“เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน ครูบาคำ พระเกจิอาจารย์ของหมู่บ้านที่เลื่องลือ..ไหว้สา เจ้าพ่อคำปวน แม่ทัพของพระยาลิ้นก่านที่ปกปักรักษาชุมชน เดินชมป่าต้นน้ำสัมผัสธรรมชาติพบกับต้นตะเคียนยักษ์อายุกว่า 100 ปีและบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์พันปี
ผ่อนคลายความเมื่อยล้าด้วยศาสตร์การนวดไทยสปายะ ..สปาปลาธรรมชาติ..เดินชมป่าต้นน้ำ เสร็จแล้วท่านจะได้ผ่อนคลายด้วยการนวดไทยสปายะข้างลำธาร ฟังเสียงน้ำตก เสียงนกร้อง..ท่ามกลางธรรมชาติให้การพักผ่อนทั้งผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ให้คุณได้จิบชาสมุนไพรอันหอมกลิ่น ชื่นชมบรรยากาศธรรมชาติอย่างมีความสุข ชมบรรยากาศธรรมชาติและเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยภูนาง ชมนกยูงแบบใกล้ชิด ชมน้ำตกธารสวรรค์ภูนางที่สวยงามมีน้ำตลอดปี..
เดินเขาชมถ้ำหลวงบางมด นั่งดูพระอาทิตย์ตกยามเย็นจนลับเหลี่ยม ชมวิว 360 องศา พร้อมทานอาหารเย็นแบบ organic ด้วยเมนูพื้นบ้าน อาทิเช่น..น้ำพริกน้ำปู น้ำพริกหนุ่มผักนึ่ง น้ำพริกอ่องผักสด ต้มส้มไก่บ้านยอดมะขาม ปลานิลนึ่งเผาเกลือ ผลไม้ของหวานตามฤดูกาล …”
นี่เป็นคำเชิญชวนให้เราได้ไปท่องเที่ยว ณ ฟาร์มสเตย์ บ้านหนองหล่ม ตั้งอยู่ที่หมู่ 8 ตำบลหนองหล่ม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ที่จัดการท่องเที่ยวโดยคนในชุมชน ฟังคำเชิญชวนข้างต้นแล้วหลายคนคงจะอยากไปทันทีเลยทีเดียว …
ก่อนจะเป็นฟาร์มสเตย์บ้านหนองหล่ม
บ้านหนองหล่ม มีชื่อมาจาก “หนองหล่ม” ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่พบในหมู่บ้านแห่งนี้ มีลักษณะเป็นน้ำออกรู และน้ำผุดจากผิวดิน จึงทำให้บริเวณนี้มีน้ำตลอดทั้งปี ไม่เคยแห้งขอด เป็นแหล่งน้ำใช้ที่สำคัญของคนในตำบลหนองหล่ม ทั้งการบริโภคและการทำการเกษตร ด้วยสภาพพื้นที่ที่เหมาะกับการทำการเกษตร และยังมีแหล่งน้ำเพียงพอ อาชีพหลักของคนที่นี่จึงทำการเกษตรนั่นเอง “บ้านหนองหล่มเป็นหมู่บ้านที่มีเศรษฐกิจดี เพราะมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ชุมชนจึงมีผลผลิตตลอดทั้งปี ทั้งลำไย ข้าว ข้าวโพด” พ่อบุญตัน มงคล หนึ่งในคณะกรรมการการท่องเที่ยวบ้านหนองหล่มเล่าให้ฟังในวงพูดคุยเล็กๆ ที่เฮือนกาแฟ ร้านเล็กๆ ของชุมชนซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ทำเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา การท่องเที่ยวจึงเป็นเพียงอาชีพเสริม สร้างรายได้เสริมให้กับคนที่นี่เท่านั่น แต่ที่ผ่านมาการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนหนองหล่มเป็นมากกว่ารายได้เสริมหรือการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ?
