
เสวนาเล่าเรื่อง : เรียนรู้บทเรียนการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายประเด็นร้อนในพื้นที่อีสาน
จากซ้ายไปขวา : ธนพล เมืองเฉลิม/ ผา กองธรรม/ สุวิทย์ กุหลาบวงษ์/ อุบล อยู่หว้า/ บรรจง นะแส/ อ้อมบุญ ทิพย์สุนา
หากกล่าวถึงเรื่องการพัฒนาภาคอีสาน ที่มีพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศ หรือประมาณ 170,226 ตารางกิโลเมตร เราจะเห็นได้ว่า ไม่ว่ารัฐบาลในยุคสมัยใดก็ตาม ต่างก็มีโครงการการพัฒนาอย่างมากมาย เพื่อพัฒนาภาคอีสานให้ผู้คนได้หลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ให้ลูกหลานชาวอีสานได้สามารถลืมตาอ้าปากได้ จากฐานความเชื่อที่ว่า ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่ประชาชนมีความยากจนที่สุดของประเทศ
สะท้อนได้จากผังกลยุทธ์การพัฒนาพื้นที่ภาคอีสาน ปี 2600 มุ่งพัฒนาพื้นที่ภาคอีสานเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ และการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมหรือการใช้ประโยชน์จากที่ดินว่างเปล่า เพื่อทำเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์และสร้างโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานน้ำตาล โรงไฟฟ้าชีวมวล โครงการพัฒนาที่สําคัญอย่าง สะพานข้ามแม่น้ำโขงจังหวัดมุกดาหารและนครพนม เมืองมุกดาหารจะกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าและพาณิชยกรรมของภาคอีสาน จังหวัดขอนแก่นจะกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์ โดยใช้เส้นทางรถไฟและยังจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมภายในภูมิภาคและระหว่างประเทศ ศูนย์กลางการบินจะอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี และโครงการเหมืองแร่โพแทชและเกลือหินในภาคอีสานอีก 7 แหล่ง คือ แหล่งชัยภูมิ แหล่งตลาดแค แหล่งนครราชสีมา แหล่งมหาสารคาม แหล่งกุลาร้องไห้ แหล่งบําเหน็จณรงค์ แหล่งอุบล และแหล่งหนองคาย เป็นต้น
ทิศทางการพัฒนาภาคอีสานดังกล่าวข้างต้น เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หลายโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการในปัจจุบัน แน่นอนว่าประชาชนในภาคอีสานได้รับผลจากการดำเนินโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งถ้าหากย้อนกลับไปมองในอดีต และปัจจุบัน การพัฒนาโครงการต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน มีบทเรียนการต่อสู้ที่สำคัญของภาคประชาชนเกิดขึ้น ซึ่งในฝากประชาชนและภาคประชาสังคมไม่อาจมองข้าม และปล่อยผ่านไป แม้จะเป็นบทเรียนที่ผ่านไปแล้วก็ตาม
การต่อสู้เพื่อยับยั้งเหมืองแร่โปรแตสที่อุดรธานี
“ในการต่อสู้ได้กำหนดยุทธภูมิหลักคือที่จังหวัด เพื่อดึงให้อำนาจส่วนกลางลงมาต่อรองที่จังหวัด อาศัยการอิงกับรัฐธรรมนูญ 2540 ด้านสิทธิชุมชน เป็นหลักอิง ซึ่งในการต่อสู้ที่ผ่านมาก็มีคนถูกจับกุมแต่ก็มีการต่อสู้ในชั้นศาลจนชนะ เพราะชุมชนมีสิทธิ ในแนวทางการเคลื่อนไหว มีการศึกษา EHIA SIA มีการต่อสู้ในทางกฏหมาย ซึ่งจะมีทีมวิชาการชาวบ้านทำการสต๊อกข้อมูลข่าวสารทั้งหมด มีการใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารมาเป็นประโยชน์เพื่อขอข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง”
นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคอีสาน เล่าถึงการต่อสู้ของภาคประชาชนกรณีเหมืองแร่โปรแตสที่จังหวัดอุดรธานี บทเรียนสำคัญคือการทำงานจัดตั้ง งานมวลชนสัมพันธ์ หากเมื่อเราลืมงานจัดตั้งจะทำให้ฐานหลุด เรื่องโปรแตสการต่อสู้เริ่มต้นจากเรื่องใหม่ที่ไม่มีความรู้ แต่มีการศึกษาบทเรียนจากสมัชชาคนจน การต่อสู้กับท่อก๊าซ กรณีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น และอื่นๆ ที่ได้ทำการศึกษาอย่างมาก ก่อนจะมาเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านเหมืองแร่โปรแตสที่จังหวัดอุดรธานีเมื่อปี 2543
บริบทการต่อสู้ช่วงนั้นมีรัฐธรรมนูญ 2540 มีกระแสวาทกรรมสิทธิชุมชน ที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหว หลังจากศึกษาในแง่มุมหลายประเด็น หลายแง่มุม และได้มีการสรุปการต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองแร่โปแตส จึงมีการตั้งกลุ่มศึกษาและคัดค้านเหมืองแร่ขึ้นมา โดยมีที่ปรึกษาทางวิชาการ มีการจัดการศึกษาสัญจร มีการใช้การเขียนจดหมายประสานคนที่ประเทศแคนนาดาให้ไปซื้อหุ้นเพื่อใช้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นในการคัดค้านกับบริษัทไม่ให้มาลงทุนที่ประเทศไทย ทั้งยังมีการชวนพี่น้องที่ฟิลิปินส์มาให้ความรู้เรื่องการทำเหมืองแร่กับชาวบ้านในพื้นที่
นายสุวิทย์ เล่าต่อว่า จากการศึกษาหาความรู้ จัดประชุมชาวบ้านต่อเนื่อง จัดตั้ง สร้างการรณรงค์ ซึ่งจากการรวมคนครั้งแรกประมาณ 30-40 คน มีการเดินทางไปถามผู้ว่าฯ จนชาวบ้านได้มีการชุมนุมครั้งแรก 700 คน ที่ผ่านมาได้มีการเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้มีเวทีเรียนรู้ พูดคุย ตอบคำถามทำไมถึงค้านเหมืองแร่โปแตส เพราะอะไร ทำไม จะกระทบต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร มีการจัดรณรงค์ตะเวนอธิบายตามหมู่บ้านต่างๆ โดยกลุ่มชาวบ้านที่เริ่มเข้าใจ มีข้อมูล ซึ่งเป็นการสะสมพลังของชาวบ้าน เพื่อสร้างพลังอำนาจในการต่อรอง และใช้บทเรียนการต่อสู้ที่แก่งเสือเต้น จังหวัดแพร่ ที่มีการบล็อคพื้นที่ไม่ให้ชลประทานเข้ามาวัดพื้นที่ จึงได้นำกลยุทธ์นี้มาใช้ในพื้นที่เช่นกัน และยังมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพี่น้องที่เดือดร้อนจากที่อื่น มาร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์บางอย่างได้ถูกนำมาใช้โดยชาวบ้านช่วยกันคิด มีการแต่งเพลงหมอลำ ลำกลอน เนื้อหาสะท้อนเรื่องโปรแตส และไปที่ไหนก็ร้องก็ลำไปเรื่อยๆ ในการต่อสู้ได้กำหนดยุทธภูมิหลักคือที่จังหวัด เพื่อดึงให้อำนาจส่วนกลางลงมาต่อรองที่จังหวัด อาศัยการอิงกับรัฐธรรมนูญ 2540 ด้านสิทธิชุมชน เป็นหลักอิง ซึ่งในการต่อสู้ที่ผ่านมาก็มีคนถูกจับกุมแต่ก็มีการต่อสู้ในชั้นศาลจนชนะ เพราะชุมชนมีสิทธิ ในแนวทางการเคลื่อนไหว มีการศึกษา EHIA SIA มีการต่อสู้ในทางกฏหมาย ซึ่งจะมีทีมวิชาการชาวบ้านทำการสต๊อกข้อมูลข่าวสารทั้งหมด มีการใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารมาเป็นประโยชน์เพื่อขอข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
