ตำบลศิลาเพชร เป็นสังคมชนบท สังคมเครือญาติ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยลื้อ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และหัตถกรรม เป็นหลัก เดิมชื่อ เมืองย่าง มีประวัติการก่อตั้งสมัย เมือง วรนคร หรือ เมืองปัว โดยพญาภูคา พร้อมด้วยราษฎร 220 คน เมื่อปี พ.ศ. 1820 เป็นตำบลที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เป็นต้นกำเนิดของผู้ครองนคร.ในปี 2446 เจ้าผู้ครองเมืองน่านได้แต่งตั้งนายแก้ว ฑีฆาวงศ์ ขึ้นปกครองเมืองย่าง ชื่อว่า พญาเพชร เมืองมูล ได้เปลี่ยนชื่อเมืองย่างเป็น ตำบลศิลาเพชร ต่อมาปี 2453 ก็ลาออก หลังจากนั้นก็มีการปกครองสมัยใหม่ที่มีการเลือกกำนันจากราษฎรในตำบล
มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน ทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตกเป็นแอ่งพื้นที่ราบเล็กน้อยน้ำท่วมถึง ตำบลศิลาเพชร ตั้งอยู่บนที่ราบติดกับเชิงเขา (ดอยภูคา)ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอปัว พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 69 ตารางกิโลเมตร หรือ 43,125 ไร่ มีลำน้ำสำคัญคือ ห้วยยาง ไหลจากดอยห้วยขุนที่อยู่ทางทิศตะวันออก ลำน้ำสาขา คือห้วยบัว และห้วยไร่ ทิศตะวันออกเป็นเขตป่าและอุทยานแห่งชาติดอยภูคา
ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลป่ากลาง ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว จังหวัดน่าน
ทิศใต้ ติดกับ ตำบลอวน อำเภอปัว จังหวัดน่าน
ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน
ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน
ประกอบด้วย 10 หมู่บ้าน 1831 ครัวเรือน ประชากร จำนวน 4,567 4,567 คน
1.บ้านนาคำ 2.ทุ่งศรีบุญยืน 3.บ้านป่าตอง 4.บ้านดอนแก้ว 5.บ้านดอนมูล
6.บ้านดอนไชย 7.บ้านทุ่งรัตนา 8.บ้านดอนทรายทอง 9.บ้านป่าตองพัฒนา 10 บ้านดอนสุขสันต์
กลุ่มผักปลอดภัยตำบลศิลาเพชร
แต่เดิมมาชาวตำบลศิลาเพชรมีการทำสวนผักในช่วงฤดูหนาวแต่เป็นการทำแบบเกษตรเคมีซึ่งไม่เป็นที่ปลอดภัยต่อสุขภาพผู้บริโภคและผู้ผลิตต่อมามีการรณรงค์การลดละเลิกการใช้สารเคมี
ราวปี 2548-2552 ได้มีการรวมกลุ่มกันทำผักปลอดภัย โดย อบต.ศิลาเพชร รพสต. สนับสนุน มีผู้ร่วมอยู่จำนวน 100 กว่าคนแต่ได้ผู้สมัครเป็นสมาชิกและเริ่มต้นทำอยู่ 90 คนมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีการทำรูปแบบการบรรจุภัณฑ์ที่ใส่สัญลักษณ์ของกลุ่ม มีการนำไปจำหน่ายที่ รพ.พระยุพราช ปัว และ ม.ราชฎักอุตรดิตถ์ สาขา ทุ่งศรีทอง จังหวัดน่าน แต่ต่อมาก็มีการยุบการดำเนินกิจการเนื่องจากต้านกระแสข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ไหวและแกนนำสมาชิกเกิดความล้าในการต่อสู้กับสถานการณ์ต่างๆ
ปี 2555 ในพื้นที่มีโรงเรียนชาวนาและการทำฟาร์มสเตย์ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนการสร้างต้นแบบของการทำท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการลดการใช้สารเคมี ที่ใช้การเรียนรู้การทำนาด้วยภูมิปัญญาเป็นเครื่องมือในการสร้างการท่องเที่ยว โดยเป็นการดำเนินงานของ คุณหมอ สุทธนา ซึ่งเป็นคนตำบลศิลาเพชรและเป็นเจ้าหน้าที่ที่ รพสต.ศิลาเพชร จึงเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งในการรื้อฟื้น การสร้างพื้นที่อาหารปลอดภัย และการสร้างเศรษฐกิจของชุมชน เนื่องจาก โรงเรียนชาวนาจะมีการปลูกผักไว้ทำอาหารบริการนักท่องเที่ยวและคนศึกษาดูงาน และก็ต้องใช้ผักจำนวนมากในการทำอาหารจึงมีแนวคิดในการขยายการนำผักปลอดภัยจากชุมชนมาใช้ในกิจการ