“เมื่อมีการท่องเที่ยวทำให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาดูแลบ้านตัวเองให้สะอาดมากขึ้น เมื่อก่อนนี้ปล่อยรกรุงรัง ตอนนี้ตื่นตัว หน้าบ้านน่ามอง มีทั้งสวนผักสวนครัวรั้วกินได้ เป็นการพัฒนาไปในตัว ถ้าเราไม่มีของดีเชิญชวนยังไงเขาก็ไม่มา เพราะฉะนั้นเราจะต้องปรับตัวเอง ถ้าคนในชุมชนตื่นตัวทุกอย่างจะพัฒนาขึ้นเอง” พ่อครูบุญเรี่ยม วรรณพัฒน์ ที่ปรึกษาชมรมผู้สูงอายุตำบลหนองหล่ม อดีตข้าราชการครูเกษียน และเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ได้มองเป้าหมายลึกๆ ที่ผู้นำในชุมชนบ้านหนองหล่มมองเห็นประโยชน์จากการจัดการท่องเที่ยวชุมชนมากกว่า เงินหรือรายได้เสริมที่จะได้มาเท่านั้น นอกจากนั้นพ่อครูบุญเรี่ยมยังกล่าวว่า “ต้องการให้คนหนองหล่มดูแลรักษา และหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติที่ปู่ย่าตายายของเราสร้างไว้ให้ และต้องการให้คนหนองหล่มรักธรรมชาติ เพราะหมู่บ้านอยู่ติดกับป่า อีกอันหนึ่งคือหัวใจของการท่องเที่ยว คือ เมื่อคนมารวมกัน มาทำกิจกรรมร่วมกัน จะเกิดความผูกพัน เกิดความรักความหวงแหนสิ่งที่เรามีอยู่ อยากให้เขาปกป้อง ปกปักรักษา สืบให้ลูกหลานต่อไป”
นอกจากแนวคิดดังกล่าวแล้วคนในชุมชนยังมองเห็นต้นทุนทางธรรมชาติและทางปัญญาของบ้านหนองหล่มที่พร้อมและสามารถจัดการท่องเที่ยวได้ “หมู่บ้านของเรามีธรรมชาติสวยงาม อยากให้คนต่างบ้านต่างเมืองได้มาพบเห็น หนองหล่มมีธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวได้ชมหลายที่ อย่างเช่น บริเวณหนองหล่ม ดงหอ เป็นน้ำออกรู มีน้ำตลอดทั้งปี นอกจากนั้นยังมีลักษณะเป็นบ่อน้ำทิพย์ และยังมีความพิเศษอีกคือ เมื่อปรบมือดังๆ น้ำในหนองนี้จะพุดขึ้นตามเสียงจังหวะของมือ ” พ่อครูบุญเรี่ยม วรรณพัฒน์ “ต้องการให้บ้านหนองหล่มเป็นที่รู้จักของคนภายนอก อยากให้เขามาเห็นของดีของคนหนองหล่ม ที่เกิดจากธรรมชาติ” พ่อบุญตัน มงคล “ต้องการให้คนภายนอกได้เข้ามาสักการะและขอพรจากเจ้าพ่อคำปวน เจ้าพ่อจะช่วยทำให้โรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่หายไป และขอเรื่องอื่นๆ ที่ต้องการขอบนบานศาลกล่าวก็ได้” ป้าเมี่ยง กลุ่มเกษตรผสมผสาน
ชาวหนองหล่มได้นิยามการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นหมายถึง การที่ชาวบ้านได้มารวมกลุ่มกันทำกิจกรรม มีแหล่งเรียนรู้ในชุมชน มีกลุ่มเย็บกระเป๋า กลุ่มทำสมุนไพร การทำเกษตรผสมผสาน มีสปาปลา มีศูนย์การเรียนรู้ แล้วพานักท่องเที่ยวจากภายนอกมาเที่ยว ไปเรียนรู้จุดต่างๆ การท่องเที่ยวยังเป็นตัวเชื่อมโยงกลุ่มอาชีพ และกลุ่มต่างๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มคนพิการ กลุ่มโฮมสเตย์ กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน ให้แต่ละคนมีบทบาทและทำกิจกรรมร่วมกัน เชื่อมแหล่งเรียนรู้ในชุมชน และเรื่องราวต่างๆ ในชุมชน โดยการพานักท่องเที่ยวไปเรียนรู้ โดยเป้าหมายสูงสุดของการทำท่องเที่ยวคือ ต้องการให้คนในชุมชนเกิดความรักความสามัคคี หวงแหนถิ่นฐานบ้านเกิด และทรัพยากรในชุมชนตนเอง

ดังนั้นการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนของชาวหนองหล่มจึงเป็นอะไรที่มากกว่าการสร้างเศรษฐกิจชุมชนหรือการสร้างรายได้ เพราะการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้คนหนองหล่มตื่นตัวลุกขึ้นมาดูแลจัดการบ้านของตนเอง พัฒนาศักยภาพตนเอง และรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมพัฒนาชุมชนให้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง
ก้าวแรก..
