ตำบลพญาวัง ตั้งอยู่ในเขตตำบลพญาวัง อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ มีระยะห่างจากอำเภอบึงสามพัน มาทางทิศตะวันตกประมาณ 23 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 59.5 ตารางกิโลเมตร หรือ 36,831 ไร่ และมีอาณาเขตดังนี้
ทิศเหนือเขตติดต่อกับ ตำบลลาดแค อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์
ทิศใต้ เขตติดต่อกับ ตำบลศรีมงคล อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์
ทิศตะวันออกเขตติดต่อกับตำบลซับไม้แดง อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์
และตำบลบ้านโภชน์ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์
ทิศตะวันตกเขตติดต่อกับ ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์
ลักษณะภูมิประเทศ ตำบลพญาวัง อยู่นอกเขตพื้นที่ราบหุบเขาเพชรบูรณ์ มีทิวเขาหินปูนขวางกั้นอยู่ทางทิศตะวันออก พื้นที่จึงมีลักษณะลาดเทไปทางทิศตะวันตก ตำบลพญาวังได้รับการถ่ายโอนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขานครสวรรค์ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นบริเวณป่าสองข้างทางสายชัยวิบูลย์ จำนวน 11,558 ไร่
จำนวนหมู่บ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล เต็มทั้งหมู่บ้าน จำนวน 16 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 4,976 คน ชาย 2,471 คน หญิง 2,505 คน จำนวนครัวเรือน 1,815 ครัวเรือน
พัฒนาการความเป็นมา
ปี 2548 เริ่มต้นจากการที่คนในชุมชน ตำบลพญาวัง ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพเป็นจำนวนมากซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บริโภคพืชผักที่มีการใช้สารเคมีในการเกษตร จึงเล็งเห็นความสำคัญของการทำการเกษตรที่ไร้สารเคมีโดยเริ่มแรกนั้นมีผู้ที่สนใจร่วมทำทั้งสิ้น 30 ราย โดยเริ่มจากการทำเกษตรแบบผสมผสาน และเน้นไปทางพืชผักสวนครัวเพื่อการบริโภคเป็นหลัก
ปี 2560 เริ่มมีการรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตปุ๋ยอัดเม็ดอินทรีย์ โดยมีสมาชิก 10 ราย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ที่สนใจทำการเกษตรปลอดสารเคมี มีการไปศึกษาดูงานอำเภอกงไกลาส จังหวัดสุโขทัย และโครงการชั่งหัวมันตามแนวพระราชดำริเพื่อนำวิธีการมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ จากนั้นจึงมีการจัดทำแปลงสาธิตพื้นที่ 3 ไร่ เพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยมีการเผาถ่านเพื่อนำน้ำส้มควันไม้ที่ได้มาทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้ปลูกพืชผักอินทรีย์ นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงปลาร่วมด้วย ต่อมาทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้เข้ามาให้การสนับสนุนงบประมาณทางด้านเศรษฐกิจและทุนชุมชนทางสภาองค์กรชุมชนตำบลพญาวัง จึงจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาเป็นโครงการเศรษฐกิจและทุนชุมชนในการส่งเสริมเรื่องเกษตรผสมผสานตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ และภายหลังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ทางกลุ่มจึงได้เริ่มดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งในครั้งแรกได้จัดเวทีสร้างความเข้าใจโครงการให้กับคณะทำงานและวางแผนการเตรียมเวทีวิเคราะห์ข้อมูลประเด็นงาน ครั้งที่สองจัดเวทีวิเคราะห์งานในตำบล หลังจากนั้นได้ประสานงานกับวิทยากรมาอบรมสร้างความเข้าใจในเรื่องการทำเกษตรผสมผสานและการทำน้ำหมักปุ๋ยชีวภาพ จากนั้นคนในชุมชนได้เริ่มนำไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเองและติดตามประสิทธิภาพของการดำเนินงาน
หลักคิด/แนวคิด
จากสถานการณ์ชุมชนที่มีการปลูกพืชผักโดยใช้สารเคมีเป็นหลักจนทำให้สุขภาพย่ำแย่ คนในชุมชนจึงมีแนวคิดต้องการออกห่างจากสารพิษ อยากมีสุขภาพที่ดี จึงได้นำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ในการทำเกษตรผสมผสานตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ประกอบกับมีหน่วยงานเข้ามาส่งเสริมสนับสนุน จึงเป็นแรงหนุนให้ชุมชนมีการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต โดยมีหลักคิดสำคัญๆคือ
- ต้องการลดการใช้สารเคมี
- ต้องการเห็นคนในชุมชนสุขภาพแข็งแรง
- สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยการปลูกผักเพื่อบริโภค
- เพิ่มรายได้แก่คนในชุมชน
- เกษตรกรจะยืนอยู่ได้ต้องพึ่งตัวเองได้ และเกษตรอินทรีย์คือสิ่งที่จะทำให้เกษตรกรยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง
- ใช้แนวคิดตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
กระบวนการ/ขั้นตอนการดำเนินงาน
- รวมกลุ่มเกษตรกรที่สนใจปรับเปลี่ยนการปลูกพืชปลอดสารเคมี โดยเริ่มจากผู้นำในชุมชนก่อน
- มีการศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบ
- ประชุมกลุ่มเพื่อวางแผนปฏิบัติการ
- ประสานงานกับหน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวเข้ามาให้การสนับสนุน และส่งเสริม
- อบรมพัฒนาศักยภาพกลุ่มเพื่อให้เกิดความรู้ มีทักษะในการปลูกพืชปลอดสารเคมี
- ทดลองปลูก โดยใช้แปลงทดลองการปลูกพืชจำนวน 3 ไร่ ทำเป็นการเกษตรแบบผสมผสาน
