ตำบลตาลชุม เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวอำเภอบนฝั่งซ้ายแม่น้ำน่าน ตำบลตาลชุมเป็นตำบลเก่าแก่ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2225 ในสมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 319 ปี โดยพวกลูกหลานบริวารของพระเจ้าหลวงเชียงของ (อำเภอเชียงของจังหวัดเชียงรายปัจจุบัน) ประชาชนส่วนใหญ่พูดภาษาไทยพื้นเมือง นับถือศาสนาพุทธ ตั้งอยู่ในเขตการปกครองอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ประกอบด้วย 7 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านตาลชุม1 หมู่ที่ 2 บ้านตึ๊ด หมู่ที่ 3บ้านป่าลัก หมู่ที่ 4บ้านครกคำ หมู่ที่ 5บ้านหลับมื่นไตย หมู่ที่ 6บ้านนากอก หมู่ที่ 7 บ้านตาลชุม 2 สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มไม่มีภูเขามีเนื้อที่ทั้งตำบลรวม 16,349 ไร่ เหมาะแก่การเกษตรโดยเฉพาะการทำนาทำไร่ และอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติชุมชนบ้านตาลชุมสร้างขึ้นราวสมัยอยุธยาตอนปลายมีผู้นำที่อพยพมาเป็นกลุ่มแรกคือรูปศาลเจ้าหลวงเชียงของอำเภอเชียงของจังหวัดเชียงราย และผู้นำที่อาศัยอยู่ในคุ้มเจ้าผู้ครองนครน่านที่ได้มีการสำรวจพื้นที่และพบว่าบ้านตาลชุม ซึ่งมีทำเลและพื้นที่ที่เหมาะสมและมีต้นตาลขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากอยู่ฝากฟังทางทิศตะวันออกของแม่น้ำน่านจึงตกลงสร้างหมู่บ้านขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่าบ้านตาลชุม ผลการพัฒนาตามข้อมูล กชช.2ค. มีหมู่บ้านพัฒนาระดับ 2 จำนวน 7 หมู่บ้าน
พัฒนา ความเป็นมาขององค์ความรู้
ปี 2527 ด้วยพื้นที่ทำนาในตำบลตาลชุมในสมัยนั้น การทำก็อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว คนทางเหนือมักเรียกว่า “นาน้ำฟ้า” ยังไม่มีระบบชลประทาน ใช้ฝายดิน จากสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงนั้น ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการทำนา จึงเกิดข้อเรียกร้องของชาวบ้าน ให้ผู้นำหาแนวทางในการแก้ไขความเดือดร้อน สภาตำบลตาลชุมในสมัยนั้นมี กำนันอินวาท อินนรา เป็นประธานสภาได้มีแนวคิดในการ แก้ไขปัญหาน้ำทางการเกษตรโดยการเริ่มทำโครงการเสนอหน่วยงานคือ “ศูนย์สูบน้ำพลังไฟฟ้า” โดยต้องการสูบน้ำจากแม่น้ำน่านมาใช้ในพื้นที่ทางการเกษตรของชาวบ้านเนื่องจากแม่น้ำน่านเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ไม่เคยแห้งและไหลผ่านพื้นที่นาของชาวบ้าน
ปี 2528 เริ่มโครงการ ที่บ้าน หมู่ 7 หมู่ 2 หมู่ 4 หมู่ 3 หมู่ 1 ที่มีพื้นที่นาอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยการใช้ท่อขนาด 30 นิ้ว ไฟฟ้า 3 เฟสและท่อส่งขนาด 12 นิ้ว ยาว 6 เมตร ใช้ไดร์ ไฟฟ้าในการสูบน้ำปล่อยเข้าลำเหมืองส่งน้ำ เนื่องจากตำบลนาเหลืองเป็นพื้นที่ใกล้เคียงเป็นพื้นที่รับประโยชน์ร่วม ในการริเริ่มทำโครงการตำบลนาเหลืองจึงเข้าร่วมมาตั้งแต่ต้น จึงมีคนในตำบลนาเหลืองร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำ จนถึงปัจจุบัน แต่เดิมมีเครื่องสูบเครื่องเดียวใช้ร่วมกัน ต่อมาในปี 2530-2540 ได้มีการแยกใช้เป็นระดับหมู่บ้านของใครของมันเนื่องจากมีเครื่องสูบเพิ่มขึ้น ตำบลตาลชุมมีอ่างน้ำขนาดใหญ่ที่สร้างในปี2519 คืออ่างนากอกซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านครกคำ หมู่ 4 ใช้งบประมาณในการสร้าง จำนวน 12 ล้านบาท และอ่างห้วยก้อ ที่สร้างในปี 2532 งบประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งน้ำทางการเกษตรใช้ในพื้นที่น้ำพลังไฟฟ้าไปไม่ถึง
