
ท่ามกลางนโยบายการพัฒนาของรัฐและทุน ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนเล็กคนน้อยโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ใช่ว่าตาสีตาสาต้องยอมเป็นผู้เสียสละ หลีกทางให้กับสิ่งที่เรียกว่านโยบายการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรมอยู่ร่ำไป เพราะชุมชนมีสิทธิ ชาวบ้านมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยการใช้ 5 เครื่องมือสำหรับภาคประชาชน ในการเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบ จากคำแนะนำของนักคิด นักวิชาการ ทนายความ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งจะทำให้เสียงของประชาชนดังมากขึ้น มีน้ำหนักมากขึ้นในการต่อสู้
ซึ่งในบทความชิ้นนี้ ได้รวบรวมข้อคิดคำแนะนำ 5 เครื่องมือ จากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านด้วยกัน 1) “การใช้ข้อมูล และงานวิชาการ เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ” โดย ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2) “การใช้ CHIA ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้กับชุมชน” โดย ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3) “กฎหมายที่ควรรู้กรณีถูกจับกุมคุมขัง” โดย นายนิกร วีสเพ็ญ ทนายความแห่งเมืองลุ่มน้ำมูล 4) “การจัดรูปขบวนการเคลื่อนไหว การปักธงร่วม และกระบวนการในการขับเคลื่อน” โดย นายจำนงค์ จิตรนิรัตน์ เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) และ 5) ปิดท้ายที่เรื่อง “การสื่อสารเครื่องมือเคลื่อนนโยบายสาธารณะ” โดย นายประยงค์ ดอกลำไย ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
นโยบายดีๆ ของภาคประชาชน ต้องใช้ข้อมูลผลักดัน
สำคัญแกนนำอย่าเป็น NATO (No Action Talk Only) ที่พูดอย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำ
ดร.สัมพันธ์ เตชะอธิก คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึง “การใช้ข้อมูล และงานวิชาการ เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ” ระบุว่า นโยบายภาคประชาชนไปไม่ได้ เพราะผู้มีอำนาจทางนโยบาย ระบบราชการ ระบบนายทุน และพรรคการเมือง เป็นสามขาที่เป็นเรงต้าน ส่วนสามขาภาคประชาชน มีผู้นำจำนวนน้อยที่ต้องเปลี่ยนจากนักกิจกรรมให้เป็นนักนโยบายสาธารณะ เราต้องมีกำลังมากกว่านี้ ที่จะมาทำนโยบายที่มาจากภาคประชาชน โดยมีเครื่องมืออย่างหน่วยงานสนับสนุน สช. พอช. สสส. เราต้องเปลี่ยนวิธีมาสร้างคน การมีนโยบายดีๆ ของภาคประชาชน แต่เขาไม่เอาเพราะไม่เชื่อมั่นในพลังอำนาจของประชาชน เราต้องสร้างผู้นำให้มากเพื่อไปสู้กับเขาได้
การสร้างคนควรให้เป็นระบบต่อเนื่องลงทุน ปีนึงสนับสนุนงบประมาณทำกิจกรรมตามตัวชี้วัด แค่ทำงานให้เสร็จ แต่ไม่ทำงานให้สำเร็จ ผู้นำเราเก่งในการจัดประชุมประสานงาน ภาคประชาชนต้องเปลี่ยนขึ้นมาเป็นผู้กำหนดนโยบายให้ได้ อะไรคือนโยบาย เราอยากเสนอนโยบายอะไร และจะใช้ข้อมูลอะไร ภาคประชาชนต้องใช้ข้อมูลที่แม่นตรง ในสังคมคนรุ่นใหม่มีการใช้ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง มีการปล่อยข้อมูลดีๆ มีน้อย แต่การปล่อยข้อมูลร้ายๆ เต็มไปหมด อยู่ที่ว่าใครสร้างกระแสได้ก่อน ไม่มีการแยกแยะผิดถูก ปรากฏการณ์แบบนี้สังคมไทยอาจเกิดวิกฤต เป็นการใช้ข้อมูลทำร้ายบ้านเมือง และสร้างนโยบายผิดๆ

“พวกเราเป็นพวกสวนกระแส เป็นกลุ่ม สทร. (สู้ทุกเรื่อง) สจร. (ใส่ใจทุกเรื่อง) การใช้ข้อมูลเพื่อการต่อสู้ หลายเรื่องไม่ชนะ เพราะนักการเมืองผู้มีอำนาจไม่ใส่ใจ ต้องมีการฝึกการทำข้อมูลในแต่ละประเด็น ทำข้อมูลเรื่องที่ดิน เรื่องเกษตร พัฒนาให้เป็นระบบกระบวนการ มีเครื่องมือ มีกำลังมากพอ อย่าเป็นพวก NATO : No Action Talk Only ที่พูดอย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำ” ดร.สัมพันธ์ กล่าว
ใช้ความรู้ท้องถิ่น ใช้ CHIA เพื่อตอบโต้การพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม
ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงการใช้เครื่องมือ CHIA ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้กับชุมชน ระบุว่า ที่ภาคอีสานมีการตั้งกลไกในการสนับสนุนการทำ CHIA ในภาคอีสาน ได้รับการสนับสนุนจาก สช. โดยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.สุขภาพ ที่เอื้อให้ประชาชนทำการประเมินผลกระทบกับสุขภาพและชุมชน ทั้งในระดับโครงการ หรือในระดับนโยบาย เช่น พลังงานในอีสานจะเอาอย่างไร หรือทำข้อมูลเพื่อนำไปสู่การออกแบบชุมชน เพื่อให้ปลอดภัยจากการพัฒนา เช่นแผนสุขภาพตำบล ธรรมนูญสุขภาพตำบล ทั้งหมดนี้ต้องทำข้อมูล CHIA แม้เป็นเรื่องใหม่ แต่มีพื้นที่ที่ทำสำเร็จคือที่โรงไฟฟ้าที่เขาหินซ้อนฉะเชิงเทรา เมื่อมีโรงไฟฟ้าแล้วจะส่งผลกระทบกับชาวบ้านที่ปลูกมะม่วงอย่างไร ทำให้โครงการโรงไฟฟ้าได้ถูกยกเลิก
การวิจัยไทบ้าน โดยใช้เครื่องมือ CHIA การประเมินผลกระทบกับสุขภาพชุมชน เป็นการเมืองเรื่องความรู้ในสังคมไทย เครื่องมือหนึ่งของผู้อ่อนแอก็คือความรู้ เมื่อก่อนจะต่อสู้กับรัฐ อดีตจับอาวุธขึ้นสู้ ในช่วงหลังปี 2540 มีการเคลื่อนไหวที่ใช้ความรู้มากขึ้น ในปี 2543 มีการคิดถึงการใช้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรมสามารถใช้เป็นหลักฐานในการอธิบายกับสังคม เช่นเรื่องเขื่อนปากมูล ในแม่น้ำมูลมีปลากี่ชนิด ก็ทำหลักฐานเก็บข้อมูลว่ามีกี่ชนิด เก็บพฤติกรรม และทำความรู้ท้องถิ่นให้เป็นหลักฐาน ที่ชาวบ้านเป็นคนทำเป็นหลัก หลังจากที่ทำวิจัยไทบ้านที่ปากมูล ก็มีการทำที่ราษีไศล ก็มีการทำที่สาละวิน ที่เชียงของ ที่แก่งเสือเต้น และมีการดำเนินการในประเทศเพื่อนบ้านด้วย
ดร.ไชยณรงค์ อธิบายว่า วิจัยไทบ้าน วิธีวิทยาในการวิจัยเพื่อการพัฒนา และ CHIA การทำงานวิจัยไทบ้านที่ปากมูลเป็นการนำวิจัยจากความรู้ของชาวบ้านของชุมชนท้องถิ่น มีบริบทที่มา จากวิกฤตของความรู้ในการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่ โครงการขนาดใหญ่ต้องประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และต่อมาได้เพิ่มมติสุขภาพ (EHIA) สำหรับโครงการที่จะก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง กระแสสิทธิชุมชน ความล้มเหลวของ EIA โรงไฟฟ้าหินกรูด โครงการแก่งเสือเต้น เขื่อนปากมูล และ EIA EHIA และการรับฟังความคิดเห็นเป็นหลุมดำของความรู้
