ตำบลสะเนียน แยกการปกครองมาจากตำบลถืมตองและจัดตั้งเป็นตำบลเมื่อปีพ.ศ. 2529 โดยบ้านสะเนียน หมู่ที่ 1 และบ้านเหนือวัด หมู่ที่ 2 เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกันเป็นคนพื้นเมืองภาคเหนือ ศรัทธาวัดสุรธาดาร่วมกัน มีการยกฐานะจากสภาตำบลสะเนียนเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลสะเนียน ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล มาตรา 40 และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และยกฐานะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดกลาง เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 ตำบลสะเนียนเป็นตำบลที่มีวัฒนธรรมหลากหลายประกอบด้วยประชาชนหลานชนเผ่า เช่น ชนพื้นเมืองภาคเหนือ ชนเผ่าม้ง ชนเผ่าเมี่ยน ชนเผ่าถิ่น ชนเผ่าขมุและเผ่าตองเหลือง
ลักษณะที่ตั้ง
มีพื้นที่ ประมาณ 410 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 256,250 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 58 ของพื้นที่อำเภอเมืองน่าน เป็นที่ราบสูง ประกอบด้วยภูเขาและป่าไม้ มีพื้นราบเป็นส่วนน้อย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอเมืองน่าน
ลักษณะภูมิประเทศ
- พื้นที่ราบลุ่มเป็นที่ราบลุ่มสองฝั่งลำน้ำสมุนซึ่งอยู่ตอนใต้ของตำบล ส่วนใหญ่ปลูกข้าวและพืชไร่
- พื้นที่ดอนอยู่ทางทิศตะวันตกและทิศเหนือของตำบล ส่วนใหญ่ใช้ปลูกพืชไร่ ไม้ผล
- พื้นที่ภูเขาและที่ราบสูงอยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของตำบล ส่วนใหญ่ปลูกพืชไร่ ไม้ผลและเป็นพื้นที่ป่าเขา
อาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ ติดต่อตำบลขุนควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา และตำลบ่อ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
ทิศตะวันออก ติดต่อตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
ทิศใต้ ติดต่อตำบลถืมตอง , ตำบลเรือง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
ทิศตะวันตก ติดต่อตำบลบ้านพี้ , ตำบลป่าคาหลวง , ตำบลสวด อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน และตำบลขุนควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ประชากร
มีหลายชนเผ่า คือ 1. เมี่ยน 2. ขมุ 3.ม้ง 4.ลัวะ หรือถิ่น 5.มูเซอ 6.คนพื้นเมือง 7.มลาบรี
มีประชากรทั้งสิ้น 12,380 คน แยกเป็นชาย 6,362 คน หญิง 6,018 คน จำนวนครัวเรือนมี ทั้งหมด 3,100 ครัวเรือน
ตำบลสะเนียน มีพื้นที่ป่าชุมชนทุกหมู่บ้านทั้งหมด 16 บ้าน ด้วยความที่คนตำบลสะเนียนเป็นพี่น้องชนเผ่าที่หลากหลายและมีการดำรงชีวิตในป่ามาแต่ดั้งเดิม คนในตำบลสะเนียนจึงมีความผูกพันและใช้ชีวิตกับป่าได้อย่างกลมกลืน ต่อมาเมื่อมีข้าวโพดเข้ามาเป็นพืชเศรษฐกิจ ก็มีการแผ้วถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดทำให้ป่าในตำบลสะเนียนถูกบุกรุกหนักขึ้น ราวปี 2538 ผู้นำชุมชนจึงได้หารือกันเพื่อป้องกันการบุกรุกป่าโดยการตั้งกติกาในการรักษาและการใช้ประโยชน์ป่าไม้ร่วมกัน มีการขึ้นทะเบียนป่าชุมชนในระดับหมู่บ้าน ตั้งแต่นั้นคนในชุมชนตำบลสะเนียนก็สามารถใช้กติกาในการจัดการป่าชุมชน บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ในระดับหนึ่ง
ปี 2549 ในตำบลเริ่มมีการปลูกยางพาราเริ่มที่บ้านหมู่ 7 มีการปลูกลิ้นจี่ แทนข้าวโพด