รูปแบบการบริหารจัดการน้ำของชุมชนตำบลตาลชุมจะใช้การจัดคิวน้ำ มีการตั้งสหกรณ์ ชื่อว่า “สหกรณ์ผู้ใช้น้ำตาลชุม” เก็บหุ้น 50 บาท/ คน ค่าชั่วโมง สูบน้ำ 90 บาท กรณีเป็นสมาชิก ปัจจุบันผู้ไม่เป็นสมาชิกก็สามารถใช้บริการได้เก็บในอัตรา 100 บาท ค่าจัดเก็บใช้เป็นกองทุนในการจ่ายค่าไฟและค่าซ่อมบำรุง สหกรณ์ผู้ใช้น้ำตาลชุม มีกองทุน ราว 100,000 กว่าบาทในการบริหารจัดการ มีการกู้ยืมออกดอกเบี้ย โดยการซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อปุ๋ย มาบริการในลักษณะของการยืมใช้รูปของปัจจัยการผลิต แล้วให้สมาชิกใช้คืนและมีดอกเบี้ยคืนให้สหกรณ์จะชำระในช่วงของการเก็บเกี่ยวผลผลิต
ระหว่างการดำเนินงานการบริหารจัดการเครื่องสูบพลังไฟฟ้าของชุมชน ก็พบเจอปัญหา ในเรื่องทางเทคนิคเช่นเรื่องการแก้ไขปัญหาตัวเครื่องสูบ ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลควบคุมเครื่องกล ชุมชนโดยผู้นำในยุคนั้นก็ได้ทำเรื่องเสนอไปยังศูนย์พลังน้ำไฟฟ้าให้มา แก้ไขปัญหาเครื่องจึงเกิดการสอนชาวบ้านให้มีความสามารถในการซ่อมบำรุงเอง แต่ก็เป็นการแก้ไขเบื้องต้น การดูแลเพียงเล็กน้อย เช่นวิธีการปิด เปิด ชุมชนมีการตั้งเวรยามเผ้าเครื่องสูบและท่อ เพื่อป้องกันการ ขโมย ไปขาย หรือเฝ้าระวังน้ำท่วมตัวเครื่องในช่วงฤดูน้ำหลากซึ่งจะต้องปลดไดร์ไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยจากน้ำ โดยการใช้เสียงตามสาย ตั้งแต่ดำเนินการเกิดกรณี สายไฟถูกขโมยจำนวน 2 ครั้ง
ปี 2548 จากปัญหาด้านการบริหารจัดการ เช่น ไม่มีเงินซ่อมบำรุงเครื่อง ต้องเปลี่ยนหม้อแปลง ปัญหารางแตก ไดร์พัง จึงมีการหารือกันของคณะกรรมการทุกหมู่บ้าน มีมติโอนการบริหารให้ อบต.ตาลชุม ได้รับงบสนับสนุน 130,000 บาท
ปี 2553 คณะทำงานและ อบต.ตาลชุมได้ มีการศึกษาดูงานที่ห้วยฮ่องไคร้ ได้นำเรื่องของการจัดการน้ำมาปรับปรุงพัฒนาต่อ จึง มีการทำรางส่งน้ำคอนกรีตแทนเหมืองดิน ระยะทางของรางส่งน้ำสู่พื้นที่นา บ้านครกคำจำนวน 1.5 กิโลเมตร เป็นพื้นที่รอยต่อ หมู่ 7 บ้านตาลชุม 2 กิโลเมตร และบ้านนาเหลือง ตำบลนาเหลือง จำนวน 2 กิโลเมตร เดิมนั้นเป็นฝายดิน ซึ่งมีปัญหาที่ผ่านมาคือ ฝายพังบ่อย ทำให้ทำนาไม่ได้
ปี 2557-2558 โครงการปิดทองหลังพระ สนับสนุนท่อส่งน้ำ และวิธีการผังท่อไม่ให้เสียพื้นที่
ปัจจุบัน วิธีการบริหารจัดการของกลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลตาลชุม จะมีการตั้งกติการ่วมเช่น การร้องเหมืองหรือการขุดลอกเหมือง หรือการซ่อมแซม จะมีกติกาคร่าปรับ 400 บาทต่อวันหากไม่ไปร่วมพัฒนา มีการแบ่งสายการดูแลตามพื้นที่ แบ่งโซนการจัดการ หากเกิดประเด็นคนขโมยใช้น้ำ หรือไม่ทำตามกติกา ต้องจ่ายน้ำ 9000 บาทแทนคนที่มีคิวในการใช้น้ำ คือต้องชดใช้ค่าใช้น้ำแทนคนที่ถูกขโมยน้ำไปใช้ และหยุดปล่อยเรื่องของการกู้ยืม เนื่องจากค่าใช้จ่าย ที่สูงขึ้น ค่าซ่อมบำรุงค่าไฟ ที่มากขึ้น ปัญหาการเก็บเงินคืนจากการกู้ยืมยาก การดูแลบริหารจัดการใช้ประสบการณ์และใช้การถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น