“เงื่อนไขสำคัญส่วนหนึ่งมาจากสิทธิชุมชน เราพูดถึงสิทธิชุมชนแต่ไม่มีหลักฐานถึงสิทธิชุมชน แต่ EIA EHIA เป็นเครื่องซักผ้าให้โครงการขนาดใหญ่ เป็นการต้อนให้ชาวบ้านจนมุมในเวทีที่เขาเตรียมการไว้ ตอนที่ทำเรื่องปากมูล ความรู้คืออำนาจ ที่ผ่านมาความรู้ถูกผูกขาดโดยธุรกิจ ที่อ้างความเป็นวิทยาศาสตร์ ควมรู้ท้องถิ่นถูกเบียดขับจากการพัฒนา ชุมชน/ภาคพลเมืองจำเป็นที่ต้องสร้างความรู้ท้องถิ่นเพื่อเป็นอาวุธของผู้อ่อนแอ ในวิกฤตของความรู้และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ”
CHIA เป็นความรู้เพื่อใช้ตอบโต้ทำลายความชอบธรรมของการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม บางครั้งการเดินขบวนประท้วงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ยามปกติเราต้องใช้ความรู้ในการต่อสู้ เราต้องมีอาวุธที่หลากหลายในการต่อสู้ ความรู้เป็นสิ่งสำคัญ จนทำให้มีการเปิดประตูเขื่อนปากมูล 1 ปี 4 เดือน ความรู้ท้องถิ่นเป็นเรื่องของสังคมจิตวิญญาณ สุขภาพหรือสุขภาวะ และนิเวศ สิ่งแวดล้อม เป็นการมองแบบองค์รวม มองเห็นชีวิตคนเป็นหลัก ซึ่งในการทำวิจัยไทบ้านมีการใช้แนวคิดทางสังคม ทางสิ่งแวดล้อมเป็นตัวในการกำกับทิศทางการศึกษาวิจัย ซึ่งหลังจากที่วิจัยเสร็จก็มีการทำวีดีโอ ทำโปสเตอร์ ทำหนังสือขึ้นมาและส่งไปให้ห้องสมุดทั่วประเทศ
วิธีการวิจัยไม่ยากแต่การนัดกันทำไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเป็นความร่วมมือของ 3 ฝ่าย ชาวบ้าน นักพัฒนา และนักวิชาการ การวิจัยถึงจะสำเร็จ และในการวิจัยการบันทึกภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะเป็นหลักฐานที่สามารถใช้ยืนยันในการต่อสู้ได้ การวิจัยสามารถใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งของการต่อสู้ และเราสามารถทำความรู้ที่เรามีทำเป็นหลักฐานได้โดยอาศัยการวิจัยไทบ้าน และการศึกษาวิจัยท้องถิ่น นอกจากนั้นต้องมีความร่วมมือกันหลายฝ่าย และสื่อสารกับสังคมและผู้มีอำนาจ ดร.ไชยณรงค์ กล่าวในตอนท้าย

มิติทางกฏหมายที่ควรรู้ เมื่อต้องต่อสู้ผลักดันนโยบาย
นายนิกร วีสเพ็ญ ทนายความแห่งเมืองลุ่มน้ำมูล ระบุว่า กฏหมายเป็นเพียงเรื่องเทคนิค นักกฏหมายที่จบมาบัญฑิตที่ไม่มีจิตวิญญาณก็จะใช้เป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน เปิดสำนักงานเปิดตำราทำมาหากินก็เท่านั้นถ้าไม่มีจิตวิญญาณ ไม่ต่างจากคนที่จบเภสัช เปิดร้านขายยาก็มีแต่ยาฝรั่ง ไม่มียาสมุนไพรภูมิปัญญาที่ถูกหยิบยกขึ้นมา
ระบบการศึกษาหลักสูตรสอนบัญฑิตสอนออกมาทำอะไร ลูกหลานจะรู้ไหมว่ามีพื้นที่กี่พื้นที่ที่จะช่วยปู่ย่าตายาย เรียนเพื่อเป็นเจ้าคนนายคน ทำมาหากินแต่บ้านพังพินาศมีความหมายอะไร คนเหล่านั้นจบออกมาก็เป็นนักวิชาการแล้วไปรับจ้างทำวิจัยเพื่อรับจ้างให้กับการสร้างเขื่อน มีไหมที่ลูกหลานมานั่งข้างเรายามเราเดือดร้อนบ้าง เราจะเติมความรักท้องถิ่น ความรักสายน้ำทรัพยากรให้กับลูกหลานเราอย่างไร เป็นเรื่องใหญ่ของกระทรวงศึกษา