สมัยนั้นความตื่นตัวของพี่น้องมีมาก แต่ยังไม่รู้การร่างหนังสือถึงหน่วยงาน อะไรคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างจากสมัยนี้หน่วยงานไม่ค่อยตอบคำถามชาวบ้าน และการปรับตัวของรัฐทำสู้ยากขึ้น การต่อสู้ในตอนนี้อาจมีการอบรมเรื่องงานสารบรรณในการต่อสู้ ที่เป็นเรื่องพื้นฐานแต่มีความสำคัญในการจัดการข้อมูล เราต้องรู้ว่าเรื่องที่สู้เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ เกี่ยวข้องกับกฏหมายอะไรอย่างไร ชาวบ้านต้องมีข้อมูล
อย่างไรการเคลื่อนไหวอะไรก็ตามที่ทำให้ชาวบ้านมีพื้นที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก มีการใช้เฟสบุ๊คในการสื่อสาร มีการทำกองบุญ การบริจาคเงินในการต่อสู้ มีการทำนารวม ทำบุญกุ้มข้าวใหญ่ ที่สะสมระดมทุน อีกเรื่องคือการใช้วิทยุชุมชนในการสื่อสารระดมคน ซึ่งสถานะวันนี้เรื่องโปแตสมีการยันกันได้ และในขั้นตอนทางกฏหมายต้องมีการลงประชามติ และผ่านการอนุมัติจากทางท้องถิ่น อบต. เพื่อให้เกิดการอนุมัติโครงการ เป็นการค้านตามกระบวนการกฏหมาย
วันนี้เครื่องมือสาธารณะลดลง บริบททางสังคมเปลี่ยน หัวใจการรักความเป็นธรรมยังมี แต่เงื่อนไขเปลี่ยนเราต่อสู้กันอย่างไร กฏหมายแร่วันนี้ มีการเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม มีการระบุให้มีตัวแทนสภาองค์กรชุมชนในระดับจังหวัดได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณา และในระดับตำบลต้องมีการประชาคมที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นในเรื่องการพัฒนาต่างๆ ที่เราสามารถใช้ประโยชน์ในการระงับยับยั้ง โครงการพัฒนาต่างๆ ได้ นายสุวิทย์ กล่าว
สู้เพื่อความเป็นธรรมที่เขื่อนราษีไศล ศรีสะเกษ
“เคลื่อนงานเย็นเพื่อให้ไปแก้งานร้อน มีการติดต่อหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐบาล หน่วยงานส่วนกลาง และหน่วยงานในพื้นที่ โดยมีโจทย์เพื่อให้เขามาร่วมงานกับเรา เมื่อก่อนเราใช้การชุมนุมคัดค้าน วันนี้เปลี่ยนยุทธศาสตร์การต่อสู้ จากการไปชุมนุมกดดันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เปลี่ยนมาเป็นเชิญหน่วยงานมาคุยในพื้นที่ เชิญคนที่มีอำนาจลงมาในพื้นที่ ไม่ใช่ขอ ไม่ใช่ใช้ความรุนแรงอย่างเดียว อย่างล่าสุดราษีไศล กระทรวงเกษตรฯ ยกให้เป็นพื้นที่ โคกหนองนาทามโมเดล ที่กรมชลประทานลงมาช่วยหนุนเสริมสนับสนุนให้ราษีไศลเป็นโมเดลการพัฒนา”
นางผา กองธรรม นายกสมาคมคนทาม แกนนำการต่อสู้กรณีการสร้างเขื่อนราษีไศล ที่ทางการเลี่ยงคำว่าเป็นการสร้างฝายขนาดเล็ก โดยสร้างในพื้นที่ที่ว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ การต่อสู้ของคนราษีไศลเริ่มต้นต่อสู้มาตั้งแต่ปี 2535 และการต่อสู้เริ่มรุนแรงในช่วงปี 2538-2539 ที่ผ่านมาได้ร่วมกับทางสมัชชาคนจน ต่อสู้เรียกร้อง จนคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มีมติให้จ่ายเงินชดเชยในปี 2540 สู้มาจนได้รับเงินชดเชย 300 กว่าล้านบาท เริ่มต้นจากผู้ชาวบ้านที่เดือดร้อนกลุ่มเล็กๆ แต่กลุ่มเล็กๆ ก็ไม่ยินยอม และมีแกนนำองค์กรพัฒนาเอกชนมาช่วยมาจุดประกาย เริ่มต้นจากคนหนึ่งพันกว่าคน ปัจจุบันมีเครือข่ายฯ รวมกันกว่า 3 พันคน การต่อสู้ไม่เฉพาะกับศึกนอก ในระหว่างทางมีการต่อสู้กับพี่น้องกันเองที่ไม่เห็นร่วม คนที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ได้รับการครหา เมื่อพี่น้องได้เงินค่าชดเชยมาก็นำเงินมาสร้างบ้าน และซื้อรถ ก็มีคนมากล่าวหาว่าไปโกหกหลอกเงินรัฐบาลมา จากการต่อสู้ที่ผ่านมา แม่ผาบอกว่าตนได้รับการดำเนินคดีรวม 5 คดี ซึ่งถือเป็นปริญญาชีวิต