เทศบาลตำบลหนองหล่มได้เข้าร่วมเครือข่ายตำบลสุขภาวะในเขตภาคเหนือตอนบน ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555- 2558 ในการจัดทำโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยมีบ้านที่เข้าร่วมทำโฮมสเตย์ จำนวน 60 หลังคาเรือน ปัจจุบันโฮมสเตย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสถาบันโฮมสเตย์ไทยมีจำนวน 10 หลังคาเรือน กลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลหนองหล่มจึงได้เริ่มพัฒนาต่อยอดในปี พ.ศ.2559 และทำกันอย่างจริงจัง มีการทำการตลาดเชิงรุกด้วยแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายใต้ concept หนองหล่มสปา-ฟาร์มสเตย์


จากการเริ่มต้นดังกล่าว บ้านหนองหล่ม หมู่ที่ 8 จึงได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเกษตรอินทรีย์วิถีชนเผ่า และได้จัดตั้งคณะกรรมการการท่องเที่ยวของชุมชนขึ้นมาเพื่อเป็นคณะทำงานในด้านการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพคนทำงานในด้านการท่องเที่ยว พัฒนายกระดับคุณภาพสินค้าชุมชน และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวชุมชน โดยการทำงานที่ผ่านมานั้นได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลตำบลหนองหล่มในการเชื่อมประสานงานกับหน่วยงานภายนอก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนให้ความรู้เรื่องการทำแผนชุมชน มหาวิทยาลัยพะเยาที่มาให้ความรู้เรื่องการท่องเที่ยว และล่าสุดมีโครงการนวัตวิถีภายใต้การดูแลของพัฒนาชุมชนอำเภอดอกคำใต้ ได้มาช่วยพัฒนายกระดับสินค้าของชุมชน 10 ชนิด คือ กระเป๋าเย็บมือ การแปรรูปสมุนไพร ข้าวอินทรีย์ จักสาน น้ำพริก กล้วยทอดกรอบ ผักปลอดสารพิษ เพาะเห็ด ตัดตุง 12 ราศี(แบบกระดาษ) และทอผ้า นอกจากนั้นทางชุมชนบ้านหนองหล่มร่วมกับชุมชนอื่นๆ ในตำบลหนองหล่ม ยังได้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไว้เป็น 9 ฐานการเรียนรู้ด้วยกันคือ
- ฐานสักการะครูบาคำ ที่วัดศรีล้อม ครูบาคำ เกจิอาจารย์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธา หรือ พระครูญาณวุฒิคุณ หรือ ครูบาคำ ไชยวุฒิโฑ เดิมนั้นเป็นครูโรงเรียนวัดหนองหล่ม ต่อมาเป็นได้บรรพชาและเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีล้อมตั้งแต่ปี พ.ศ.2480
- ฐานดงหอหนองหล่ม สักการะเจ้าพ่อคำปวง ชมบ่อน้ำทิพย์ ชมป่าชุมชน ชมทุ่งนา ชมต้นตะเคียนยักษ์ ตบมือน้ำพุด สปาปลาตอด (จัดกิจกรรมได้กว่าครึ่งวัน) หรือเรียกชื่อเป็นทางการว่า สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ
- ฐานผาช่อตั้ง ฟาร์มออร์กานิค พานักท่องเที่ยวไปชมสวนผักออร์กานิค และเที่ยวถ้ำ