ปี 2550 คณะทำงานระดับตำบลมีการสำรวจป่าชุมชน การจัดทำแนวเขตป่าชุมชน การทำแนวกันไฟป่า การปลูกป่าเสริมในป่าชุมชน และยกระดับการจัดการด้วยกติการะเบียบป่าชุมชนในระดับตำบล การจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนทุกหมู่บ้าน
ปี 2552-2554 ด้วยปัญหาด้านความมั่นคงทั้งในที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของคนตำบลสะเนียนที่อยู่ในเขตป่าสงวนและพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานนันทบุรี กลุ่มผู้เดือดร้อนในตำบลได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ในเรื่องสิทธิทางด้านที่ดินทำกินของภาคประชาชน โดยมีการร่วมขบวนกับเครือข่ายในการเรียกร้องให้มีการขอรับรองสิทธิในที่ดินทำกิน ตามการดำเนินการเรื่องโฉนดชุมชน จนกระทั่งเกิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโฉนดชุมชน มีการยื่นเอกสารการขอจัดทำโฉนดชุมชนต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เริ่มทำการสำรวจรายแปลงที่ดินทำกินอย่างละเอียดทุกหมู่บ้าน ระยะนี้ก็เริ่มมีโครงการหลวงเข้ามาส่งเสริมอาชีพทางการเกษตร มีการส่งเสริมให้ปลูกพืชโรงเรือน มีโครงการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเข้ามาส่งเสริมด้านการจัดการระบบทางการเกษตรในพื้นที่ มีการส่งเสริมเรื่องอาชีพ เช่นการเลี้ยงสัตว์ การอบถ่าน ระยะนี้ทางด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำที่บ้านหมู่ 7 และสำนักตรวจสอบพื้นที่ทำโฉนดชุมชนก็ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ มีการตั้งสภาองค์กรชุมขนตำบล
ปี 2555 – ปี 2556 ตำบลสะเนียนถูก 9 ตำบลในอำเภอเมืองน่าน กล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกทำลายป่าในขณะเดียวกัน
คนในชุมชนตำบลสะเนียนคัดค้านและต่อต้านการทำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรป่าไม้และพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน หมู่ 8 หมู่ 9 มีการนำเสนอข่าวเรื่องการยื่นเรื่องคัดค้านกับ สถานีโทรทัศน์ช่องไทยพีบีเอส ซึ่งก็ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่สำรวจที่ทำกิน
ระยะนี้ เนื่องจากข้าวโพดเป็นพืชที่ใช้พื้นที่มากนอกจากยางพาราเกษตรกรก็เริ่มมีการนำไม้ผลอย่างเงาะเข้ามาปลูกเพื่อสร้างรายได้และสร้างพื้นที่สีเขียวแทนการปลูกข้าวโพด โดยเริ่มปลูกที่บ้าน หมู่ 9 หมู่ 16 หมู่ 10 หมู่ 11 และหมู่ 13 เริ่มมีโครงการปิดทองหลังพระมาพัฒนาระบบน้ำและส่งเสริมอาชีพ คณะกรรมการสิทธิ์ ลงพื้นที่ บ้านห้วยปุก บ้านสองแคว
ปี 2557 มีปัญหาขาดน้ำทำการเกษตร ชุมชนเริ่มมีการนำมันสำปะหลังมาปลูก และเริ่มมีนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลเข้ามากระทบกับการทำมาหากินของชาวบ้าน ในขณะเดียวกันมีการส่งเสริมการทำโครงการเลี้ยงกระบือ (โครงการธนาคารโคกระบือตามพระราชดำริ)
ปี 2558 ตำบลได้มีการขับเคลื่อนเรื่องการทำข้อบัญญัติท้องถิ่นว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สืบเนื่องจากการดำเนินงานในส่วนของ โฉนดชุมชนไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากติดขัดด้วยข้อกฏหมาย และดำเนินการเรื่องโครงการสร้างป่าสร้างรายได้
ปี 2560 ร่วมกับ คทช. มีการสร้างฝายมีชีวิตที่บ้านห้วยปุก หมู่ 9 มีการส่งเสริมการเลี้ยงวัวตามโครงการประชารัฐ ตำบลได้รับสนับสนุนงบประมาณโครงการบ้านพอเพียงจาก พอช. เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงจาก พอช.