ช่วงปี 2543-2545 มีการเคลื่อนไหวชุมนุมยึดหัวเขื่อนเพื่อเรียกร้องให้เอาน้ำออก ชาวบ้านจะได้เข้ารังวัดพื้นที่ได้ การต่อสู้ครั้งนี้เพราะมีชาวบ้านหลายร้อยครอบครัวมีมติให้ต่อสู้ โดยยึดหัวเขื่อนนานานอยู่ 6 เดือน เพื่อให้มีการศึกษาผลกระทบทางสังคม และให้จ่ายค่าชดเชยกับชาวบ้านที่ยังไม่ได้รับ เพื่อเป็นการดูแลพี่น้องคนที่ได้รับผลกระทบในอนาคต
จากการต่อสู้มาอย่างต่อเนื่อง บทเรียนที่สำคัญคือ ต้องให้ประชาชนได้เข้าไปเป็นกรรมการ ไม่ว่าจะมีการตั้งกรรมการชุดไหนขึ้นมา ชาวบ้านต้องได้เข้าไปมีสัดส่วนเพื่อมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อย่างมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาผลกระทบ เมื่อทำการศึกษาเสร็จ จะมีการดำเนินการติดตามผลการศึกษา มีการสรุปบทเรียนเราจะได้เข้าไปมีส่วนในทุกขั้นตอน
แม่ผา เล่าต่อว่า เมื่อชาวราษีไศลต่อสู้จนถึงปี 2553 จึงได้มีการจัดตั้งสมาคมคนทามขึ้นมา เพราะเราต้องเป็นองค์กรนิติบุคคล มีที่ตั้งองค์กรมีที่ทำการ และที่สำคัญต้องมีพี่น้องที่เป็นเครือข่ายที่ชัดเจน จึงจดทะเบียนสมาคมคนทามขึ้นเป็นองค์กรชาวบ้าน ในการต่อสู้ก็ใช้การสมทบกองทุน ทำบุญกุ้มข้าว เคลื่อนงานเย็นเพื่อให้ไปแก้งานร้อน มีการติดต่อหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐบาล หน่วยงานส่วนกลาง และหน่วยงานในพื้นที่ โดยมีโจทย์เพื่อให้เขามาร่วมงานกับเรา เมื่อก่อนเราใช้การชุมนุมคัดค้าน วันนี้เปลี่ยนยุทธศาสตร์การต่อสู้ จากการไปชุมนุมกดดันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เปลี่ยนมาเป็นเชิญหน่วยงานมาคุยในพื้นที่ เชิญคนที่มีอำนาจลงมาในพื้นที่ ไม่ใช่ขอ ไม่ใช่ใช้ความรุนแรงอย่างเดียว อย่างล่าสุดราษีไศล กระทรวงเกษตรฯ ยกให้เป็นพื้นที่ โคกหนองนาทามโมเดล ที่กรมชลประทานลงมาช่วยหนุนเสริมสนับสนุนให้ราษีไศลเป็นโมเดลการพัฒนา
การต่อสู้ที่สำคัญคือคนที่ถูกผลกระทบต้องเป็นเครือข่ายกันให้ได้ ไปนั่งกินข้าวคุยกันอย่าคิดว่าคนน้อย แล้วจะไม่พูดคุยกัน และการต่อสู้ของราษีไศล มีการวางแผนการทำงานมาโดยตลอด มีการจัดประชุมโดยไม่ให้หน่วยงานได้รับรู้ เพราะการเคลื่อนไหวเราต้องมีมวลชน เพราะมวลชนเป็นตัวกันผนังกำแพง มีการใช้งานวิจัยเข้ามาใช้ประโยชน์โดยทำงานวิจัยไทบ้าน ที่ต้องศึกษาให้รู้ถึงข้อมูลในด้านต่างๆ ถ้าทำในทางลับไม่ได้ ก็ทำกันอย่างเปิดเผย แต่เรื่องที่คุยกันก็คุยกันเรื่องการพัฒนาพื้นที่ ไม่ได้คุยกันเรื่องจะไปประชุมที่นั่นที่นี่
นอกจากนั้น ยังมีการปันจักรยานบอกรักแม่น้ำมูล เพื่อบอกรักกับผู้ว่า โรงเรียน วัด เป็นการปั่นหาเพื่อนสร้างแนวร่วม และรณรงค์ในสิ่งที่สอดคล้องกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำมูล เช่นเรื่องปัญหาขยะในแม่น้ำมูล หรือการพื้นที่ที่มีความขัดแย้งให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะจะสามารถอ้างได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ หากทำจะเกิดผลกระทบ นอกจากนั้นจะใช้ผู้หญิงในการเป็นแนวหน้า เพราะผู้หญิงมีความอ่อนหวาน และใช้การเจรจาพูดคุยในแบบไทบ้าน ให้ไทบ้านจะเป็นแกนหลักในการพูดคุย สำคัญคืออย่าขาดการมีที่ปรึกษา โดยเฉพาะในด้านกฏหมายเพื่อให้การต่อสู้ได้มีหลักยึด แม่ผา ย้ำในตอนท้าย
การต่อสู้เพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน
“การทำงานเคลื่อนไหวที่คิดว่าประสบผลสำเร็จ คือเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ที่ตั้งขึ้นมาเรียกว่ากลุ่ม ThaiPAN ทำเรื่องสารเคมี โดยประสานงานวิจัยร่วมกับนักวิชาการกระจายทั่วประเทศ เพื่อนำข้อมูลรวมกันที่กรุงเทพฯ และทำการสื่อสารสู่สาธารณะ เพราะงานวิชาการประสานการเคลื่อนไหวจึงจะมีพลังกระทบต่อสังคม และสร้างเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารเคมีอันตรายที่ปัจจุบันมีกว่า 700 องค์กร การเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ประเด็นแบนพาราควอตได้ถูกบรรจุในนโยบายพรรคการเมืองหลายพรรค คิดว่านี่เป็นชัยชนะสำคัญ จาการทำงานปิดล้อมด้วยข้อมูล”
นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน กล่าวถึงการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดเกษตรกรรมยั่งยืน ระบุว่า การเคลื่อนไหวทางนโยบายไม่มีอะไรสำเร็จแบบหมดจดสมบูรณ์ จุดเริ่มการเคลื่อนไหวผลักดัน ต้องเริ่มจากประเด็นต้องชอบธรรม การจัดตั้งกลุ่มแกนนำที่เกาะติดกัดไม่ปล่อย จับให้มั่นคั้นให้ตาย และต้องมีการสร้างเครือข่าย เป็นเครือข่ายที่โยงกันจริงๆ 100 หมู่บ้านจะโยงกันอย่างไร เครือข่ายคือกลุ่มคนที่เห็นปัญหาร่วม ทำอย่างไรให้คนเห็นร่วมกัน เป็นบทบาทการทำงานกับชาวบ้าน
คนอีสานไม่กล้าหาญเหมือนคนใต้ พื้นที่ปัญหาใหม่ชาวบ้านจะมีความหวาดกลัว เมื่อมวลชนกลัวเจ้ากลัวนาย เพราะฉะนั้นต้องมีการฝึก พาชาวบ้านให้ผ่านการร่วมในเหตุการณ์ ต้องให้ข้อมูลให้ความรู้กฏหมายต่อชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านได้มีทักษะจากประสบการณ์ตรง
การเคลื่อนเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนจัดเป็นประเด็นเย็น จุดเริ่มต้นของการต่อสู้ เริ่มขึ้นเมื่อปี 2549 ตอนนั้นมีการสรุปกันว่าจะสู้เรื่องพันธุกรรม ที่เป็นประเด็นยุทธศาสตร์ กับประเด็นเรื่องสารเคมีโดยเริ่มที่พื้นที่ภาคเหนือก่อน ที่ภาคอีสานเริ่มเรื่องพันธุกรรม มีการศึกษาวิจัยการใช้สารเคมีในสวนส้ม ซึ่งเมื่อทำการศึกษาเสร็จ และเปิดเผยข้อมูลข้อค้นพบแล้วทำให้ส้มขายไม่ได้ ทำให้การทำงานสารเคมีในภาคเหนือแกนนำถูกขู่ฆ่าจึงทำให้การทำงานเกิดการหยุดชะงักไป
จากการศึกษา พบว่าขณะนั้นใบอนุญาตผลิตสารเคมี มีมากกว่า 27,000 ชนิด จากการต่อสู้จนมีการแก้ไขกฏหมายให้องค์กรประชาชน เข้าไปเป็นกรรมการวัตถุอันตราย แต่ทางฝ่ายทุนเองก็ไปตั้งองค์กรสาธารณะประโยชน์เพื่อให้สามารถเสนอเข้าพิจารณาเป็นคณะกรรมการ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือทำให้ฝ่ายทุนมีสัดส่วนกรรมการเพิ่มขึ้นมาอีก
การทำงานเคลื่อนไหวที่คิดว่าประสบผลสำเร็จ คือเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ที่ตั้งขึ้นมาเรียกว่ากลุ่ม ThaiPANเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thailand Pesticide Alert Network: Thai-PAN) ทำเรื่องสารเคมี โดยประสานงานวิจัยร่วมกับนักวิชาการกระจายทั่วประเทศ เพื่อนำข้อมูลรวมกันที่กรุงเทพฯ และทำการสื่อสารสู่สาธารณะ เพราะงานวิชาการประสานการเคลื่อนไหวจึงจะมีพลังกระทบต่อสังคม และสร้างเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารเคมีอันตรายที่ปัจจุบันมีกว่า 700 องค์กร การเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ประเด็นแบนพาราควอตได้ถูกบรรจุในนโยบายพรรคการเมืองหลายพรรค คิดว่านี่เป็นชัยชนะสำคัญ จาการทำงานปิดล้อมด้วยข้อมูล
นายอุบล กล่าวต่อว่า ธรรมชาติการต่อสู้ประเด็นร้อน ต้องสร้างความเข้มแข็งภายในพื้นที่ตนเอง เมื่อไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งได้ก็จะสู้ไม่ได้ และการสร้างแนวร่วมเครือข่ายที่รวมกันเป็นการสร้างพลังในวันที่จะตี ในการที่จะต่อสู้กับการลงทุนอุตสาหกรรมน้ำตาลที่ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องร่วมที่จะร่วมกันตี ควรมีการทำวิจัยในเรื่องอุตสาหกรรมน้ำตาล เพื่อให้มีข้อมูลในทางวิชาการ ที่อีสานเกิดขึ้นที่ขอนแก่น มีการตั้งโรงงานมานานกว่า 25 ปี แต่ยังไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนอีสาน เสนอให้สภาองค์กรชุมชนได้ทำเรื่องข้อมูลและงานวิชาการ และในการต่อสู้ ต้องมีการประเมินคู่ต่อสู้ และกำหนดคู่ต่อสู้ให้ชัดเจน การต่อสู้ความกลัวทำให้เสื่อม เราไม่กลัวแต่เราควรมีสติระมัดระวังและไม่ประมาท
บทเรียนเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน
“ธรรมชาติของคนอีสาน ไม่ชอบขึ้นโรงขึ้นศาล กระบวนการต่อสู้ทางกฏหมาย ต้องมีการทำงานข้อมูลอย่างมาก และต้องมีเวทีให้ชาวบ้านเกิดความกล้าที่จะฟ้องศาลปกครอง เพื่อเป็นการดึงข้อมูลมาจากหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะเรื่องน้ำโขงเป็นเรื่องในระดับอาเซียน เป็นผลกระทบข้ามพรมแดน ทั้งเขื่อน ฝุ่นควัน การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เหล่านี้เป็นเรื่องร่วม พอช.ควรทำแมปปิ้ง งานร้อนมีที่ไหนบ้าง ก็ประสานหน่วยงานภาคี วิชาการมาช่วยดำเนินการ”
นางสาวอ้อมบุญ ทิพย์สุนา เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ประเด็นสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง เล่าให้ฟังว่า พอช.เป็นองค์กรริเริ่มเครือข่าย สภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด 95 พื้นที่ตำบล ได้ขับเคลื่อนตามภารกิจสภาองค์กรชุมชน ตามมาตรา 21 ซึ่งในปี 2553 เกิดน้ำโขงแล้ง ได้เริ่มเรียนรู้บทเรียนจากครูตี๋ เพื่อให้ชาวบ้านพี่น้องเข้าใจประเด็นที่จะขับเคลื่อน เช่น ในประเด็นความมั่นคงทางอาหาร มีองค์ประกอบที่ต้องเชื่อมโยงมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น สปป.ลาว จีน รวมถึงกลุ่มองค์กรภาคเอกชน จึงได้ส่งเสริมการทำงานของกลุ่มองฺค์กรภาคชาวบ้านต่างๆ ภายใต้สภาองค์กรชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าใจภายใต้บริบทที่กว้างขวางหลากหลาย และส่งเสริมชาวบ้านทำงานวิจัยเรื่องพันธุ์ปลา ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำงานข้อมูลโดยชาวบ้านมากขึ้น เน้นทำวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และเชื่อมโยงหน่วยงาน เช่น สกว. สสนก. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร การใช้เครื่องมือการสื่อสารผ่านไลน์ เฟสบุ๊ค เพื่อเตือนภัยต่างๆ ส่งเสริมให้ชาวบ้านได้รับรู้ข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง วิเคราะห์ให้เห็นผลกระทบ และสืบสาวหน่วยงานที่เป็นต้นตอของปัญหาอะไรบ้าง โดยใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนในการขับเคลื่อนประเด็นพื้นที่ และทำให้ชาวบ้านรู้เท่าทันข่าวสาร เน้นการสร้างและเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายความร่วมมือให้เข้มแข็ง ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน เวียดนาม สปป.ลาว เพื่อให้ชาวบ้าน 7 จังหวัดลุ่มน้ำโขงได้รับรู้การเชื่อมโยงพื้นที่ริมโขงซึ่งมีผลกระทบขนาดใหญ่ได้รับรู้ร่วมกัน เพื่อตั้งรับวางแผนในประเด็นที่ได้รับผลกระทบ ที่แตกไปจากประเด็นความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น