- ฐานหมู่บ้านวิถีชนเผ่าม้ง บ้านปางม่วง ไปชมวิถีชีวิต การแต่งกาย และบ้านแบบดั้งเดิม สามารถไปเที่ยวช่วงประเพณีปีใหม่ม้ง เล่นยิงหน้าไม้ เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของชาวม้ง ฯลฯ
- ฐานเกษตรอินทรีย์ มีการปลูกพืชผักอินทรีย์ ผักสวนครัว โรงเพาะเห็ด การทำนา และการเลี้ยงวัว
- ฐานโรงเรียนผู้สูงอายุ เรียนรู้และทำกิจกรรมกับชมรมผู้สูงอายุบ้านหนองหล่มซึ่งเป็นกลุ่มต้นแบบของผู้สูงอายุที่ทำงานจิตอาสาเพื่อชุมชน เช่น การสวดมนต์ การออกกำลังกาย เป็นต้น
- ฐานแปรรูปสมุนไพร นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้การทำยาสมุนไพร เช่น ยาหม่อง ลูกประคบ ยากันยุง น้ำมันหอมระเหย เป็นต้น
- ฐานการทอผ้า เป็นเครื่องทอผ้าแบบกี่เอว เป็นการทอแบบดั้งเดิมของท้องถิ่นในภาคเหนือ ส่วนใหญ่จะทอผ้าถุงและผ้าขาวม้า
- ฐานกระเป๋าเย็บมือ เป็นการรวมกลุ่มของแม่บ้านเย็บกระเป๋าในรูปแบบต่างๆ มีหลายรูปแบบ
ในด้านบ้านพักมีความพร้อมรับนักท่องเที่ยวในการพักค้างคืนมีจำนวน 5 หลังคา คือ 1)บ้านอารมณ์ดี 2)บ้านน้ำใส 3)บ้านสายลมจอย 4)บ้านฟ้าใส และ5)บ้านแม่กาบคำ ส่วนโปรแกรมการท่องเที่ยวทางคณะกรรมการได้ร่วมกันจัดทำขึ้น

| มีโปรแกรมการท่องเที่ยวแบบ 2 วัน 1 คืน โดยมีรายละเอียดดังนี้
วันที่ 1 คณะเดินทางมาถึงชุมชนวันแรกช่วงบ่าย Welcome Drinks น้ำสมุนไพรท้องถิ่นหอมเย็นชื่นใจเสิร์ฟพร้อมขนมถิ่นไทย พร้อมกับWelcome Thai Northern Dance ต้อนรับคณะด้วยการฟ้อนเล็บอันสวยงามของภาคเหนือ จุดที่ นำชมน้ำตกธารสวรรค์ จุดที่ 2 นำท่านชมหมู่บ้านวิถีชนเผ่าม้ง ในจุดนี้จะมี 4 ฐานกิจกรรมเพื่อสัมผัสวิถีชนเผ่า คือ (1) ฐานโม่ข้าวโพดเพื่อเลี้ยงสัตว์แบบโบราณ (2) ฐานปักผ้าแบบโบราณ (3) ฐานตำข้าวแบบโบราณ (4) ฐานตีมีแบบโบราณ หรือทำกิจกรรมกีฬาแบบโบราณของชนเผ่าเพื่อความสนุกสนาน และท้าทาย มีกิจกรรมให้เลือก 3 ฐาน ดังนี้ (1) ฐานแข่งล้อเลื่อนไม้ “ฟอมูล่าม้ง” (2) ฐานแข่งตีลูกดิ่ง (3) ฐานแข่งยิงหน้าไม้โบราณ หลังจากนั้นพาไปจุดชมพระอาทิตย์ยามเย็นลับทิวเขาในมุมที่สวยที่สุดของหมู่บ้าน จากนั้นชมสาธิตการทำอาหารแบบดั้งเดิมของชนเผ่าม้ง และรับประทานอาหารเย็นพร้อมชมการแสดงชนเผ่าที่ต้อรับผู้มาเยือน การเป่าแคนม้ง การเต้นแบบม้ง ปิดท้ายวันนี้ด้วยการเข้าที่พักโฮมสเตย์ วันที่ 2 เช้าตรู่ ปั่นจักรยานชมวิถีชีวิตยามเช้าของชาวหนองหล่ม ตามจุดต่างๆ ของชุมชน ดังนี้ จุดที่ 1 ปั่นไปดูตลาดยามเช้า จุดที่ 2 ปั่นไปดูทุ่งนา และวิถีของชุมชนโดยรอบ จากนั้นรับประทานอาหารเช้ายังที่กลางท้องทุ่งนาด้วยเมนูอาหารพื้นเมือง เมื่อทานเสร็จแล้ว ให้ปั่นกลับที่พัก แล้วพักผ่อนตามอัธยาศัยพอสมควร จะเริ่มกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยใช้รถอีแต๊กพานักเที่ยวไปชมและทำกิจกรรมยังสถานที่ท่องเที่ยวของตำบลหนองหล่ม