รูปแบบกรรมการ มีวาระ 2-4 ปี แล้วแต่ละหมู่บ้าน 1 ปีจะมีการประชุมสมาชิกระดับตำบล มีประธานระดับหมู่บ้าน มีกรรมการดูแล 7-11 คน แล้วแต่ขนาดของหมู่บ้าน มีบัญชีกลุ่มผู้ใช้น้ำระดับหมู่บ้าน
หลังจากที่มีการบริหารจัดการด้วยเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถทำพืชหลังนาได้พืชที่ทำ พืชผักสวนครัว กระเทียม ซึ่งชาวบ้านบอกว่าชาวบ้านสามารถทำข้าวนาปรังได้ ขายได้ราคา 15,000 บาทต่อไร่ และทำข้าวนาปีทำไว้กิน เคยทำถั่วเหลือง ได้แค่ไร่ละ 3,000 บาท ดังนั้นถั่วเหลืองจึงไม่สามารถตอบโจทย์ของชาวบ้านได้จึงเลิกปลูกจึงหันมาทำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ให้รายได้ ไร่ละ 12,000 บาท แต่ใช้ต้นทุน 6,000 บาทต่อไร่ ในขณะที่ข้าว 1 ไร่ มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 2000 บาท จึงเลือกทำข้าวนาปังดีกว่า ใน 1 ปี ตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลังมีการจัดการน้ำ พื้นที่ใช้น้ำจำนวน 800 ไร่ ข้าว 1 ไร่ ให้ผลผลิต 600 กิโลกรัม ซึ่งราคาข้าวที่ผ่านมาอยู่ที่ 5-10 บาทต่อกิโลกรัม ใน 1 ปีตำบลตาลชุมมีรายได้จากการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว จำนวน 2,400,000-4,800,000 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนตำบลตาลชุมดีขึ้นจากเดิมมากนอกจากนั้นก็มีการทำพืชอื่นร่วมด้วยในบางราย เพราะสามารถทำการเกษตรได้ตลอดปี ในปีที่ผ่านมาตัวแทนของกลุ่มการจัดการน้ำได้ออกรายการวิทยุเพื่อขยายผลเรื่องการจัดการน้ำของชุมชน ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งในการเป็นต้นแบบการพัฒนาด้านการบริหารจัดการโดยชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถสร้างและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนได้ด้วยคนในชุมชนลุกขึ้นมาแก้ไขพัฒนาชุมชนที่มีประวัติศาสตร์การพัฒนามาจากคนรุ่นเก่าที่ริเริ่มทำไว้ให้คนรุ่นใหม่พัฒนาและสานต่อเพื่อให้คนในตำบลมีความกินดีอยู่ดี
มุมมององค์ความรู้ 4 มิติ
หลักคิด/แนวคิด
- ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำใช้ทางการเกษตร
- ต้องการมีข้าวไว้กิน
- ต้องการสร้างรายได้
กระบวนการ/ขั้นตอนการดำเนินงาน
- สถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น
- ข้อเรียกร้องของคนในชุมชนต่อการแก้ไขปัญหา
- การรับข้อเรียกร้องของผู้นำ สู่การปรึกษาหารือระดับสภาตำบล
- การประสานงานพื้นที่รับประโยชน์ใกล้เคียง
- การจัดทำโครงการเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการขอสนับสนุนการช่วยเหลือ
- การจัดตั้งคณะกรรมการระดับตำบล ระดับหมู่บ้าน
- การเปิดรับสมัครสมาชิก
- การกำหนดกติการ่วมกันในการใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการร่วม
- การจัดตั้งกองทุน/วิธีการระดมทุน/การหาทุนในการบริหารจัดการ
- การศึกษาดูงานเพื่อการพัฒนาต่อยอด
- การติดตามผลการดำเนินงานและการสรุปผลการดำเนินงาน/การประชุม
เทคนิค/ทักษะ
- การรวมกลุ่มผลประโยชน์และการเชื่อมโยงพื้นที่รับผลประโยชน์
- การใช้ปัญหาร่วมเป็นประเด็นในการรวมใจ
- ค่าปรับที่สูงในการกำหนดเป็นกติกามารยาทในการใช้ประโยชน์ร่วมกัน
- ประชุมอย่างสม่ำเสมอและการมีกติกากลุ่ม
- การมีกองทุน
