โดย นางนุชวรา ดอนเกิด
ผู้จัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้า
“น้าชู น้ำชู ซอยแน” เสียงดังมาจากหน้าบ้านตอนค่ำๆ เรากำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว
“เอ้า!!! มีหยังน้อครับยายทิพย์” ประธานถาม “มาขอรับเงินค่าทำศพจ้า” ยายทิพย์ตอบ “ฮึ…ไผตาย” “ยายสุ้ยแม่ข่อยนี่ล่ะจ้า แต่ว่าเพิ่นยังบ่ตาย หมอให้เอากลับมาบ้าน เหมารถเพิ่นมาจากหนองคาย บ่มีเงินจ่ายค่ารถ กะเลยมาขอเงินค่าทำศพก่อน” “ห่ะ!!! ยังบ่ตาย มาขอค่าทำศพก่อน” เราอุทานพร้อมกัน
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้าก่อตั้งมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2548 ประสบการณ์การทำฌาปณกิจให้กับสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์บุ่งคล้ามายี่สิบกว่าปี ไปมอบเงินค่าทำศพมาหลายสิบครั้งเพิ่งมาเจอครั้งแรกในชีวิตที่คนยังไม่ตายแต่มาขอรับค่าทำศพก่อน ตอนนั้นก็รู้สึกมึนตึ๊บเหมือนกัน ก็อยากจะปฏิเสธยายทิพย์เหมือนกัน แต่พอเห็นสีหน้าและแววตาของแกแล้วพูดไม่ออก ยิ่งมาได้ยินแกบอกว่าอยากให้แม่มาตายที่บ้านแกคือสิหมดห่วง เหมารถมา 5,000 บาท เงินที่มีอยู่ก็ใช้ไปกับการอยู่เฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลหนองคายจนหมด ไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างเหมารถ เจ้าของรถก็รอเงินอยู่จะรีบกลับหนองคาย ถ้าจ่ายเงินไปก็เป็นการผิดกฎระเบียบกองทุน ถ้าไม่ให้ก้อ…
วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนก็บอกว่าเพื่อส่งเสริมให้สมาชิกรู้จักการแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง มีองค์กรคอยให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดความเดือดร้อนหรือจำเป็นในชุมชน เพื่อจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกและกลุ่มร่วมกัน เป้าหมายสูงสุดของเราคือ “เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในชุมชนเมื่อเกิดความเดือดร้อน” ตอนนี้ยายเดือดร้อนเราต้องช่วย ถ้าเราให้ไปวันนี้แกไม่ตายแต่สักวันแกก็ต้องตาย หรือถ้าวันนี้แกไม่ตายเงินไม่ถึงหมื่นบาทซื้อชีวิตคนๆหนึ่งได้ถือว่าได้กุศลอย่างแรง “ยายเอายังงี้ยาย ผมให้ 5,000 บาท ถ้าแกดีขึ้น มีเงินค่อยเอามาคืน ปกติกะบ่เคยให้ไผ” ยายทิพย์ยกมือไหว้เห็นรอยยิ้มแกแล้วก็ดีใจ
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้าของเราก่อตั้งขึ้นมาจากการแนะนำของคุณกานดาพร ไชยปากดี ซึ่งเป็นประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนคนบึงโขงหลงสมัยนั้น ประสบการณ์ไม่มี อาศัยมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ อยากพัฒนาชุมชนตนเอง มีคนละหนึ่งสมอง สองมือ หลายคนรวมกันก็หลายสมองหลายมือ จากสมาชิกแค่ 154 คนเงินกองทุนแค่ 21,494 บาท จนปัจจุบันสมาชิกเพิ่มเป็น 1,529 คน เงินกองทุนมากถึง 4,578,378 บาท สำนักงานใช้ร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์บุ่งคล้า เลขที่ 229 หมู่ 2 บ้านบุ่งคล้าทุ่ง ตำบลบุ่งคล้า อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ
แรกๆให้สวัสดิการเด็กเกิด 500 บาทสมัครเป็นสมาชิกกองทุนให้ด้วยให้แม่ค่านอนโรงพยาบาลเป็นสมาชิกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปีให้คืนละ 100 บาทครั้งละไม่เกิน 4 คืนปีหนึ่งไม่เกิน 2,000 บาท “อยู่มาจนอายุหกสิบ เจ็ดสิบปีกะบ่เคยได้ไปไหว้พระ 9 วัดจักเทือเด้อ”สีหน้าแววตาคุณยายทำให้เราสัมผัสได้กับความสุขที่ได้รับ จนระบายออกมาเป็นคำพูด ภาพที่เราเห็นผู้สูงอายุ 40 – 50 คน