ปี 2561 เข้าร่วมโครงการกับรักษ์ป่าน่านและภาคีเครือข่ายตามโครงการน่านเชนบ้อค เนื่องจากเป็นโครงการที่จังหวัดน่านโดยภาคประชาชนร่วมกับภาคเอกชน และราชการได้ มีวัตถุประสงค์ในการผลักดันเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินที่อยู่ในเขตป่า โดยได้มีความพยายามในการกำหนดพื้นที่จังหวัดน่านเป็นพื้นที่พิเศษในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี นายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีหนังสือคำสั่งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อดำเนินการ ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการและการบังคับใช้นโยบายที่ไม่เป็นธรรมกับชาวจังหวัดน่านหรือแม้แต่ในภาคเหนือทั้งหมด
ปี 2562 มีการสร้างฝายมีชีวิต ที่หมู่ 3 บ้านห้วยลี่ และมีการเสนอสร้างอ่างเก็บน้ำที่ หมู่ 5 บ้านสองแคว ชุมชนขอเสนอในเรื่องของการทำถนนมีการยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรมของหมู่ 4 หมู่ 8 หมู่ 10 หมู่ 16 หมู่ 11 หมู่ 3 ในเดือน เมษายน 2562 สภาองค์กรชุมชนตำบลสะเนียนร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบล ป่าคาหลวง ตำบลสวด ตำบลบ้านฟ้า ได้ทำหนังสือคัดค้านการประกาศเขตห้ามล่าในพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานนันทบุรีเนื่องจากที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบการกระทำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะจะกระทบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในตำบล ซึ่งการคัดค้านดังกล่าวส่งผลให้หน่วยงานไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากคนในชุมชนไม่เห็นชอบ
ปัจจุบันตำบลสะเนียนสามารถบริหารจัดการป่าไม้และทรัพยากรของตำบลได้เป็นอย่างดี พื้นที่ป่าไม่ถูกบุกรุกขยายเพิ่มด้วยการมีกติกาชุมชนและข้อบัญญัติกำกับด้วยการระบุโทษและมาตรการทางสังคมและความร่วมมือของคนในชุมชน ด้วยการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้คนในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากป่าในการสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว เนื่องจากในป่ามีทรัพยากรประเภท อาหารที่หลากหลายทำให้คนในชุมชนได้เข้าไปนำมาแลกเปลี่ยนเป็นรายได้ อาทิเช่น หน่อไม้ เห็ด ไข่มดแดง ผักหวานป่า ไม้ไผ่ที่นำมาแปรรูปเป็นเครื่องจักสาน ปูปลาตามลำห้วย ซึ่งทรัพยากรจากป่าชุมชนเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่เกิดจากการจัดการทรัพยากรที่ดีของชุมชน
หลักคิด
-ความไม่เป็นธรรมของกฎหมายที่ให้คำจำกัดความว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกป่าและเข้าไปอยู่อาศัยทั้งที่ชาวบ้านอยู่ก่อนประกาศเขตป่า
-ความคับข้องใจที่ถูกกล่าวหาจากสังคมในทุกเรื่อง
-ต้องการแก้ไขข้อปฏิบัติของหน่วยงานรัฐที่ไม่เคยถามความคิดเห็นของชาวบ้าน
-ต้องการความเป็นธรรมให้กับชุมชน/ชุมชนจัดการตนเอง
-ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้าน
-ต้องการเอกสารสิทธิ์เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิต
กลไก
กำนันผู้ใหญ่บ้าน สภาองค์กรชุมชนตำบล สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด กรรมการในการจัดการทรัพยากรของตำบลจำนวน 18 คน ประกอบด้วย ท้องที่ ท้องถิ่น และชาวบ้านที่ประสบปัญหา
