เดิมสภาพพื้นที่เป็นป่าไม้เบญจพรรณอยู่ริมแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงประชาชน มีป่าไผ่มากบังสายตาคนที่เดินทางตามแม่น้ำ จึงเรียกว่า “บ้านบังไพร” จนกระทั่งมีคนชื่อเลิก มาตั้งรกรากเป็นคนแรก และเมื่อคนชื่อเลิก เสียชีวิตลง ประชาชนจึงเรียกว่า “บ้านวังตาเลิก” และต่อมาขุนไผ่ ภูมิเขต เป็นกำนัน จึงเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น “บ้านบางไผ่” และได้นำชื่อบ้านบางไผ่ มาเรียกเป็น ตำบลบางไผ่ โดยตำบลบางไผ่ พื้นที่ทางกายภาพส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำน่านไหลผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มต่ำ เหมาะแก่การทำการเกษตร ประชากรส่วนใหญ่ทำนาข้าวซึ่งพื้นที่นาข้าวส่วนใหญ่อยู่นอกเขตเทศบาล มีชุมชนในเขตเทศบาล 3 ชุมชนได้แก่ ชุมชนท่าหอย ชุมชนไผ่แสนสุข ชุมชนไผ่ประเสริฐ มีประชากรทั้งหมด 1,676 คน
อาณาเขตพื้นที่
ทิศเหนือ ติดกับ หมู่ที่ 5 ตำบลบางไผ่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร
ทิศใต้ ติดกับ ติดกับ หมู่ที่ 11 อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร
ทิศตะวันออก ติดกับ หมู่ที่ 4 อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร
ทิศตะวันตก ติดกับแม่น้ำน่าน
ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนาเป็นหลัก นอกจากนี้ใชตำบลยังมีกลุ่มองค์กรต่างๆ ได้แก่ ออมทรัพย์เพื่อการผลิตชุมชนท่าหอย, กลุ่มอาชีพสตรีแม่บ้านชุมชนไผ่แสนสุข, กองทุนหมู่บ้านชุมชนท่าหอย, กองทุนหมู่บ้านชุมชนไผ่แสนสุข , กองทุนหมู่บ้านชุมชนไผ่ประเสริฐ กลุ่มปลูกผัก กลุ่มขนมหวาน กลุ่มผลิตเตาอั้งโล่ กลุ่มผลิตน้ำปลา/ ปลาร้า
พัฒนาการความเป็นมาขององค์ความรู้ (เครื่องมือ เส้นเวลา……. ที่มาความรู้ชุมชน)
ก่อนปี พ.ศ2559 การประกอบอาชีพหลักของประชาชนในพื้นที่เทศบาลตำบลบางไผ่ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนาเป็นอาชีพหลัก การทำนาแต่ละครั้งมีการใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี ยากำจัดวัชพืช ในขั้นตอนการปลูกข้าวเป็นจำนวนมากจึงทำให้มีสารพิษตกค้างลงสู่ดิน และ แหล่งน้ำธรรมชาติ จึงทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และแหล่งน้ำก็มีสารเคมีปนเปื้อนทำให้สัตว์น้ำอยู่อาศัยไม่ได้ พื้นที่จึงขาดความสมดุลตามธรรมชาติก็ให้เกิดปัญหาการดำรงชีวิตและอาหารไม่ปลอดภัย
ปี พ.ศ.2560 จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้สภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลบางไผ่ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ จึงมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนทัศนะคติของเกษตรกรรวมไปถึงผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนขึ้น เป็นแหล่งให้ประชาชน ได้มาเรียนรู้การปลูกพืชโดยใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมี โดยให้ปลูกพืชในเชิงผสมผสาน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง แทนการปลูกพืชเชิงเดียว ซึ่งการปลูกพืชปลอดสารพิษจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนเอง เช่น ไม่มีสารพิษเข้าร่างกาย อาหารปลอดภัย สิ่งแวดล้อมไม่มีมลภาวะ มีสัตว์น้ำมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ลดต้นทุนการผลิตทำให้การเกษตรมีผลกำไรมากขึ้นส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
การจัดการองค์ความรู้โดยชุมชน
การทำงานขับเคลื่อนเรื่องการเกษตรปลอดภัย ลดการใช้สารเคมีในตำบลมีแนวคิด หลักคิดหลักๆ ประกอบด้วย 4 ฐานคิดหลัก ได้แก่
(1) มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง
(2) เน้นพัฒนาอย่างบูรณาการโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา
(3) สร้างการเรียนรู้และสร้างอาชีพที่หลากหลาย
(4) น้อมนำเอาแนว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการขับเคลื่อนงาน
กระบวนการ/ขั้นตอนการดำเนินงาน
- ประชุมหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันของผู้นำ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่ประสบปัญหาโดยหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและตรงจุดยั่งยืนและมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคในเรื่องนั้นทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ในการแก้ปัญหาที่จะเป็นเวทีประชาคมหมู่บ้าน/ตำบล หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เทศบาลตำบล