ปี2558 ไปศึกษาเรียนรู้เรื่องธรรมนูญตำบลที่ตำบลนาเหลือง อำเภอเวียงสา เกิดชุดผลักดันในเรื่องธรรมนูญสุขภาพตำบลศิลาเพชร โดยการประชุมหารือร่วมกันของ อบต.ศิลาเพชร รพสต.ศิลาเพชร กำนันผู้ใหญ่บ้าน
ปี 2559 -2560 เกิดธรรมนูญสุขภาพตำบล ซึ่งธรรมนูญสุขภาพตำบล ได้มีการกำหนดพื้นที่งดใช้สารเคมี หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ 1000 บาท มีการหารือกันในเรื่องของอาหารปลอดภัยในงานบุญ เขตประกอบอาหารงานบุญของกลุ่มแม่บ้าน จึงมีการส่งเสริมให้สมาชิกปลูกผักแบบปลอดภัยเพื่อส่งขายในชุมชน ซึ่งการขายก็จะเป็นการขายเร่ในพื้นที่ข้างเคียง เช่นตำบลป่ากลาง เนื่องจาก ขายเองราคาจะได้ดีกว่า การขายให้พ่อค้าคนกลางที่มาสั่งซื้อในชุมชนเพื่อไปขายต่อซึ่งราคาก็อยู่กับพ่อค้าคนกลาง การวางขายในร้านค้าข้างทาง กาดบ้านนาคำ หรือวางขายหน้าสวน การส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัยของตำบลนั้นสามารถทำได้เฉพาะในช่วงหลังนาระหว่างเดือน พฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เท่านั้นเพราะมีปัญหาเรื่องน้ำทางการเกษตรและพื้นที่ปลูก ในระหว่างที่ตำบลดำเนินการนั้นก็มีการแอบอ้างชื่อกลุ่มผักศิลาเพชรของแม่ค้าที่ซื้อผลผลิตเคมีไปขายทำให้ เสียชื่อเสียง
ในระยะนี้ โรงเรียนชาวนามีบทบาทในการเป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนในชุมชนและขยายผลสู่โรงเรียนในตำบลทำให้เด็กๆได้เรียนรู้และขยายผลต่อผู้ปกครองในการทำผักปลอดภัยจึงเป็นส่วนหนึ่งในการที่คนในชุมชนเริ่มปรับเปลี่ยนการทำการเกษตร
ปี 2560 จากการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล ทำให้ได้รับทราบข่าวสารสถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัดร่วมกัน ที่ทำคนในชุมชนศิลาเพชร รู้สึกไม่ดีต่อการถูกสังคมกล่าวหาว่าคนจังหวัดน่านเป็นผู้ทำลาย จึงต้องการสร้างรูปธรรมการขับเคลื่อนในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม าได้มีการปรึกษาหารือกับพระครูสุจิณนันทกิจ เจ้าอาวาสวัดโป่งคำในการสร้างเครือข่ายทางด้านทรัพยากรและการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมโดยการใช้ประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อนและใช้การทำเกษตรปลอดภัยเป็นเครื่องมือในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย ระยะนี้ อบต.ได้สนับสนุนการทำป้ายของกลุ่มและของสมาชิก รพสต.ศิลาเพชรให้การสนับสนุนการตรวจสารตกค้างและออกใบรับรองการผ่านการตรวจให้ มีการประสานการส่งผักเข้าไปที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว ซึ่งรับผักหลากหลายชนิดต่อวัน วันละ 3-4 กิโลกรัมต่อชนิด โดยทาง โรงพยาบาลจะทำอาหารที่เป็นเมนูแบบพื้นบ้านเป็นหลัก ใช้ผลผลิตจากชุมชนพืชพื้นถิ่น ตามฤดูกาลจึงทำให้กลุ่มสามารถดำเนินการได้ตลอดทั้งปี มีการกำหนดกติกาในการรักษามาตรฐานของกลุ่ม ซึ่งสมาชิกคนใดฝ่าฝืนจะถูกตัดออกจากกลุ่ม และต่อมารัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณผ่านท้องที่ในโครงการ 9101 ตำบลละ 5 ล้านบาทจึงมีการนำงบประมาณจากโครงการสนับสนุนการทำโรงเรือนเพื่อปลูกผักกางมุ้งจำนวน 6 หมู่บ้าน และมีการทำปุยหมักเพื่อใช้ในการดูแลผัก โดยรูปแบบของการผลิตที่เข้มแข็งที่สุดจะอยู่ที่ หมู่ 2 ที่มีความเป็นรูปธรรมและสามารถจัดการกันเองได้ดีกว่าหมู่บ้านอื่น ต่อมามีแกนนำตำบลมีโอกาสเข้าร่วมเวทีระดับจังหวัดมากขึ้น ทำให้มีโอกาสได้รับการพัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้จากหน่วยงาน และขณะเดียวกัน โรงเรียนชาวนา ร่วมกับ ตำบลศิลาเพชรหลายภาคส่วนก็ได้มีแนวคิดในการทำศูนย์เรียนรู้ด้านอาหารปลอดภัยจึงได้เสนอโครงการต่อ สสส. ได้รับงบประมาณในการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้อาหารปลอดภัย จำนวน 100,000 บาท และเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยมีหลักคิดสำคัญคือ “ค่ำนี่ นอนนี่ ขี้นี่” และเกิดเป็นศูนย์เฮือนอักสุขภาพเมืองย่างโดยได้รับสนับสนุนงบประมาณจาก อบจ.น่านจำนวน 70,000 บาท เพื่อการเชื่อมโยงในการทำอาหารปลอดภัย กับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ โดยมีจิตอาสาดูแลงานในศูนย์
ปี 2561 เริ่มมีการทดลองทำเกษตรอินทรีย์โดยผู้ใหญ่ ประวิง ได้ทำถั่วลิสงพันธุ์ไทยนาน 9 ซึ่งมีบริษัทลิลลี่ประเทศไทยจำกัดเข้ามาทำสัญญาซื้อขาย จึงเริ่มมีการรวมตัวกันมากขึ้น สมาชิกเริ่มแรกที่ทำจำนวน 6 คน มีรายได้รวม 60,000 บาท และจากการทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการตอบรับทางการตลาดและการมีหน่วยงานส่งเสริมสนับสนุน ชุมชนจึงมีแนวคิดในการจดทะเบียนเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งมีสมาชิกทำผักปลอดภัย พืชผักปลอดภัยจำนวน 30 คน และมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาการมีพื้นที่เหมาะสมที่ไม่เพียงพอต่อปริมาณผลผลิตซึ่งจะแก้ไขปัญหาโดยการเช่าที่ของโรงเรียนเก่าและที่สาธารณะของชุมชนในการปลูกผักซึ่งอยู่ในช่วงของการเจรจา ในการดำเนินงานของกลุ่มนั้น ได้มีการทำข้อมูลในการเปรียบเทียบผลทางด้านสุขภาพร่วมด้วย นั่นคือการตรวจผลเลือดของสมาชิกที่ทำผักปลอดภัยก่อนและหลังเข้าร่วมกลุ่มมีการคืนข้อมูลและรายงานต่อ อบต.ในทุกปี เพื่อทบทวนการดำเนินงาน
ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 123 คนจาก 6 หมู่บ้าน มีการลงหุ้นค่าสมัคร หุ้นละ 100 บาทเพื่อการบริหารจัดการกลุ่ม มีการส่งเสริมการออมจากรายได้จากการปลูกผัก มีคณะกรรมการระดับตำบลในการบริหารจัดการ โดยมีกำนันเป็นประประธานกลุ่ม ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่เป็นคณะกรรมการ ซึ่งใช้การประชาสัมพันธ์และการสร้างความตระหนักในเรื่องคุณธรรมของสมาชิกที่มีต่อผู้บริโภคเป็นสำคัญ การดำเนินงานของกลุ่มผักปลอดภัยศิลาเพชรเป็นการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจในชุมชน ซึ่งจากความภาคภูมิใจในกับรางวัลด้านการแปรรูป สินค้าโอท้อปเมื่อปี 2559 ที่ชุมชนบ้านป่าตองพัฒนาได้รับรางวัลที่ 1ระดับจังหวัด และรางวัลที่ 3 ระดับเขต รวมถึงการมีสินค้าจากการพัฒนาต่อยอดทางการเกษตร เช่นน้ำพริกเผา น้ำพริกมะแขว่น น้ำพริกปลาป่น แหนม การต่อยอดข้าวปลอดสารเป็นข้าวแต๋น ข้าวซี่ ทำให้ชุมชนต้องรักษามาตรฐานและการพัฒนาที่มากขึ้น โดยการเน้นวัตถุดิบที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นการส่งเสริมการปลูกพืชผักปลอดภัยเพื่อใช้ในการแปรรูป และ เหล่านี้จึงเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในชุมชนตำบลศิลาเพชรให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น และความร่วมไม้ร่วมมือของทุกภาคส่วน จึงทำให้ชุมชนมีรูปธรรมความสำเร็จในการสร้างงานสร้างรายได้สร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนในชุมชน
มุมมององค์ความรู้ 4 มิติ
หลักคิด/แนวคิด
- สร้างรายได้
- การลดผลกระทบเชิงนิเวศน์ชุมชน/ทรัพยากร ดิน น้ำ จากสารเคมีภาคเกษตร
- การเปลี่ยนความคับข้องใจจากการเป็นจำเลยทางสังคมด้านทรัพยากรเป็นการสร้างรูปธรรมการจัดการของพื้นที่ต้นน้ำ
- ตระหนักรู้เรื่องสุขภาพ ทั้งส่วนของเกษตรกรและผู้บริโภค
- การรณรงค์การลดการใช้สารเคมีภาคเกษตรของชุมชน
- สุขภาพของคนในครอบครัวการอาหารปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือน
- กินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน
กระบวนการ/ขั้นตอนการดำเนินงาน
- การศึกษาดูงาน เรียนรู้ การอบรมอย่างสม่ำเสมอ
- การผลักดันของแกนนำและองค์กรในชุมชน
- การรับสมัครสมาชิก
- การร่วมกลุ่มจัดตั้งคณะกรรมการ
- การทดลองปลูก/ลงมือปฏิบัติ
- การขยายความรู้สู่คนในชุมชน/เด็กเยาวชน
- การเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายด้านการตลาด/หน่วยงานหนุนเสริม
- การประชุมอย่างสม่ำเสมอ
- การติดตามผลการดำเนินงานและการสรุปผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาต่อ
เทคนิค/ทักษะ
- การรวมกลุ่มและการเชื่อมโยงงานเชื่อมโยงเครือข่าย
- ใช้กระแสด้านสุขภาพในการสร้างแรงกระตุ้นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต คนอยากอาหารปลอดภัยและกลัวโรคมะเร็ง
- ประชุมอย่างสม่ำเสมอและการมีกติกากลุ่ม
- สร้างกติกากำกับคุณภาพผลผลิต มาตรฐาน การตรวจสอบสารตกค้าง
- สร้างกติกาการบริหารจัดการกลุ่มร่วมกัน
- การแสวงหาภาคีหนุนเสริม
กลไกการจัดการ
- คณะกรรมการกลุ่มผักปลอดภัย
- สภาองค์กรชุมชน อบต. รพสต. เป็นกลไกสนับสนุนการปรึกษาหารือ และหนุนเสริมการทำงาน
- กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่ง
- พอช. งบประมาณในการเป็นเวทีพูดคุย
- โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว รับซื้อผลผลิตเพื่อประกอบอาหารของโรงพยาบาล
- โรงเรียนชาวนาสนับสนุนความรู้และการขยายความรู้แนวคิด
- สสส. อบจ.น่าน รัฐบาลผ่านโครงการ 9101 สนับสนุนงบประมาณ
เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคม 3 ระดับ
ชุมชน
- คนในชุมชนมีความสามัคคี เรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
- กลุ่มมีความภาคภูมิใจที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
- คนในชุมชนมีสุขภาพดีขึ้นประเมินได้จากผลการตรวจเลือด
- ชุมชนพึ่งพาตนเองลดการพึ่งพิงจากภายนอก มีการผลิตอาหารปลอดภัยไว้กินเองและขายในชุมชนได้
- มีการพัฒนาด้านวิธีคิดและเกิดการขยายตัวขึ้น
- กลุ่มมีความรู้ในการผลิต การดูแลรักษาระบบนิเวศน์
- กลุ่มมีกำลังใจในการทำผักปลอดภัยเพราะมีตลาดรองรับและมีหน่วยงานสนับสนุน
สังคม
- กระสังคมมีการตื่นตัวเรื่องการบริโภคอาหารปลอดภัย
- คนในสังคมตื่นรู้เรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรฯธรรมชาติและการพึ่งพาตนเอง
- คนในชุมชนมีทางเลือกในการประกอบอาชีพเกษตรกรที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น
- เกิดทางเลือกในการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตลดการใช้ที่ดินลงและใช้ที่ดินอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด
- นักท่องเที่ยวสนใจตำบลศิลาเพชรมากขึ้น มาเพื่อกินอาหารปลอดภัยและพักผ่อนที่ฌรงเรียนชาวนา
นโยบายรัฐ
- หน่วยงานสนับสนุนการดำเนินการ หนุนเสริมด้านองค์ความรู้ การเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีความร่วมมือ
- โครงการ 9101 สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานของชุมชน
- หน่วยงานสาธารณสุขสนับสนุนเป็นพี่เลี้ยง
- หน่วยงานราชการระดับ ตำบล อำเภอ จังหวัด เอกชน สนับสนุนงบประมาณและการตลาด
ผลลัพธ์ความสำเร็จ
เชิงคุณค่า
ด้านเศรษฐกิจ
- ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการพืชผักปลอดภัย/ มีเงินออม
- ลดค่าใช้จ่ายด้านการผลิต และค่ารักษาพยาบาล
- มีตลาดรองรับผลผลิตมีช่องทางการตลาดที่มากขึ้น
- ผลผลิตทางการเกษตรของของชุมชนถูกยกระดับให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ด้านสังคม
- คนในชุมชนมีส่วนร่วม เกิดความร่วมมือ เกิดการเชื่อมโยงการทำงาน
- คนในสังคมมีความตระหนักรู้ด้านสุขภาพอนามัย การเลือกบริโภคอาหารปลอดภัย
- ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ โรคมะเร็ง ลดสารเคมีในร่างกาย สุขภาพดีขึ้น
- คนในสังคม ครอบครัวมีความสุข มีความเข้าใจกันมากขึ้น
- มีการสืบสานและการขยายความรู้การทำเกษตรกรรมจากเยาวชนเพิ่มขึ้น
ด้านทรัพยากร
- ฟื้นฟู การอนุรักษ์ดิน พื้นที่ทางการเกษตรให้มีดีขึ้น
- เกิดอาหารตามธรรมชาติในท้องนา เป็นการอนุรักษ์สัตว์และพืชน้ำ กุ้ง หอย ปู ปลา กบ เขียด พืชน้ำ
- ลดปริมาณสารเคมีในแหล่งน้ำของชุมชน
- เกิดการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
เชิงมูลค่า
- สมาชิกกลุ่มมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตอย่างน้อย 10,000 บาทต่อรอบการผลิต
- ลดต้นทุนการผลิต ลดค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าหญ้าฆ่าแมลง 2,000 บาทต่อ1 ไร่
- ตำบลได้รับสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาชุมชนจากหน่วยงานองค์กรภาคี จำนวนมากถึง 5170000 บาท
ปัจจัยความสำเร็จ(ภายใน)
- ความร่วมมือของคนในชุมชน/ชุมชนริเริ่ม
- บริบทชุมชนที่มีความสวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยว
- ผู้นำชุมชนมีความเสียสละ มีความเข้มแข็ง
- มีบุคคลมีความรู้เป็นแกนนำชุมชน/มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูกนักท่องเที่ยวเช่นโรงเรียนชาวนา
- มีความพร้อมจากทุนเดิมคือมีความเป็นเกษตรกร มีที่ดิน มีทักษะด้านการเกษตร
- มีการวางแผนการทำงาน การประชุมอย่างสม่ำเสมอ
- การมีกติกาข้อบังคับการบริหารจัดการกลุ่ม
- หน่วยงานระดับท้องถิ่นมีความจริงจังในการเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนการขับเคลื่อน
- มีการสรุปงานเพื่อปรับปรุงพัฒนา
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ(ภายนอก)
- มีหน่วยงานราชการ/องค์กรภาคประชาสังคม/ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ งบประมาณ การตลาด
- นโยบายของรัฐ 9101
- กระแสการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยและสถานการณ์โรคมะเร็ง
แนวทาง/แผนที่จะทำต่อในระยะข้างหน้า
- ขยายพื้นที่ ขยายการทำโรงเรือน ขยายสมาชิก
- พัฒนาศักยภาพเพิ่มความรู้ให้กับสมาชิกด้านทักษะการผลิตและการตลาด
- พัฒนาคุณภาพผลผลิตและทำปริมาณให้ได้ตามความต้องการของตลาด
- ทำงานให้ได้ตามแผนงาน
- การพัฒนาให้เป็นเกษตรอินทรีย์
- การพัฒนาระบบการจัดการ และการตลาด
- การแปรรูป