ทนายนิกร กล่าวต่อว่า “กฏหมายเป็นเครื่องมือที่ทำให้สังคมอยู่ด้วยกัน แต่ที่เราเห็นคือกฏหมายเป็นเครื่องมือของใคร ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้กฏของใจในการอยู่ร่วมกัน เดี๋ยวนี้พี่น้องทะเลาะกันไปศาล แบ่งมรดกก็ไปศาล กฏหมายคนทั่วไปจะให้ความสำคัญยามเมื่อมีเรื่องถึงโรงถึงศาล สิ่งที่เรากำลังทำ เป็นสิ่งที่มีโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามจะใช้เครื่องมือทางกฏหมายเพื่อมาจัดการกับเรา”
กฏหมายมี 2 ข้าง ข้างหนึ่งแพ่ง อีกข้างอาญา กฏหมายแพ่ง ไม่เกี่ยวกับตำรวจ อัยการ ไม่เกี่ยวข้องกับคุก แต่นายทุนมักจะเอาไปขู่ อย่าเก่งก็บังคับยึดทรัพย์นำเงินไปใช้หนี้ อีกข้างคืออาญา เกี่ยวกับตำรวจ อัยการ ศาล คุก ถ้าทำผิดต้องติดคุก ในการจะรู้ว่าเป็นคดีอาญาให้ดูที่โทษ สูงสุดประหารชีวิต ถัดมาจำคุก พี่น้องหลายคนถูกฟ้องหมิ่นประมาท อันที่สามกักขัง อันที่สี่จับปรับ สุดท้ายริบของกลาง
ในเรื่องคดีอาญา เกี่ยวข้องกับ ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย คือคนที่ถูกฟ้องศาลแล้ว และตำรวจคือพนักงานจับผิดกระทำผิดส่งอัยการเพื่อฟ้องศาล และมีทนายความที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เวลาสู้กันในศาลเป็นเทคนิคล้วนๆ เวทีในศาลไม่ใช่เวทีเรา ของเราคือท้องไร่ท้องนา คือวิถีชีวิตของเรา เราจะสร้างภูมิคุ้มกันตรงนี้อย่างไร หลายคดีเมื่อเราตกเป็นผู้ต้องหา มีคนแจ้งความเพื่อดำเนินคดี หรือแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐานไว้เฉยๆ เช่นเอกสารหาย หรือแจ้งความไว้ว่าได้ถูกนายคนนั้นด่า
ถัดจากนั้นพนักงานตำรวจจะมีหน้าที่รวบรวมหลักฐาน สืบค้น ถ้าตำรวจไม่มีหมายศาลอย่าให้เข้าบ้าน และรีบโทรหาทนายความ ก่อนที่ตำรวจจะค้นบ้าน เราต้องค้นเขาก่อน กันการยัดความผิด หรือบอกให้หยุดก่อนรอทนาย รอพี่น้องมาค้น หรือเอามือถือขึ้นมาถ่าย ทุกวันนี้คนกลัวมือถือ เพราะเป็นหลักฐานหากเกิดการยัดข้อหา
ในกรณีป่าแหว่งที่เชียงใหม่ เมื่อมีการออกมาต่อสู้ แกนนำถูกฟ้องหมิ่นประมาท และมีหมายเรียกมาถึง ถ้ามีหมาบเรียกแล้วไม่ไปครั้งที่ 3 จะเป็นหมายจับ ครั้งที่ 1 แกนนำก็ไป แต่ขอให้การในชั้นศาล เนื่องเพราะการให้สำเนาในชั้นสอบสวน จะมีการกล่อมให้เกิดการรับสารภาพ ในกรณีนี้ตำรวจไม่ต้องนำสืบพยาน และส่งฟ้องศาลได้เลย เราต้องรอบคอบ เราต้องบันทึกขั้นตอนทุกกระบวนการในชั้นศาล การต่อสู้เพื่อชุมชนตนเองเราต้องมีข้อมูลชุมชนตนเอง เราจะจัดระบบอย่างไร ในทางคดีมีความสลับซับซ้อน ถ้าเกิดขึ้นกับแกนนำ จากการพิทักษ์ประโยชน์ในทางสาธารณะ ขอให้การในชั้นศาล แล้วกลับมาทำข้อมูลให้เนียบ
ศาลปกครอง กับศาลปกติ ต่างกัน พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานโจทย์ และต่อด้วยพยานจำเลย และนำไปประมวลตัดสิน โดยไม่มีการลงพื้นที่ แต่ศาลปกครองจะส่งผู้พิพากษาลงมาดูในพื้นที่ แล้วจึงมาเขียนคำพิพากษา คำถามคือ ทำอย่างไรศาลถึงจะเข้าใจอย่างที่เราคิด กรณีอย่างพี่มด วนิดา ถูก กฟภ.ฟ้องหลายข้อหา มีการใช้การข่าว การทำสารคดีออกสื่อ ศาลเองก็ได้ดู เมื่อตัดสินก็ชนะคดี ถ้าหากศาล ทนายเป็นคนที่มีจิตวิญญาณ จะเข้าใจไม่เปิดประมวลกฏหมายในการพิจารณาเท่านั้น