ดังนี้ จุดที่ 1 สักการะพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของตำบล “พ่อครูบาคำ” ณ วัดศรีล้อม จุดที่ 2 ชม “ป่าต้นน้ำชุมชน ดงหอ หนองหล่ม” เป็นป่าต้นน้ำในชุมชนมีพื้นที่ 38 ไร่ เป็นป่าดงดิบมีต้นไม้นานาชนิด และชมปลาจำนวนมาก จุดที่ 3 นวดไทยสัปปายะ ทำให้นักท่องเที่ยวผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ จุดที่ 4 ทำลูกประคบสมุนไพร มีปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้ รับประทานอาหารกลางวัน ที่เฮือนกาแฟ ด้วยอาหารพื้นบ้านหลายๆ อย่างด้วยกัน เช่น ส้มตำพื้นเมือง ข้าวกั้นจิ้น เป็นอันจบทริป ส่งลาคณะเดินทาง |
การดำเนินงานมีการใช้การสื่อในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น แผ่นพับโปรแกรมการท่องเที่ยวโดยนำไปวางแจกในที่ต่างๆ และนำไปแจกเมื่อไปบูทงานอีเว้นท์ จัดทำคลิปวีดีโอลง You tube และFacebook ออกบูทงานต่างทั้งในจังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงใหม่ และที่กรุงเทพ นอกจากนั้นยังมีการทำหน้าเพจ(ในFacebook) ชื่อว่า หนองหล่มฟาร์มสเตย์ NongLom Farmstay เพื่อสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ในชุมชน เสนอสถานที่ท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวชุมชน และเป็นช่องทางติดต่อพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่สนใจมาเยือนชุมชนแห่งนี้ มีการนำเสนอทั้งเนื้อหา ภาพถ่าย และที่เป็นวีดีทัศน์ ด้วยกลยุทธิด้านการสื่อสารที่หลากหลายรูปแบบและมีความทันสมัย เข้าถึงคนทุกกลุ่มวัย ทำให้วันนี้คนภายนอกรู้จักฟาร์มสเตย์บ้านหนองหล่มมากยิ่งขึ้น

ก้าวแรกก็เปลี่ยนแปลง
การจัดการท่องเที่ยวบ้านหนองหล่มนั้นทำตั้งแต่ปีพ.ศ.2555 ครั้งเมื่อทำโครงการตำบลสุขภาวะ แต่ได้ทำอย่างเป็นระบบเมื่อปี พ.ศ.2559 โดยมีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีการจัดตั้งคณะกรรมการการท่องเที่ยวที่ชัดเจน เมื่อปี 2560 วางบทบาทและมีผู้รับผิดชอบดูแลชัดเจน เช่น คุณจริยา วรรณพัฒน์ ทำหน้าที่ประสานงานเรื่องการจัดโปรแกรมทัวร์ แม่ครูสุนา วรรณพัฒน์ ให้ความรู้เรื่องการทำยาสมุนไพร การทำชมรมผู้สูงอายุ พ่อบุญตัน มงคล ทำที่พักโฮมเสตย์ เป็นต้น มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน เช่น บริเวณดงหอหนองหล่ม ให้เป็นสวนเฉลิมพระเกียรติ มีพัฒนาหน้าบ้านหน้ามอง ปลูกดอกไม้ ปลูกผักสวนครัวหน้าบ้าน เพื่อทำให้ชุมชนสะอาดมากขึ้น เป็นที่ประทับใจของผู้ที่มาเยือน