ขึ้นๆลงๆจากรถบัส 2 ชั้นที่เราจ้างเหมาพาไปไหว้พระ 9 วัด
ที่จังหวัดนครพนมบ้าง สกลนครบ้าง สลับกันไป แรกๆเราก็หวั่นๆ
ว่าผู้สูงอายุจะไหวไหมจนต้องหาเด็กนักเรียนไปดูแลคอยช่วยเหลือ คอยพยุง แต่…พอไปแล้วกลับเห็นความมุ่งมั่น เห็นรอยยิ้ม เห็นท่านมีความสุขกับการได้ช่วยกันบริจาคเงินถวายพระแต่ละวัด
ได้กราบพระพุทธรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระธาตุประจำวันเกิด นมัสการพระเกจิอาจารย์ ได้รับน้ำมนต์ทั้ง 9 วัด บางวัดก็ให้พระพุทธรูป ด้ายสายสิญจน์ ได้ผูกข้อมือ ได้… ฯลฯ
กองทุนเราดูแลทุกกลุ่มวัยทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา “อยู่ฝั่งพุ่นมันบ่เคยมี อยู่นี่เพิ่นบ่เคยรังเกลียดว่าเป็นคนไทยคนลาว มีสิทธิ์ทอกันเบิ้ด” นางบุญ มุงคุณ สมาชิกกองทุนฯที่เป็นคนลาวแต่มาอาศัยอยู่ที่บ้านบุ่งคล้าบอกเล่าให้คนอื่นฟังเป็นประจำ นอกจากดูแลทุกเชื้อชาติแล้ว ศาสนาพุทธของเรางานบุญประเพณี ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ ก็ให้การสนับสนุน งานประเพณีศาสนาคริสต์เราก็ไปร่วมงานและทำโรงทานเป็นประจำทุกปี กองทุนเราเอื้อเฟื้อถึงคนที่ไม่เป็นสมาชิกก็ดูแลโดยการทำโรงทานในงานบุญ งานประเพณี งานพระราชพิธี วันพ่อ วันแม่แห่งชาติ แม้กระทั่งวันเด็กแห่งชาติ เราไม่สนับสนุนให้เด็กกินหวาน ของที่เอาไปแจกก็จะเป็นสมุด ดินสอ ผลไม้ น้ำเปล่า ตุ๊กตาแม้กระทั่งปลาหางนกยูงซึ่งซุ้มของเรา
จะมีเด็กมารับของเยอะมากเพราะซุ้มไหนๆก็มีแต่ขนม
นอกจากนั้นยังสร้างความมีระเบียบวินัยให้กับเด็กโดยการเช่าสไลด์เดอร์มาให้เด็กๆได้เล่นฟรีแต่ต้องเข้าแถวรับบัตรฟรีครั้งละ 1 ใบแล้วเล่นตามรอบหมดเวลาอยากเล่นต่อก็ต้องไปเข้าคิวใหม่
มีเด็กๆมาเข้าแถวรอ ยาวเป็นร้อยเมตรอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนเด็กนักเรียนที่เป็นสมาชิกกองทุนฯก็จะได้รับทุนการศึกษาไม่ต้องเรียนดีแต่…ต้องเป็นเด็กมีความประพฤติดี ปีละ 10 ทุนๆละ 1,000 บาท
เมื่อถึงเวลาเสียชีวิตเราก็ยังตามไปดูแล ให้ค่าฌาปนกิจตามระยะเวลาของการสมัครเข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 2,500 – 20,000 บาท จ่ายทันทีไม่มีข้อแม้ ฆ่าตัวตายเราก็ให้ กล้าตายเราก็กล้าให้ แม้แต่ยังไม่ตายเราก็จ่ายมาแล้ว มารับได้ทันทีเพราะความตายไม่ได้บอกไว้ล่วงหน้า ไม่ได้เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเงินไว้รอ หากเดือดร้อนต้องการเงินค่าทำศพก็มารับได้หลังจากนั้นกรรมการก็จะนำพวงหรีดพัดลมไปมอบให้ที่บ้านและทำพิธีมอบเงินสวัสดิการวันฌาปนกิจ ณ ป่าช้าประจำหมู่บ้าน
ในชุมชนของเรามีหลายครอบครัวที่ยากจน คนพิการ ด้อยโอกาสไม่สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯได้เราก็ไม่หยุดนิ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่องจึงเกิดกิจกรรม “อุ้มบ้าน อุ้มบุญ” ขึ้นโดยการให้ชุมชนคัดเลือกลุ่มเป้าหมาย
ในหมู่บ้านมาให้กรรมการลงไปเยี่ยมเพื่อประกอบการพิจารณา ตามหลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้แล้วก็ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใจบุญได้เป็นผู้อุ้มบุญ จ่ายเข้าสมทบกองทุนปี 365 บาท/คน/ปี คนพิการ ด้อยโอกาส