การตั้งสภาองค์กรชุมชน ในเขตอีสานล่าง สภาฯเป็นสภาแห่งภูมิปัญญา ทำอย่างไรสิ่งที่เราหวังให้ไปบรรจุในแผนของ อบต. แผนของจังหวัด กลไกสภาฯ เป็นกลไกสำคัญของชาวบ้านในพื้นที่ พื้นที่สภาองค์กรชุมชนผนึกกำลังกัน ทนายนิกร กล่าว

สังคมเหลื่อมล้ำ ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อเดือดร้อนก็ต้องลุกขึ้นสู้
นายจำนงค์ จิตนิรัตน์ เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง กล่าวถึงการจัดรูปขบวนขับเคลื่อนงานประเด็นร้อนในพื้นที่ภาคอีสานว่า สถานการณ์ขณะนี้ทุกประเด็นมีปัญหาหมด ในขณะที่ทุนรุกคืบ ในขณะที่ประชาชนกระจายกันสู้ ปัจจุบันที่มีการพูดถึงความเหลื่อมล้ำไทยติดอันดับโลก มีความเหลือมล้ำห่างกัน 25 เท่า ตอนนี้อยู่ในจุดที่เราเห็นสถานการณ์เหล่านี้ต่างกัน แต่ทุนกำลังรวมกันเพื่อปกป้องตนเอง อยู่ๆ ทุนก็ได้เขตเศรษฐกิจพิเศษ เหลี่ยมเศรษฐกิจ ในขณะที่ทุนได้เป็นแผง แต่เราสู้กันเป็นแห่งๆ ชนะบ้าง แพ้บ้าง การต่อสู้ ในอดีตมีวิธีอย่างไรบ้าง มีทั้งที่ทำในแบบฉบับผู้ร้าย ไม่ใช่แบบผู้ดี แต่ทำให้เราเสียทรัพยากรไปมากมาย ก่อนที่จะเกิดความเหลื่อมล้ำในขณะนี้เกิดอะไรขึ้นมามาก มีหลายวิธีของการเห็นปัญหาแล้วทำ เป็นการเอาสิทธิการถูกละเมิดเป็นที่ตั้ง เมื่อเดือดร้อนก็ออกมา วิธีการแบบนี้หายไป ไม่ออกมาเรียกร้องสิทธิ ทำให้พลังของภาคประชาชนหายไป ไม่ออกมาแสดงออก อาจถูกทำให้อยู่ในห้องประชุมที่ไหนสักแห่ง การออกมาในช่วงหลังๆ กลุ่มต่างๆ เล็กเกินไปทำให้ทุนทำให้รัฐบาลไม่สนใจ ถ้าเราจะนำวิธีการเก่าๆ มาใช้ จากการออกมาชุมนุมมาใช้มันก็น่าจะมีผลดี
นายจำนงค์ กล่าวต่อว่า กรณีถูกไล่รื้อที่สลัมคลองเตย บวกกับชุมชนที่ถูกไล่รื้ออีก 16 ชุมชน บวกกับนักพัฒนาในหลายแห่ง ใช้สถานการณ์ไล่รื้อชุมชน เจรจากับนายกรัฐมนตรี มีการทำสื่อ ไม่เจรจาให้หยุดไล่ชุมชนอย่างเดียว แต่ขอให้ตั้งกองทุนฯ ต่อมาเป็น พอช. เป็นการต่อสู้จากสถานการณ์ร้อน การรวมกันก็เพื่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ไล่รื้อชุมชนอื่นก็จะไปช่วยกัน เมื่อแต่ละชุมชนมารวมกันเป็นเคือข่าย ไม่หลุดจากกันก็มีพลังเจรจาเรื่องใหญ่ได้ มีวิธีการที่ดี มีแนวร่วม มีการสื่อสารต่อสังคมที่ดี สร้างให้เห็นความเชื่อมโยงกับคนชั้นกลางในเมือง มีการเจรจาจนเกิดกองทุนและเกิดเป็น พอช.ในละดับถัดมา จากกลุ่มคนจนเมืองเล็กๆ ทำให้เกิดกองทุนใหญ่ที่เราเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องสิทธิ เป็นเรื่องการต่อสู้โครงสร้างที่ดิน
และในเรื่องสึนามิ เริ่มจาก 2 ขา นักพัฒนา ชุมชน และรวมพี่น้องเพื่อมาเจรจากับรัฐบาล แต่เป็นการเจรจาเรื่องที่ดิน เป็นสึนามิลูกที่ 3 เพราะจะมีนายทุนถือเอาโฉนดมาอ้างสิทธิ์ เรียกร้องจนเกิดกรรมการพิสูจน์สิทธิ์ขึ้นมา เนื่องจากมีข้อขัดแย้งกันกับชาวบ้าน ทำให้ชุมชนส่วนใหญ่อยู่ได้ในที่เดิมหลังจากที่มีความขัดแย้งในด้านสิทธิ์การครอบครองที่ดินจากระนองไปจนถึงสตูล การต่อสู้มีทั้งการเจรจา บุกหาผู้ว่า ขึ้นมาหารัฐบาล จัดงานรณรงค์ จนรัฐบาลต้องส่งคนลงไปเพื่อตัดสินใจทางนโยบาย ทำให้ชุมชนได้อยู่อาศัยในที่เดิม จากปัญหาเฉพาะหน้ายกระดับเป็นปัญหานโยบาย
“สถานการณ์ตอนนี้มีปัญหาเรื่องโรงงานน้ำตาล โรงไฟฟ้าชีวมวล นายทุนเลือกลงตรงไหนก็ได้ พื้นที่ไหนอ่อนก็ลงสร้าง แต่เรายังรวมกันไม่ได้ ถ้าเรามีปัญหา รวมคนมีปัญหาให้ได้จะทำให้มีพลัง สภาองค์กรชุมชน มีคนมาก มีระบบ แค่ร้องพร้อมกัน แผ่นดินก็จะสะเทือน มีความพร้อมหลายอย่าง มีคนรุ่นใหม่ มีสื่อ แต่ทำไมสภาองค์กรชุมชนไม่ออกมาเคลื่อนไหว และเคลื่อนออกมาอย่างมีศิลปะ ช่วงนี้เป็นช่วงของการตัดสินใจ ทุนกำลังกวาดพี่น้องเรา รัฐบาลไม่รู้จะเข้าข้างพี่น้องหรือไม่”
สิ่งที่เราจะต้องตกตอนนี้ สถานการณ์ตอนนี้เราจะรวมไหม ถ้ารวมจะรวมเรื่องอะไรบ้าง เรื่องที่ดิน ที่สาธารณะกี่ชุมชน จังหวัดจัดการตนเองกี่จังหวัด เรื่องโรงไฟฟ้า โรงงานน้ำตาล มีกี่ชุมชน ฯลฯ ลองไล่ดู จำนวนคนเดือดร้อนว่ามีเท่าไหร่ มีนักพัฒนาที่เป็นที่ปรึกษาใคร ตั้งหลักให้ดี ทำข้อมูลเหตุผล ทำเรื่องสื่อ เช่นเรื่องโรงงานน้ำตาล ทำให้มีความเป็นธรรมได้ไหม ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ เราต้องการน้ำตาล แต่ต้องไม่เป็นอย่างนั้น และรวมพลน้ำตาลไปเจรจากับนายก ไปศาลากลางเจรจากับผู้ว่า ซ้อมก่อนที่จะไปกรุงเทพฯ และมีข้อเสนอว่าเรื่องน้ำตาลเป็นอย่างไร เชื่อว่าสังคมรับได้
เมื่อน้ำตาลร่วมกับกลุ่มที่ดิน ทุกคนเดินแบบมีเหตุผล ไม่ใช่พวกสุดโต่งสุดขั้ว มีเหตุผล พลังประชาชนจะพลิกผ่ามือ ที่พลิกไม่ได้เพราะจำนวนน้อย และการออกมารอบนี้ ถ้าเราเหนือกว่าการเมืองในสภา เราจะชนะเพราะเป็นการเมืองของผู้เหลื่อมล้ำสังคมไม่ปฏิเสธ
“ในขณะที่สังคมยังมีความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราไม่ลีลามาก เราเดือดร้อน พี่น้องเราโดน เราต้องลุกขึ้นมาเคลื่อน ใช้บทเรียนจากพีมูฟ สมัชชาคนจน แล้วออกมาเคลื่อน ทำสื่อดีๆ มีความท้าทาย และทำเสนอในเชิงนโยบาย พลังประชาชนจะขึ้นมาเหนือการเมืองในระบบรัฐสภา เราต้องช่วยกันวิเคราะห์ 1) เราวิกฤตหรือยัง 2) ตอนนี้เราขาดอิสระในการเคลื่อนหรือไม่ เดิมเราอิสระ เพราะอย่ากังวลว่าการเคลื่อนไหวจะมีการกระทบต่อกัน ที่สภาฯไม่เคลื่อนไหว กลัวจะกระทบกับ พอช. ถ้าเราแยกการเคลื่อนไหว แต่เป็นพี่น้องกันอยู่ 3 )การเมือง เป็นสิ่งที่เราต้องไปจัดการกับเขา ไม่ใช่เราที่ต้องเกรงใจการเมือง ที่เป็นอยู่ทำให้การเคลื่อนไหวมีความรุงรัง ด้อยลงเรื่อยๆ ต้องแยกการเคลื่อนไหวออก”
สภาองค์กรชุมชน เป็นองค์กรชาวบ้านไหม ถ้าเป็นองค์กรประชาชน ก็สามารถคบกับใครก็ได้ ในทางกฏหมายผูกหรือไม่ บทของ พอช.อย่างไร บทของสภาฯอย่างไร ต้องมีอิสระต่อกัน เพื่อเสนอข้อเสนอของภาคประชาชน ไม่อ้อมค้อม ไม่รุงรัง เคลื่อนหวังอย่างมีเสรีภาพ อย่างมีศิลปะ
“สื่อ” เครื่องมือเคลื่อนนโยบายสาธารณะในมุมมองของประธาน กป.อพช.
นายประยงค์ ดอกลำไย ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) กล่าวในหัวข้อ การเรียนรู้เครื่องมือการสื่อสารที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ระบุว่า การต่อสู้เคลื่อนไหวทุกเรื่องจบที่โต๊ะเจรจาไม่ว่าเรื่องไหน การเจรจาที่เป็นเงื่อนสำคัญไม่งั้นก็จะกลับลงสู่ท้องถนน การเคลื่อนไหวทุกเรื่องเป็นการสื่อสาร ทั้งการชุมนุม การเดินขบวน เป็นการสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ว่าเดือดร้อนเรื่องอะไร การสื่อสารมีหลากหลายวิธีการ การเดินขบวนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสื่อสาร และทำอย่างไรให้เท่ากันในเรื่องข้อมูล ชาวบ้านจะรู้สึกว่าเรื่องข้อกฏหมายเข้าถึงอยากและสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือเรื่องความเป็นธรรม ต้องทำให้ชัดว่าเราที่เราต่อสู้เป็นธรรมไหม ถูกต้องหรือไม่
“การต่อสู้ต้องมีข้อมูล และเหตุผลในการหักล้างอีกฝ่ายหนึ่งได้ และสิ่งที่จะใช้มีเครื่องมือคืออะไร การสื่อสาธารณะ แต่เดิมพี่บำรุง คะโยธา สมัชชาคนจนสมัยนั้นมีสื่อจริงๆ แต่สมัยหลังปี 40 สื่อกลายเป็นธุรกิจ เริ่มมีการถือหุ้น นักข่าวขาดความเป็นอิสระ ถูกแทรกแซงโดยทุน อาชีพนักข่าวไม่ใช่ธุรกิจ แต่หนังสือพิมพ์คือธุรกิจ ในอดีตโทรทัศน์มีแต่ช่อง 3 5 7 9 และ11 ต่อมามีไอทีวี บางครั้งมีสื่อที่มาทำข่าวในเวทีจำนวนมากแต่ปรากฏว่าไม่มีข่าวออก ปัญหาของสื่อเมื่อก่อนไม่นำเสนอข่าวของชาวบ้านที่ต่อสู้ และยังมีสื่อที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ยุคนี้ใครซื้อโฆษณาก็สามารถกำหนดทิศทางข่าวได้ และเป็นที่น่าเสียดายมาก สื่อบางสื่อตบทรัพย์ สื่อบางแห่งใช้วิธีการตบทรัพย์ โดยการออกข่าวให้เสียหายแล้วเรียกไปเจรจา จบที่การซื้อโฆษณา และก็ไม่เล่นข่าวต่อ สื่อไม่ใช่สื่อสาธารณะ แต่กลายเป็นธุรกิจไปแล้ว”
ประธาน กป.อพช. กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นเฟสบุ๊กมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารอย่างมาก ตอนนี้หนังสือพิมพ์หลายฉบับปิดตัว หลายสื่อปรับตัวต้องพึ่งข่าวจากเรา เช่นกรณีพี่บรรจง นะแส โพสต์เรื่องอะไร สื่อก็นำไปเสนอเป็นข่าว ปัจจุบันนักข่าวน้อยลง สื่อปรับมาเป็นออนไลน์มากขึ้น การสื่อสารคือการนำกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ตั้งแต่ทำพิธีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ การจัดงานต่างๆ มีข้อมูลข่าวสารกิจกรรมดีๆ แล้วไม่สื่อสารก็ไม่มีความหมาย และต้องมีการสะกัดข้อมูลเพื่อนำไปสื่อสารขยายผล
ในเรื่องโรงงานน้ำตาล ไม่ใช่รู้ว่าจะมีการตั้งโรงงาน ต้องรู้ด้วยว่าธุรกิจนี้มาได้อย่างไร เบื้องหลังทำอะไร เราจำเป็นต้องรู้ศึกษาติดตาม ไม่ใช่แค่ผลิตน้ำตาล แต่จะมีการแปรความหวานเป็นการทำอย่างอื่นอีกหลายอย่าง เช่นการทำไซรับ การทำเอทานอล ถ้าจะเอาชนะโรงงานได้ต้องเข้าถึงโครงสร้างของมันด้วย ตั้งโจทย์ให้ชัดเจน สาวให้ถึงต้นตอ