- ดำเนินการรวบรวมข้อมูลปัญหา สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตำบลโดยผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ร่วมกับเทศบาลและแกนนำชุมชน
- ส่งเสริมให้เกษตรกรทำนาข้าว โดยให้ปลูกข้าวที่มีคุณภาพสูง เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรท์เบอรี่ เป็นต้น เพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพและราคาสูง
- ส่งเสริมให้มีการปลูกพืช บำรุงดิน เช่น ถั่วเขียว ปอเทืองและการกำจัดตอซัง โดยใช้ จาวปลวกหมักทำปุ๋ยพืชสด
เทคนิค/ทักษะ
- ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด แทนปุ๋ยเคมี
- ส่งเสริมการทำปุ๋ยชีวภาพ การใช้นำน้ำหมักไปใช้แทนสารเคมี
- ส่งเสริมการเรียนรู้ทำข้าวปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
กลไกการจัดการ(กลุ่ม/องค์กร/เครือข่าย/บทบาท)
- ผู้นำชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้าน บทบาทเป็นผู้นำในการปลูกพืช ,ปลูกข้าวปลอดภัย และกระตุ้นให้ประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการ
- ผู้นำท้องถิ่น สมาชิกเทศบาล บทบาท คือส่งเสริม การปลูกข้าวปลอดภัย
- เจ้าหน้าที่เทศบาล บทบาท คือส่งเสริม ประสานงาน สนับสนุน ติดตามผล
- สาธารณสุข เช่น รพ.สต. บทบาท คือส่งเสริมความรู้ด้านการปลูกข้าวปลอดภัย
- กลุ่มเกษตรปลอดภัย มีบทบาท รวมกลุ่มการปลูกพืชผัก ข้าวที่ปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี ถอดบทเรียนประสบการณ์การปลูกพืชที่ปลอดภัย
ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลง (เครื่องมือที่ 3 ผลการเปลี่ยนแปลง 4 ด้าน)
- คนมีแนวคิดและความสามารถเพิ่มขึ้น (ความรู้/ทัศนคติ/ทักษะ)
- คนในชุมชนเริ่มตื่นตัวกับพิษภัยของสารเคมีมากขึ้นและเห็นความสำคัญของการลด ละ เลิก การใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
- เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้ ทักษะในการผลิตสารชีวภาพที่ใช้ทดแทนสารเคมีในพื้นที่เกษตรเพิ่มขึ้น เช่น มีความรู้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี การใช้น้ำหมักแทนสารเคมีฉีดพ่นกำจัดวัชพืช
- องค์กรชุมชนเข้มแข็ง/มีความสามารถในการบริหารจัดการ
- มีการรวมกลุ่มเกษตรกรทำการผลิตอาหาร พืช ผัก ข้าวที่ปลอดภัยจากสารเคมี
- มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันภายในกลุ่มเพื่อร่วมกันบริหารจัดการกลุ่มให้มีประสิทธิภาพ
- คุณภาพชีวิตคนในชุมชนดีขึ้น
- มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 260 ราย มีเนื้อที่ปลูกข้าวรวม 2,600 ไร่ สามารถขายข้าวได้ตันละ 7,600 บาทที่ระดับความชื้น 25 % เพิ่มค่าขนย้าย 600 บาท รวม 8,200 บาท
- ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์โครงสร้าง/นโยบาย
- หน่วยงานท้องถิ่น เช่น เทศบาลตำบลบางใผ่ให้การสนับสนุนเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตและการนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้
- หน่วยงาน ภาคีต่างๆ สนับสนุนความรู้ เครื่องมือ และบุคลากร เช่น เกษตรอำเภอ
- สภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลบางไผ่สนับสนุนการประสานงานและเปิดพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเกษตรกร และกลุ่มต่างๆ ในตำบล
ปัจจัยที่ส่งผลให้ประสบผลสำเร็จ (เครื่องมือที่ 4 ปัจจัย/เงื่อนไขความสำเร็จและกำหนดอนาคต)
- ประชาชนในพื้นที่มีความตื่นตัวในการรักษาสุขภาพและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- มีแหล่งเรียนรู้การทำปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่
- มีปราชญ์ชาวบ้าน ผู้รู้ในชุมชนที่มีองค์ความรู้ด้านการปลูกข้าวปลอดภัย
- มีผู้นำชุมชนที่ให้การสนับสนุน
- มีหน่วยงานระดับจังหวัดให้การสนับสนุนด้านอุปกรณ์ เช่น พัฒนาชุมชนจังหวัดพิจิตร องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร
- มีหน่วยงานระดับอำเภอให้การสนับสนุน เช่น โรงพยาบาลบางมูลนาก สาธารณสุขอำเภอ สำนักงานเกษตรอำเภอ
- มีหน่วยงานระดับตำบล เช่น เทศบาลบางไผ่ให้การส่งเสริมลดการใช้สารเคมี สนับสนุนการให้ความรู้เพิ่มเติม เป็นหน่วยงานประสานของบประมาณสนับสนุน และช่วยดำเนินการ รพ.สต. ให้การความรู้เกี่ยวกับอันตรายของสารเคมีในข้าว
แนวทาง/แผนที่จะทำต่อในระยะข้างหน้า
- ส่งเสริมกลุ่มอาชีพภายในชุมชน
- การส่งเสริมให้การความรู้ด้านบรรจุภัณฑ์ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ที่มีในชุมชน
- ส่งเสริมการปลูกผักปลอดสารพิษ