กระบวนการ
-การรวมตัวเดินขบวน การเรียกร้อง ในปี 53 มีการไปนอนที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเรียกร้องให้รัฐบาลรับข้อเสนอที่ทำเนียบรัฐบาลร่วมกับเครือข่าย
-ทำหนังสือถึงหน่วยงาน มีการทำข้อบัญญัติท้องถิ่นว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
-มีการทำข้อมูล การทำขอบเขตรายแปลง ทำกติกา -การนำเสนอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมาดูเรื่องความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านในปี 2553
-เข้าร่วมโครงการกับเครือข่ายในการเรียกร้องสิทธิชุมชนในที่ดินทำกินด้วยการทำโฉนดชุมชน
-สภาองค์กรชุมชนยื่นข้อเสนอให้สภาท้องถิ่นทำข้อบัญญัติท้องถิ่นว่าด้วยการจัดการทรัพยากรฯ
-การยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรม
-มีการตั้งคณะกรรมการระดับตำบล
-มีการเชื่อมโยงภาคีเครือข่าย ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายในการอนุรักษ์ แก้ไขปัญหาด้านทรัพยากร
เทคนิค ทักษะ
-การบังคับใช้ข้อบัญญัติฯ
-การทำข้อมูลรายแปลง อย่างละเอียด /เพื่อป้องกันการบุกรุก
-การจัดการตนเองของคนในชุมชน
-การประชุมอย่างสม่ำเสมอ เน้นย้ำเรื่อทรัพยากรฯ
-การศึกษาข้อมูลของรัฐ และทำเรื่องข้อมูล การเก็บข้อมูล
สามเหลี่ยมการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ด้านชุมชน
-คนในชุมชนให้ความร่วมมือ/ตื่นตัว
-มีความเข้าใจเรื่องแนวเขต
-ลดความขัดแย้งยอมรับกติกาชุมชนดีขึ้น
-มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ความเป็นจริง ความชัดเจน
-มีกิจกรรมร่วม มีความต่อเนื่อง การทำฝายกั้นน้ำ การทำป่าอนุรักษ์
-มีปัญหารวมตัวกันทันที ความเร็วในการแก้ไขปัญหา
ด้านสังคม
-มีการตื่นตัว มีการรวมเครือข่ายคนมีปัญหา
นโยบายรัฐ
มีแนวทางในการแก้ไขปัญหา ปลดล็อค กฎหมายป่าไม้มาตรา 7
อบต.ทำข้อบัญญัติแบบมีส่วนร่วม มีการสนับสนุนงบประมาณจาก พอช. และองค์ความรู้
ผลลัพธ์เชิงคุณภาพ
-มีผลผลิตจากป่าสร้างรายได้ เช่นเห็ด หน่อไม้ พืชสมุนไพร หวาย ไม้ไผ่สานตอกหมวก เฉลี่ยรายได้ไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาทต่อปี
-มีการฟื้นฟูรักษาทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น
-มีการลดการใช้สารเคมี
ผลลัพธ์เชิงปริมาณ
-มีหน่วยงานสนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจ เช่นโรงเรือนมูลค่า 30000 บาท จำนวน 60 หลัง
-โครงการ 9101 ทำโรงเรือน องุ่น (8 เดือน เก็บผลผลิตได้ จำนวน 15 โรงโรงละ 2500 บาท และโรงผักกางมุ้ง ได้บางหมู่บ้าน หมู่บ้านที่ไม่ได้เพราะอยู่ในเขตป่า
ปัจจัยความสำเร็จ
-ความจริงใจในการรวมตัวกัน
-ความเป็นอยู่ประโยชน์ชาวบ้าน ประโยชน์หน้าหมู่
-ผู้นำชุมชนเข้มแข็งเด็ดขาด และมีการติดตาม
อุปสรรค
-บังคับใช้กฎหมายทั่วหน้าไม่ตามบริบทชุมชน
-นโยบายรัฐทำให้เกิดอุปสรรคต่อการทำงาน
-ความไม่ต่อเนื่องของผู้นำประเทศ
-ปัญหาส่วนตัวขัดขวางการทำงาน
-ขาดการสื่อสาร การเร่งรีบในการทำโครงการ/นโยบายของ
แนวทางไปข้างหน้า
-ทำกิจกรรมในการการอนุรักษ์ แนวกันไฟ
-กองทุนสิ่งแวดล้อม
-ติดตามเรื่องนโยบายรัฐ
-พัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิตชาวบ้าน