การต่อสู้เรื่องแม่น้ำโขง ประเด็นหลักคือเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน กับเรื่องเขื่อน ซึ่งมีตัวละครที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เพราะไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ขายดีทำกำไร แต่มาทำลายความมั่นคงทางอาหารของคนลุ่มน้ำโขงใน 7 จังหวัด เมื่อเขื่อนเริ่มมากขึ้น ทั้งที่ประเทศลาว น้ำอูน 7 ลำน้ำสาขาที่สู้กันมา ในไทยก็มีเขื่อนปากมูล น้ำเสียว ซึ่งมีการศึกษาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแต่ละตัวว่ามีผลอย่างไร
อ้อมบุญ เล่าต่อว่า เราเริ่มจากการตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลในพื้นที่ 7 จังหวัดตามล้ำน้ำโขง ซึ่งเป็นงานสายตัดขวาง ที่เชื่อมโยงกลุ่มองค์กรต่างๆ สร้างความเข้าใจ เพราะเรื่องข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญที่พี่น้องต้องเรียนรู้ร่วมกัน น้ำโขงสถานการณ์ตอนนี้ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ขณะนี้น้ำโขงขึ้นลงไม่ปกติ ขนาดปลายังงง มีการผสมพันธุ์กันนอกฤดู จากการศึกษาวิจัยสาหร่าย พันธุ์ปลา การเก็บข้อมูล ที่ในอดีตมีเอ็นจีโอคอยช่วย ตอนนี้พี่น้องสภาองค์กรชุมชนตำบลทำงานเก็บข้อมูล มีการฝึกชาวบ้านให้เก็บข้อมูล เก็บผลกระทบต่อการเพาะปลูก แต่ขาดการตามงานของสภาฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอันที่จริง สภาฯ สามารถทำงานใหญ่ในเชิงนโยบายได้
งานที่ให้ความสำคัญอีกเรื่องก็คือการสื่อสาร มีการสร้างกลุ่มไลน์ “คนฮักแม่น้ำโขง” สมาชิกประมาณ 150 คน ซึ่งมีทั้งชาวบ้านลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด มีภาคีการพัฒนาต่างๆ มีสื่อมวลชน สื่อชุมชน ฯลฯ และมีเฟสบุ๊ค ที่ไว้คอยสื่อสารสถานการณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารถึงกันต่อเนื่อง อย่างกรณี เมื่อประเทศจีนปล่อยน้ำช่วงไหนจะมีการแจ้งเตือนให้รับรู้ถึงกันเพื่อเตรียมการรับมือ หรือเมื่อน้ำท่วมช่วงที่ผ่านมา เป็นสถานการณ์ที่เกิดจากน้ำเขื่อนท่วม ไม่ใช่จากน้ำฝน
ที่ผ่านมาเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขงทำอะไร ตัวอย่างเช่น มีการระดมทุนระดมการช่วยเหลือ เขื่อนไซยะบุรีแตกที่ลาว พี่น้องลาวได้รับผลกระทบเราก็ระดมการเข้าช่วยเยียวยา การสู้กับนโยบาย ข้างล่างก็ต้องสู้ข้างบนยิ่งต้องสู้ ต้องมีการวิเคราะห์ตัวละครในการปล่อยเงินกู้ให้สร้างเขื่อน น้ำเขื่อนขึ้นลง ตลิ่งพัง พื้นที่ปลูกผักหาย กลายเป็นดินแข็ง ร่องน้ำลึกเปลี่ยน ปัญหายิ่งขุดยิ่งลึกยิ่งเจอ หรือเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษที่หนองคาย มุกดาหาร เราใช้กลไกสภาฯ ในการต่อสู้ ศึกษาผลกระทบว่าจะเกิดอะไรอย่างไร เครือข่ายสภาฯลุ่มน้ำโขง ทำทั้งเรื่องพลังงาน เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่เป็นผลกระทบจากการพัฒนาในระดับภูมิภาค เพราะเมื่อการรู้เท่าทันเราถึงจะต่อรองเจรจาได้