ผลจากการทำงานเพียง 3 ปี การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนของบ้านหนองหล่มนั้น ทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่คนในชุมชน ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนหน้าบ้านก็สวยงาม มีทั้งดอกไม้ ผักสวนครัว บ้านเรือนสะอาด เพราะคนในชุมชนขยันจัดเก็บมากขึ้นเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ส่วนสิ่งแวดล้อมในชุมชน มีระบบการจัดเก็บขยะ ทั้งลดการใช้ คัดแยก ช่วยกันจัดเก็บขยะ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุจะช่วยกันเก็บทุกเช้าวันอาทิตย์ ทำเพื่อเป็นแบบอย่าง นอกจากนั้นการจัดการท่องเที่ยวบ้านหนองหล่มยังมีผลต่อการจัดการทรัพยากรในชุมชนอีกด้วย “เมื่อก่อนมีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำลายป่าตอนนี้ไม่มีแล้ว” พ่อบุญตัน มงคล “เพราะชุมชนช่วยกันดูแลรักษาป่าเพื่อให้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ จะทำให้มีคนมาเที่ยวชุมชนมากขึ้น ถ้าไม่มีป่า สิ่งแวดล้อมไม่ดี ก็ไม่มีใครมาเที่ยว” พ่อครูบุญเรี่ยม วรรณพัฒน์
นอกจากนั้นสิ่งสำคัญของการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่บ้านหนองหล่มได้เกิดขึ้นคือ เกิดความสามัคคีของคนในหมู่บ้าน จะทำให้มีการจัดกิจกรรมร่วมกัน ให้ความร่วมมือช่วยทำงาน มีคนทุกวัยมาช่วย “คนที่ทำเรื่องการท่องเที่ยวสุขภาพดีขึ้น การทำท่องเที่ยวช่วยให้มีการพูดคุยกันมากขึ้น ยิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับนักท่องเที่ยว ทำให้ไม่เครียดโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ คนที่มาทำจะได้หัวเราะ ร้องรำทำเพลงด้วยกัน” พ่อครูบุญเรี่ยม วรรณพัฒน์ นอกจากนั้นทำให้รู้จักผู้คนภายนอกมากขึ้น ได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดกัน “ตอนนี้ผมมีเพื่อนทั่วประเทศ มีเครือข่ายมากขึ้น ที่อาจจะเป็นตลาดให้กับสินค้าชุมชน จะสามารถขายได้ทั่วประเทศ เช่น ลำไย สมุนไพร ข้าวอินทรีย์” อ้ายพัฒนา วรรณพัฒน์ หนึ่งในคณะกรรมการการท่องเที่ยว
ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่บ้านหนองหล่มเกิดความสำเร็จ มีหลายปัจจัยด้วยกัน คือ คนในชุมชน “ทำให้คนในชุมชนเข้าใจว่า ถ้าเราพัฒนาหมู่บ้านของตนเองให้ดีแล้วจะเกิดผลดีต่อตำบล และทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องการจัดการท่องเที่ยว เช่นการปรับสิ่งแวดล้อมให้ดี โดยการทำบ้านตัวเองให้สะอาด ปรับตัวเองให้เป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรี รู้จักการทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส ต่อผู้ที่มาเยือน” พ่อครูบุญเรี่ยม วันนี้ชาวบ้านบ้านหนองหล่มตื่นตัวลุกขึ้นมาจัดการบ้านของตนเอง ให้ความร่วมมือ และให้ความช่วยเหลือกันและกันในการทำงาน นอกจากนั้นบ้านหนองหล่มยังมีคนทำงาน ที่มาสานต่อจากรุ่นผู้สูงอายุ เป็นคนทำงานที่มีศักยภาพ มีความรู้ ความสามารถ เช่น มีความรู้ในด้านภาษาต่างชาติ มีความรู้ในการทำธุรกิจ มีความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ และที่สำคัญมีใจรักบ้านเกิด อยากทำเพื่อบ้านเกิด จึงทำให้วันนี้บ้านหนองหล่มสามารถจัดการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง
ต้นทุนในหมู่บ้านดี มีทรัพยากรธรรมชาติที่ได้เปรียบกว่าหมู่บ้านอื่นๆ มีทั้งป่า แม่น้ำ น้ำผุด มีถ้ำ หน้าผา มีนกยูง ฯลฯ เป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่ทำให้บ้านหนองหล่มมีความพร้อมเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ นอกจากนั้นยังมี ครูบาคำ แห่งวัดศรีล้อม และมีเจ้าพ่อคำปวน ที่ดงหอหนองหล่ม เป็นที่สักการะของคนในชุมชนและคนภายนอก มีคำล่ำลือถึงปาฏิหาริย์ต่างๆ ที่ช่วยเหลือผู้คนให้รอดปลอดภัยจากภัยต่างๆ นาๆ นอกจากนั้นบ้านหนองหล่มยังมีแหล่งเรียนรู้อีกมากมาย เช่น การทำเกษตรอินทรีย์ การทำสมุนไพรลูกประคบ การทอผ้า การทำกระเป๋าเย็บมือ จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนภายนอกต้องการมาเที่ยว ณ ที่แห่งนี้
กลุ่มผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุตำบลหนองหล่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 ชมรมนี่มีผู้สืบต่อเรื่อยๆ จนถึงยุคของพ่อครูบุญเรี่ยม วรรณพัฒน์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองหล่ม เป็นผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการบำนาญ ซึ่งมีทั้งระบบการทำงานและบารมีทำให้คนมาร่วมมือกันได้ จนทำให้กลุ่มผู้สูงอายุมีความเข้มแข็ง ก่อตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้กับผู้สูงอายุ ทั้งการสวดมนต์ การออกกำลังกาย การเก็บขยะ หรือการทำอาชีพเสริมรายได้ จากความเข้มแข็งของกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนบ้านหนองหล่มจึงทำให้เกิดกลุ่มต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ทั้งกลุ่มทอผ้า กลุ่มยาพื้นเมือง กลุ่มเย็บกระเป๋า รวมทั้งกลุ่มการทำท่องเที่ยวโดยชุมชน ผู้สูงอายุเหล่านี้ก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการก่อตัวก่อรูปร่างการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ทั้งให้คำปรึกษา ร่วมลงมือทำ และการเชื่อมร้อยกลุ่มต่างๆ ในชุมชน ให้เกิดความเข้มแข็งและการหนุนเสริมกันและกัน
สื่อ ช่วยโฆษณา เพราะสื่อที่หลากหลาย และทันสมัย ทำให้เข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย บ้านหนองหล่มจึงเป็นที่รู้จักแก่คนภายนอกมากยิ่งขึ้น
ส่วนปัญหาอุปสรรค พบเพียงเรื่องเดียว คือ ขาดงบประมาณในการพัฒนากลุ่มทั้งคนทำงาน และการพัฒนาสินค้าของกลุ่ม ที่ผ่านมาชาวบ้านต้องใช้ทุนของตนเองในการทำงาน อย่างเช่นกลุ่มทอผ้า ต้องออกเงินลงทุนเพื่อไปซื้อฝ้าย ซึ่งงบประมาณจากโครงการนวัตวิถีจะสนับสนุนเพียงอุปกรณ์ในการทอผ้า ไม่ได้ช่วยการจัดซื้อฝ้ายที่ใช้ในการทอ สมาชิกกลุ่มจะต้องลงทุนกันเอง