ผลงานของสภาองค์กรชุมชนภาคอีสานที่ต่อสู้กับกระทิงแดง สมควรได้รับการยกย่อง เป็นการล้มช้าง ตัวเล่นในพื้นที่สำคัญ ถ้าไม่มีคนพื้นที่เล่นก็ขาดความชอบธรรม แต่ถ้าไม่เคลื่อนไหวแสดงตนก็ไม่สามารถที่จะชนะได้ การสื่อสารไม่เฉพาะเฟสบุ๊ก แต่เป็นเรื่องเป้าหมายของการต่อสู้ การกำหนดเป้าหมายสูงสุดจำเป็น เช่นเรื่องที่ดินในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่แม่สอด เราต้องการที่ดินไม่ใช่ต้องการเงินชดเชย และไม่ขัดขวางการพัฒนา และมีการตั้งกลุ่มแม่สอดรักถิ่น แค่การตั้งกลุ่มก็เป็นการสื่อสารแล้วว่าเราคือใคร มีข้อเรียกร้องคืออะไร แต่ถ้าเรียกร้องเงินก็กลายเป็นจุดอ่อนในการถูกโจมตี แต่การต้องการที่ดินก็เป็นเรื่องของความเป็นธรรม เมื่อจัดตั้งกลุ่มได้ก็สื่อสารเลย อย่าสื่อสารเดี่ยวต้องช่วยกันสื่อสาร
กิจกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวต้องผูกโยงกับการสื่อสารจะนำไปสู่ชัยชนะ และการกำหนดเป้าหมายของการเคลื่อนไหว ต้องกำหนดเป้าหมายไว้ให้ไกล ซึ่งผลของการต่อสู้ต่อรอง จากการประกาศเวนคืนที่ดินโดยใช้มาตรา 44 จากที่จะมีการชดเชยไร่ละ 7,000 บาท กลายมาเป็นให้ราคาเต็มของราคาประเมินขึ้นมาเป็น 3-4 แสนบาท มีคนนึงได้มากถึง 46 ล้านบาท จากผู้เดือดร้อน 98 ราย ขณะนี้เหลือคนที่ยังสู้เอาที่ดินจำนวน 6 ราย นอกนั้นถอนการร้องออกหลังมีการให้ค่าเวนคืน จากเดิมที่มีการเตรียมเงินไว้จะจ่าย 36 ล้าน กลายเป็น 436 ล้าน นี่เป็นผลจากการต่อสู้ ที่ต้องระวัง กรรมการ สมาชิก ต้องไม่มีแผล ไม่ให้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร เปิดปมเพื่อทำลาย ความชอบธรรมของการต่อสู้
ประธาน กป.อพช. ยกตัวอย่างการใช้เพจเฟสบุ๊ก LAND WATCH ที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนและรายงานสถานการณ์นโยบายที่เกี่ยวของกับที่ดิน เริ่มสร้างเพจเมื่อปี 2015 หรือปี พ.ศ.2558 บางโพสมีการเข้าถึงสูงสุด 351,000 การเข้าถึง เริ่มจากการรณรงค์การทวงคืนผืนป่า การกระจุกตัวที่ดิน มีคนเห็นจำนวนมาก 261,556 ผู้ใช้งาน หรือกรณีกลุ่มโยธะการักษ์ถิ่นที่อยู่ในที่ดินเช่าของกองทัพเรือ นอกจากการรณรงค์แสดงจุดยืนของชาวบ้านแล้ว ยังมีการเจรจายื่นข้อเสนอ การเชิญคนมาให้ความรู้ การเข้าชื่อเสนอกฏหมาย หรือบางเรื่องก็จะใช้การรณรงค์เปลี่ยนโปรไฟล์ ซึ่งสถิติเพจพีมูฟ ช่วงเคลื่อนไหว 28 วัน 13 ก.พ.-12 มี.ค. มีคนเข้าถึง 1.1 ล้าน นอกจากการใช้ภาพนิ่ง ก็ควรมีการใช้การถ่ายทอดสดเพื่อบันทึกเรื่องราวไว้ด้วย แต่เฟสบุ๊ก ก็เป็นแค่ช่องทาง สิ่งที่ต้องคิดคือกิจกรรมที่เราจะใช้สื่อ วลี หรือคำที่จะเข้าถึงใจคน ต้องดูจังหวะจะโคน และต้องรู้ว่าเราจะใช้ประโยชน์จากช่องทางเฟสบุ๊กอย่างไร
อย่างไรก็ตาม 5 เครื่องมือสำหรับภาคประชาชน ในการเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบ ข้อมูล การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ กฏหมาย การจัดขบวน และการสื่อสาร ทุกเรื่องทุกเครื่องมือล้วนมีความสำคัญ ที่ภาคประชาชนจะนำไปปรับใช้ในการต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และความยั่งยืนของการพัฒนาที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนด
หมายเหตุ : บันทึกจากเวทีการเรียนรู้เครื่องมือที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ หลักสูตรการพัฒนาและการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เรียนรู้กรณีประเด็นที่ส่งผลกระทบกับชุมชนภาคอีสาน วันที่ 1 เมษายน 2562 ณ ราชาวดีรีสอร์ท อ.เมือง จังหวัดขอนแก่น จัดโดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)