นอกจากนั้นยังมีการใช้เครื่องมือการสื่อสารสาธารณะ มีการอบรมเยาวชนในการฝึกทำคลิป ทำข่าวพลเมืองที่ร่วมกับทางไทยพีบีเอส หรือการสร้างแนวร่วม ก็มีการดำเนินการทั้งฝั่งไทยและลาว เพื่อมาทำความรู้จักกันเป็นเครือข่ายทำงานร่วมกัน เรื่องการปฏิบัติจริง เป็นการต่อสู้นอกจากนโยบาย ก็สู้กับสภาวะสภาพภูมิอากาศด้วย มีการแตกประเด็นไปหลายเรื่อง การจัดการน้ำ ซึ่งน้ำโขงไม่เป็นธรรมชาติต้องอาศัยการศึกษาวิจัย เรื่องผลกระทบ ที่เกิดขึ้นในหลายด้าน รวมถึงการสร้างประเด็นร่วมในระดับตำบลจะแตกออกจากประเด็นที่ พอช.ทำ เสนอว่า พอช.ต้องมีการส่งเสริมงานประเด็นร้อน มีการส่งเสริมสภาฯ 64 ตำบล ตลอดลำน้ำโขงให้เกิดการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนพูดคุยเรียนรู้เชื่อมโยงเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
ธรรมชาติของคนอีสาน ไม่ชอบขึ้นโรงขึ้นศาล กระบวนการต่อสู้ทางกฏหมาย ต้องมีการทำงานข้อมูลอย่างมาก และต้องมีเวทีให้ชาวบ้านเกิดความกล้าที่จะฟ้องศาลปกครอง เพื่อเป็นการดึงข้อมูลมาจากหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะเรื่องน้ำโขงเป็นเรื่องในระดับอาเซียน เป็นผลกระทบข้ามพรมแดน ทั้งเขื่อน ฝุ่นควัน การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เหล่านี้เป็นเรื่องร่วม พอช.ควรทำแมปปิ้ง งานร้อนมีที่ไหนบ้าง ก็ประสานหน่วยงานภาคี วิชาการมาช่วยดำเนินการ อ้อมบุญ ทิพย์สุนา เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กล่าวในช่วงท้าย
อย่างไรก็ตาม การเสวนาเล่าเรื่อง : เรียนรู้บทเรียนการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายประเด็นร้อนในพื้นที่อีสานในครั้งนี้ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานทั้ง กรณีปัญหาที่ดินวังน้ำเขียว นครราชสีมา โรงงานน้ำตาล โรงไฟฟ้าชีวมวล ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายจังหวัด กลุ่มรักบ้านเกิด เครือข่ายลุ่มน้ำแก่งละว้า ขอนแก่น กรณีที่ดินอำเภออุบลรัตน์ เครือข่ายลุ่มน้ำโขง เขตเศรษฐกิจพิเศษ กรณีสารเคมี พาราควอต ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนซักถามเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างเข้มข้นเพื่อได้นำไปปรับใช้ต่อไป
หมายเหตุ : เป็นบทเรียนที่ได้จาก “เวทีการพัฒนาและการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เรียนรู้กรณีประเด็นที่ส่งผลกระทบกับชุมชนภาคอีสาน” ณ ราชาวดีรีสอร์ท อ.เมือง จังหวัดขอนแก่น วันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน 2562 จัดโดย สำนักเชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชนและประชาสังคม ร่วมกับคณะทำงานพัฒนาคนในขบวนองค์กรชุมชน สำนักเลขานุการสภาองค์กรชุมชน คณะกรรมการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชน สำนักสื่อสารจัดการความรู้และนวัตกรรมชุมชน และสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอช. เพื่อให้ผู้นำสภาองค์กรชุมชนในภาคอีสานได้ศึกษาบทเรียนประสบการณ์ เครื่องมือในการขับเคลื่อนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐจากอดีต-ปัจจุบัน ไปปรับใช้และขยายผลการดำเนินงานต่อไป