ก้าวต่อไป
“พร้อมไม่พร้อม ? ” คำถามที่โยนเข้าไปถามคณะกรรมการการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านหนองหล่ม ถึงความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวในชุมชน ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า พร้อม 100% !! ถึงแม้ว่าวันนี้การท่องเที่ยวไม่ได้เป็นรายได้หลัก เป็นเพียงรายได้เสริมเท่านั้น การท่องเที่ยวจึงยังช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของชุมชนไม่ได้ เพราะสร้างรายได้ให้กับชาวหนองหล่มไม่มาก แต่คณะกรรมการการท่องเที่ยวนั้นก็มองว่า การท่องเที่ยวเป็นการสร้างรายได้ในระยะยาว และเป็นประโยชน์ในด้านอื่นๆ มากกว่าดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นเพื่อให้การท่องเที่ยวเกิดการพัฒนามากขึ้น มีรายได้มากขึ้นจากการท่องเที่ยว ลดภาวะหนี้สินของคนในชุมชนได้ และช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้น ตัวแทนที่มาให้ข้อมูลในวันนี้ซึ่งมีทั้งที่ปรึกษากลุ่ม และคณะกรรมการการท่องเที่ยว จึงได้เสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชนหลายแนวทางด้วยกันดังนี้
- เติมความรู้ และพัฒนาคนในชุมชนให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการทำงานท่องเที่ยว และมีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว
- ต้องพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ จะต้องพัฒนากลุ่มอาชีพต่างๆ ในชุมชน ให้พัฒนาสินค้าของกลุ่มตนเองมากขึ้น
- ต้องสื่อสารให้มากขึ้น สื่อสารในวงกว้าง ให้คนภายนอกรู้จักบ้านหนองหล่ม และมาเที่ยวมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ
- พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สะอาดและสวยงาม
- พัฒนาสิ่งแวดล้อมของชุมชนให้น่าอยู่มากขึ้น
- ชาวบ้านจะต้องมีอัธยาศัยมากขึ้น ยิ้มแย้มแจ่มใส
- สร้างคนรุ่นใหม่มาสานต่อ ในการดำเนินงานบริหารการท่องเที่ยว
- สร้างกลุ่มเยาวชน และฝึกมัคคุเทศก์น้อย ช่วยในการนำเที่ยว
บทสรุป การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านหนองหล่ม ไม่ใช่คำตอบในเรื่องเศรษฐกิจชุมชนเท่านั้น แต่การจัดการท่องเที่ยวในวันนี้เป็นเรื่องความศรัทธาในความเชื่อของคนที่นี่ การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนาชุมชน การท่องเที่ยวเป็นตัวเชื่อมร้อยกลุ่มต่างๆ ในชุมชน ให้หันหน้าเข้าหากัน คุยกัน ช่วยเหลือกัน เกิดความรักความผูกพัน หันมาดูแลชุมชนบ้านเกิดร่วมกัน ซึ่งนับวันที่เราจะพบน้อยลงเรื่อยๆ ในสังคมไทย






