว่าตัวเองยากจนกว่ารายอื่นอยู่เสมอ รวมถึงกลุ่มที่อาจไม่ได้ยากจนมากนักเมื่อเทียบกับรายอื่นแต่มีเป็นลักษณะที่เรียกกันว่า “อยากจน” มากกว่ายากจน
ด้วยงบประมาณมีจำกัด เป็นการยากต่อการเฉลี่ยให้ทั่วถึงทั้งตำบล รวมถึงการอธิบายให้แต่ละชุมชนเข้าใจลักษณะเฉพาะของโครงการที่ไม่ได้เน้นการสงเคราะห์ด้านเดียว รวมถึงการที่โครงการไม่มีค่าบริหารจัดการจึงเป็นอุปสรรคต่อการประสานงาน การเดินทางในพื้นที่ห่างไกล
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ไม่สามารถดำเนินการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในตำบลได้ทั้งหมด เมื่อมีบางกลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือจนสร้างเป็นผลการเปลี่ยนแปลงเป็นที่ประจักษ์กับสมาชิกชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ จึงเป็นส่วนหนึ่งให้กลุ่มผู้นำต้องเผชิญกับการเรียกร้องขอรับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่ยังรอคอยการสนับสนุนและติดตามถามไถ่อยู่เสมอ จึงเป็นเรื่องที่ต้องคอยสร้างความเข้าใจอยู่บ่อยครั้ง
สมาชิกชุมชนทั่วไปและกลุ่มเป้าหมายโดยมาก ยังคงคุ้นชินกับการทำงานในลักษณะเชิงสงเคราะห์ มักมีบุคลิกที่เป็นฝ่ายรอรับการช่วยเหลือมากกว่าจะกระตือรือร้นในการใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับโครงการของหน่วยงานรัฐที่มักมีความเข้าใจว่าจะได้รับงบประมาณสนับสนุนด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ ฉะนั้นการที่ต้องพยายามระดมทรัพยากรในชุมชนมาช่วยสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจึงถือว่าเป็นเรื่องพิเศษกว่าโครงการปกติ
ด้านผู้นำบางท่านยังมีลักษณะ “ติดพื้นที่” มากเกินไป ทำให้บางครั้งเสียโอกาสในการหาประสบการณ์จากกิจกรรมภายนอกชุมชนของตัวเองและบางกรณีเป็นคนที่มีศักยภาพสูงแต่กลับไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่ บางกรณีไม่ได้ประสานงานกับโครงการอย่างสม่ำเสมอ
ร้านค้าในชุมชนบางแห่งยังไม่คุ้นชินกับขั้นตอนการเบิกจ่าย การทำธุรกรรมในลักษณะโครงการของหน่วยงานราชการ เช่น การออกใบเสร็จรับเงิน
หากพิจารณาถึงจุดอ่อนภาพใหญ่ในระดับตำบล พบว่าว่าหลายประเด็นที่จะเกี่ยวข้องและส่งผลถึงการทำขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต่างๆ ในอนาคต ได้แก่ งบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่นมีน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณงานที่ได้รับการถ่ายโอน ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดพื้นที่ทำกินและพื้นที่ทากินส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังขาดเอกสารสิทธิ์ ไม่มีตลาดกลางเพื่อรองรับสินค้าทางการเกษตร พื้นที่ของตาบลสมอโคน แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ด้านตะวันออกมีพื้นที่ทำการเกษตรแต่พื้นที่มีความแห้งแล้งกันดารและฝั่งตะวันตกติดริมแม่น้าปิงแต่ไม่มีพื้นที่สาหรับทาการเกษตร แหล่งน้าไม่เพียงพอ ในการทาการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ พื้นที่ฝั่งตะวันออก ประชาชนยังขาดความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าและการตลาด ประชาชนบางครั้งไม่มีความกระตื้อรือร้นในการประกอบอาชีพ ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพที่มั่นคง ยังมีฐานะยากจนและมีหนี้สิน