- การตรวจเลือด เพื่อวัดระดับสารเคมีในเลือดและเปรียบเทียบผลเลือดระหว่างเกษตรกรที่ใช้สารเคมีกับเกษตรที่ปลูกพืชอินทรีย์
- จัดหาตลาดชุมชน
- ประชุมเพื่อติดตามการทำงาน สรุปความก้าวหน้าและสรุปบทเรียนการทำงานร่วมกันทุกเดือน
เทคนิค/ทักษะ
- ศึกษาดูงานในพื้นที่ต้นแบบเพื่อนำมาปรับใช้
- เน้นการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภคในชุมชนก่อน
- ใช้แนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้การทำเกษตรอินทรีย์
- ใช้ปราชญ์ชาวบ้านที่มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรอยู่แล้ว เป็นคนที่แนะนำ ให้ความรู้ และได้นำความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมมาปรับใช้ในการผลิตแบบอินทรีย์
กลไกการจัดการ(กลุ่ม/องค์กร/เครือข่าย/บทบาท)
1) มีคณะทำงานดำเนินการ ที่มาจากการรวมกลุ่มเกษตรกรปลูกพืชผักอินทรีย์ การเชื่อมประสานงานกับสมาชิก คนในชุมชน หน่วยงาน ภาคีร่วมมือ และจัดหาตลาด
- การส่งเสริมพัฒนาองค์ความรู้ให้กับสมาชิกโดยร่วมกับเครือข่ายระดับจังหวัด
- ติดตามความก้าวหน้าและรายงานข้อมูลให้กับทางเครือข่ายระดับจังหวัดรับทราบ
- จัดการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง
2) สภาองค์กรชุมชนตำบลพญาวัง เป็นเวทีกลางในการพูดคุย การประสานงานต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและหนุนเสริมการพัฒนา และยกระดับให้เกิดกาต่อยอดงานการพัฒนามากขึ้น ดังนี้
- เกษตรอำเภอ มีบทบาทในการสนับสนุนและแนะนำแนวทางการผลิต
- สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. มีบทบาทในการสนับสนุนงบประมาณ หนุนเสริมกระบวนการเรียนรู้ชุมชน พัฒนาศักยภาพแกนนำกลุ่ม
- พัฒนาชุมชน สนับสนุนเรื่องการอบรมให้ความรู้และการต่อยอด
- พัฒนาที่ดิน ให้ความรู้เรื่องการปรับปรุงดิน ตรวจคุณภาพดิน ปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ทางการเกษตร การทำปุ๋ย
- รพ.สต. สนับสนุนด้านการตรวจสุขภาพ
การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคม 3 ระดับ
จากการรวมกลุ่มสมาชิกเกษตรกรเพื่อปลูกข้าวปลอดสารเคมีตำบลพญาวัง ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลสำเร็จจากกระบวนการทำงานใน 3 ระดับ ดังนี้
ระดับชุมชน
- ครัวเรือนที่เป็นสมาชิกได้มีพืชผักปลอดภัยไว้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยในการบริโภค
- สมาชิกที่เข้าร่วมมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
- ในแต่ละครัวเรือนมีแปลงพืชผักสวนครัวเป็นของตนอง
- ลดรายจ่ายของครัวเรือนได้
- คนในชุมชนหันมาให้ความสนในเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น
ระดับสังคม
- เกิดการยอมรับในระดับตำบล โดยมีสมาชิกเข้าร่วมมากขึ้น มีการรวมตัวกันที่เป็นทางการและมีหน่วยงานเห็นความสำคัญให้การสนับสนุน
- มีศูนย์เรียนรู้สำหรับให้คนข้างนอกเข้ามาศึกษาดูงาน ได้ขยายองค์ความรู้ และเป็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ยกระดับเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ระดับตำบลและจังหวัด
- หน่วยงานในท้องถิ่น มีการยอมรับและให้การสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณในการทำโครงการ เช่น โครงการผลิตปุ๋ยชีวภาพ เลี้ยงสุกร
ระดับนโยบายรัฐ
- ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานที่หลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม โดยให้การสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เช่น สนับสนุนองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง การทำปุ๋ยหมัก สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ , สนับสนุนเครื่องจักรกล ให้ความรู้ด้านการเกษตร การศึกษาดูงาน การส่งเสริมอาชีพการตลาดรองรับ เป็นต้น
ปัจจัยที่ส่งผลให้ประสบผลสำเร็จ
- การเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงในแปลงสาธิตเพื่อให้เห็นข้อดีข้อเสียเพื่อนำเอาไปปรับใช้เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- นโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรผสมผสาน และการทำเกษตรอินทรีย์ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีเชื่อมั่นต่อแนวทางการทำเกษตรปลอดสารเคมี
- ผลกระทบจากปัญหาด้านสุขภาพ ส่งผลต่อแนวคิดในการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตที่เน้นเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพที่ดี
- มีศูนย์การเรียนรู้ที่เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ หลักคิดการทำเกษตรอินทรีย์
- การนำเอาแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้การทำเกษตรอินทรีย์ซึ่งส่งผลในด้านจิตใจของผู้เข้าร่วม
แนวทาง/แผนการพัฒนาด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่จะทำต่อในระยะข้างหน้า
- จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ในทุกชุมชนโดยการของบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ
- สร้างกลุ่มที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อการต่อรองด้านการค้า
- ประสานความร่วมมือกับหน่วยงาน ในการสนับสนุนด้านการขยายแปลงผลิต และขยายผลการเรียนรู้ให้มากขึ้น
- จัดหาช่องทางการตลาดให้กว้างขวางมากขึ้น
- พัฒนาให้พืชเศรษฐกิจหลักของตำบลปลอดสารเคมี