กลไกการจัดการ(กลุ่ม/องค์กร/เครือข่าย/บทบาท)
- คณะกรรมการระดับหมู่บ้าน
- คณะกรรมการระดับตำบล
- อบต.ตาลชุมรับโอนเป็นภารกิจรับช่วงต่อด้านการดูแลภาพรวม
- กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่ง
- กรมชลประทานสนับสนุนงบประมาณ
- กรมทรัพยากรน้ำภาค9 ให้งบมาพัฒนาต่อ 21 ล้าน
- ปิดทองหลังพระ สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์
- ศูนย์สูบน้ำพลังไฟฟ้าให้ วัสดุอุปกรณ์ ให้องค์ความรู้ในการดูแลซ่อมบำรุง
เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคม 3 ระดับ
ชุมชน
- คนในชุมชนมีความสามัคคี เรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
- กลุ่มมีความภาคภูมิใจที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
- คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
- คนในชุมชนมีความภาคภูมิใจที่สามารถเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำ
- คนในชุมชนมีความสามารถในการจัดการปัญหาได้
สังคม
- เห็นรูปแบบทางเลือกในการจัดการตนเอง การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
- สังคมเห็นพลังเห็นความตั้งใจเห็นศักยภาพของคนในชุมชน
นโยบายรัฐ
- หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินการ หนุนเสริมด้านองค์ความรู้ การเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีความร่วมมือ
- อบต.ตาลชุม รับโอนเป็นภารกิจของ อบต.และส่งเสริมการเรียนรู้
ผลลัพธ์ความสำเร็จ
เชิงคุณค่า
ด้านเศรษฐกิจ
- ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าว สามารถทำข้าวนาปังได้
- ชุมชนสามารถผลิตพืชอื่นหลังนาที่สร้างรายได้
- ลดค่าใช้จ่ายด้านการผลิต ลดปัญหาการขาดทุนจากสภาวะแห้งแล้ง
ด้านสังคม
- คนในชุมชนมีส่วนร่วม เกิดความร่วมมือ เกิดการเชื่อมโยงการทำงาน
- คนในสังคม ครอบครัวมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
- มีการสืบสานและการขยายความรู้ด้านการบริหารจัดการจากรุ่นสู่รุ่น
ด้านทรัพยากร
- เกิดการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
เชิงมูลค่า
- สมาชิกกลุ่มมีรายได้จากการปลูกข้าวนาปัง ไร่ละ 15000 บาท
- ชุมชนมีรายได้จากการปลูกข้าวอย่างน้อย 2,400,000 ถึง 4,800,000 บาท
ปัจจัยความสำเร็จ(ภายใน)
- ความร่วมมือของคนในชุมชน/ชุมชนริเริ่ม
- บริบทชุมชนที่มีแม่น้ำสายหลักไหลผ่าน
- ผู้นำชุมชนมีความเสียสละ มีความเข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ ใส่ใจความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
- มีการวางแผนการทำงาน การประชุมอย่างสม่ำเสมอ
- การมีกติกาข้อบังคับการบริหารจัดการกลุ่ม
- หน่วยงานระดับท้องถิ่นมีความจริงจังในการเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนการขับเคลื่อน
- มีการสรุปงานเพื่อปรับปรุงพัฒนา
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ(ภายนอก)
- กรมชลประทานสนับสนุนงบประมาณ
- กรมทรัพยากรน้ำภาค9 ให้งบมา 21 ล้าน
- ปิดทองหลังพระ ให้ท่อส่งน้ำ ราวปี 2557-2558 วิธีผังท่อไม่ให้เสียพื้นที่
แนวทาง/แผนที่จะทำต่อในระยะข้างหน้า
- พัฒนาคุณภาพข้าว
- การพัฒนาระบบการเกษตร พืชทางเลือกที่ให้ประโยชน์มากกว่า
- การพัฒนาระบบการจัดการ การส่งต่อ ให้กับคนรุ่นใหม่ในการบริหารจัดการ