ยากจนก็จะได้รับสิทธิ์เท่ากับสมาชิกปกติทั่วไปส่วนหนึ่งได้จากการบริจาคของสมาชิกคนละ 2 บาทในวันประชุมใหญ่สามัญประจำปีเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนอีกวิธีหนึ่ง
“โอ้ย!! อย่าเพิ่งเข้ามา” เสียงเจ้าของบ้านร้องห้ามด้วยความ ตกใจที่เห็นพวกเราไปเยี่ยมที่บ้าน จากการแนะนำของกรรมการประจำหมู่บ้าน สาเหตุที่เขาไม่อยากให้เราเข้าบ้านเพราะกลัวพวกเราไม่มีที่นั่งด้วยพื้นบ้านเป็นพื้นดินล้วนๆและไม่มีเสื่อปูให้เรานั่ง พอรู้ว่าพวกเราได้เตรียมเสื่อมาด้วยและยังมีเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วได้รับบริจาคมาจากผู้ ใจบุญ ข้าวสาร อาหารแห้งจากกรรมหลายคน ถ้วยชาม อุปกรณ์การทำครัว แม้กระทั่งผ้าห่มและหมอนเราก็ได้รับอนุโมทนาจากหลวงพ่อที่วัด
โดยชาติพันธุ์ของมอร์แกนจะทำให้เขาป่วยง่ายร่างกายอ่อนแอแต่ครอบครัวที่เราลงไปเจอที่บ้านโนนไพศาล “บ้าน” น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกๆทั้ง 3 คนและแม่ป่วยบ่อยๆแถมแม่ก็ไม่มีเอกสารใดๆสามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นคนไทย เพราะเธอหนีคลื่นสึนามิมาจากพังงาตามสามีกลับขึ้นมาบ้านเกิด มาแต่ตัวอาศัยอยู่ที่นี่ก็หลายปี เจ็บป่วยก็ไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะกลัวได้จ่ายเงิน อาศัยอยู่บ้านปูนหน้าต่างมีแต่กรอบ ประตูใช้เสื่อกกเก่าๆขาดๆปิดไว้ พื้นเป็นดินไม่ได้เทซีเมนต์ มีห้องนอนที่มีถุงปุ๋ยเคมีปูใต้ที่นอนเก่าๆ ปลายที่นอนมีแม่ไก่กำลังฟักไข่อยู่ ปฏิบัติการ อุ้มบ้าน จึงเริ่มขึ้น รื้อ รื้อ รื้อ ไอ้หย่า..!!! ทั้งจิ้งเหลน แมงป่อง พวกเราจัดการหมดจนหมดแรงกันไปแต่สุขใจอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นพวกเราได้ประสานท่านกิตติ อินทรกุล พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบึงกาฬสมัยนั้นช่วยจนสามารถหาเอกสารยืนยันการเป็นคนไทยได้


ถึงไม่ใช่หัวหินแต่บุ่งคล้าเราเป็นถิ่นมีหอย แม่น้ำโขงกว้างใหญ่เป็นแหล่งทำมาหากินของคนในชุมชน หอยหินคล้ายหอยขมแต่ตัวใหญ่เปลือกแข็งเป็นหิน เนื้อขาวสะอาด อวบ หวาน อร่อย จึงเป็นสิ่งดึงดูดให้คนภายนอกนำคาดเข้ามากวาดเอาหอย โดยไม่สนใจหอยตัวเล็กๆที่ติดขึ้นมาด้วย ทิ้งไว้บนตลิ่งอีกไม่นานคงสูญพันธุ์ไปแน่นอนถ้าไม่ช่วยกันอนุรักษ์ คนในชุมชนจึงได้ลุกขึ้นมาอนุรักษ์วังหอยวังปลา เป็นเขตอภัยทาน
กิจกรรมดีๆเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของกรรมการและภาคีร่วมทุกข์ร่วมสุขอย่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ที่ให้งบประมาณสนับสนุนเริ่มต้น 55,000 บาท ทำให้เราเริ่มมีกำลังใจ มีเงินกองทุนที่เพิ่มมากขึ้นนอกจากนั้นพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบึงกาฬก็ช่วยผลักดันให้กองทุนเราได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นกองทุนที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติกองทุนสวัสดิการชุมชน สนับสนุนให้กองทุนฯได้ขอรับงบสนับสนุนจากรัฐบาลถึง 5 ครั้งมูลค่ากว่า 1,340,000 บาท
จากวันนั้นถึงวันนี้สิบสี่ปีกว่า พวกเราค่อยๆก้าวเดิน อาจเจอขวากหนาม เจอหลุมบ่อ ที่ทำให้เราสะดุดบ้าง เซบ้าง พวกเราก็ช่วยกันพยุงลุกขึ้นยืนและก้าวเดินต่อไปไม่คิดที่จะหยุดจึงทำให้กองทุนเรามีสมาชิกเพิ่มขึ้นเงินกองทุนเพิ่มขึ้นทุกปีพวกเรามีวันนี้ได้เพราะ
กรรมการที่เข้มแข็ง
ภาคีช่วยร่วมแรง
กฎระเบียบแบ่งปัน
ชุมชนสร้างสรรค์
สู่ความยั่งยืน






