
ตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ชาวชุมชนดั้งเดิมเป็นคนจีนอพยพมาจากประเทศจีน มีอาชีพหลัก คือ ทำประมง บางส่วนทำโป๊ะดักปลา และปลูกผักกุ๋ยไช้ ต่อมาจึงเรียกพื้นที่แถบนี้ว่า “บางกุ๋ยไช้” ภายหลังจึงเพี้ยนเป็น ”บางกะไชย” และใช้เป็นชื่อตำบลบางกะไชยจนถึงปัจจุบัน
ในปี 2525 การเลี้ยงกุ้งกุลาดำกำลังเป็นที่นิยม และด้วยมีพื้นที่ติดทะเลและปากแม่น้ำ บริษัทเอกชนจึงกว้านซื้อพื้นที่เพื่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ รายได้จากการเลี้ยงกุ้งทำให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนพื้นที่หัวไร่ปลายนา ป่าชายเลน ปรับเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง การเลี้ยงกุ้งดำเนินการไปได้ดีในช่วงแรก คนเลี้ยงมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากนั้นก็ขาดทุน และสุดท้ายเหลือแต่อุปกรณ์และหนี้สินที่เกิดจากค่ายา ค่าอาหารกุ้ง
ชาวบ้านที่มีหนีสิ้นและต้นทุนน้อยจึงหนีไม่พ้นกับการพึ่งท้องทะเล ออกหากุ้ง หอย ปู ปลา แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะกุ้ง หอย ปู ปลา เริ่มน้อยลง ซ้ำร้ายยังมีเรือประมงจากนอกพื้นที่มาหากินบริเวณน่านน้ำ บางชุมชนก็เริ่มมีกระบวนการเรียนรู้จากชุมชนใกล้เคียง โดยแก้ไขปัญหาด้วยการนำเต่ายางไปวางในทะเลเพื่อให้เป็นที่พักอาศัยของปลาและป้องกันเรืออวนรุน
นอกจากนี้หลายครอบครัวได้ปรับบ่อเลี้ยงกุ้งเดิมให้เป็นบ่อเลี้ยงปลาเก๋า โดยใช้แหล่งทุนต่างๆ ตามที่จะหยิบยืมมาได้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน เงินกู้นอกระบบ เงินกู้จาก ธ.ก.ส. ฯลฯ
ต่อมาในปี 2549 คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน 9 หมู่บ้าน ได้มีมติให้ร่วมกันก่อตั้งสถาบันการเงินชุมชนขึ้น โดยมี ธกส. และธนาคารบางสระเก้าช่วยเป็นพี่เลี้ยง ใช้ชื่อว่า “สถาบันการเงินชุมชนไชยธนาคาร” ( สชช. ) มีวิสัยทัศน์หรือคำขวัญว่า “เสริมสร้างเศรษฐกิจ พิชิตความยากจน” เปิดทำการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ที่ทำการตั้งอยู่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางกะไชย เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.30 น.ถึง 16.30 น.
การดำเนินงานของสถาบันการเงินชุมชนฯ มีคณะกรรมการเป็นผู้บริหารงาน มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งในช่วงเริ่มแรกยังไม่มีกฎระเบียบที่ชัดเจน ต่อมาจึงได้ปรับและพัฒนาพร้อมกับการเรียนรู้ไปด้วยกัน และเปิดกว้างให้กลุ่มองค์กรการเงินต่างๆ ในตำบลมาเรียนรู้ร่วมกัน โดยให้ถือหุ้นเป็นรายกลุ่มๆ ละไม่เกิน 700,000 บาท ส่วนรายบุคคลใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงิน โดยกู้ได้ ครึ่งหนึ่งของหลักทรัพย์ และไม่เกิน 10,000 บาทกรณีใช้บุคคลค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 บาท/ ปี


นางระไม บุญเทื่อน อายุ 76 ปี สมาชิกที่กู้เงินสถาบันฯ เพื่อนำมาสร้างบ้าน โดยนำเงินกู้มาสมบทกับงบประมาณที่ได้รับจากโครงการบ้านพอเพียงชนบท
“ยายไปกู้เงินมาจากไชยธนาคารสองแสนบาท เพื่อมายกบ้านใหม่ ถ้าไม่มีไชยธนาคารคงจะแย่ เพราะชาวบ้านอย่างเราจะไปกู้เงินจากธนาคารทั่วไปคงจะไม่ได้แน่” นางระไมกล่าว
นี่เป็นเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ที่เห็นว่าสถาบันการเงินชุมชนไชยธนาคารมีความสำคัญต่อชาวชุมชน เป็นสถาบันการเงินที่ช่วยให้คนในชุมชนเข้าถึงได้ง่าย ปัจจุบันสถาบันฯ มีสมาชิกจำนวน 618 ราย มีเงินหมุนเวียน 2.2 ล้านบาท ช่วยให้สมาชิกกู้ยืมไปใช้ในยามจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือนำไปประกอบอาชีพ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้สมาชิกได้ออมเงินตามกำลังที่มีอย่างน้อย 100บาทต่อเดือน และต้องออมอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นการฝึกวินัยด้านการเงินของชาวชุมชนด้วย
จะเห็นได้ว่าสถาบันการเงินไชยธนาคารเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนา ช่วยเสริมสร้างศักยภาพและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชุมชนได้ สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตให้กับคนในชุมชน ผู้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง






