เดิมคำว่า”มะรุ่ย” จากคำบอกเล่า มาจากคำว่า “หมากลุย” (คำว่า ลุย แปลว่า มาก) คำว่า หมากลุยจึงหมายถึง มีต้นหมากจำนวนมาก พื้นที่ในตำบลมะรุ่ยสมัยนั้นมีการปลูกต้นหมากจำนวนมาก จึงเรียกตำบลตามพืชที่ปลูกจำนวนมาก คือ หมาก แล้วจึงค่อยๆเรียกเพี้ยนจากหมากลุยเป็น ”มะรุ่ย” จนถึงปัจจุบัน ตำบลมะรุ่ยประกอบด้วย 7 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 1 บ้าน โคกไคร หมู่ที่2 บ้านบ่อแสนไทรงาม หมู่ที่3 บ้านท่าสนุก หมู่ที่4 บ้านมะลุ่ย หมู่ที่ 5 บ้านคลองจูด หมู่ที่6 บ้านปากทางมะรุย หมู่ที่ 7 บ้านโคกเลือด ซึ่งในทั้ง 7 หมู่บ้านได้มีการรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มองค์กรชุมชนในทุกหมู่บ้านทั้งกลุ่มด้านการพัฒนาอาชีพและ กลุ่มองค์กรการเงินชุมชน โดยกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ได้รวมตัวกันจดแจ้ง/จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นตั้งแต่ ปี พศ 2551 นับเป็นสภาองค์กรชุมชนลำดับแรกๆ ที่เกิดขึ้นในจังหวัดพังงา โดยมีกลุ่มที่มาจดแจ้งในครั้งแรก จำนวน 18 องค์กร โดยมีกลุ่มอาชีพที่โดดเด่นในตำบลคือ กลุ่มเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการจัดตั้งมาตั้งแต่ ปี 2535 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านกันเอง ทั้งนี้




จากสภาพภูมิประเทศและการประกอบอาชีพของคนในตำบลที่มีการทำสวนยาง สวนปาล์ม และบางส่วนประกอบอาชีพประมง ทำให้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อประกอบอาชีพเสริม ประกอบกับคนในตำบลมีความนิยมในการเลี้ยงวัวพื้นบ้านเพื่อปล่อยให้กินหญ้าในสวนยางพาราและสวนปาล์มซึ่งนอกจากจะทำให้สวนดังกล่าวไม่รกแล้ว หญ้ายังเป็นอาหารให้กับวัวได้เป็นอย่างดี โดยในปี 2535 จึงได้มีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงวัวขึ้น มีสมาชิกครั้งแรกจำนวน 30 คน ซึ่งต่อมาก็ได้รับการส่งเสริมจากทางราชการโดยสำนักงานเกษตรอำเภอ และ สำนักงานปศุสัตว์ อำเภอทับปุด ในการเข้ามาให้ความรู้ในการฉีดวัคซีนป้องกันโรค รวมทั้งการสุขาภิบาลสัตว์ที่ถูกต้อง จึงทำให้มีผุ้สนใจเข้ามารวมกลุ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับการดำเนินการภายในกลุ่มนั้น ได้มีคณะกรรมการ จำนวน คน แบ่งบทบาทหน้าที่ชัดเจน ทั้ง ฝ่ายกิจกรรมออมทรัพย์ และอื่นๆ ปัจุจุบันกลุ่มเลี้ยงโคเนื้อตำบลมะรุ่ยมีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 3 ล้านบาท มีบริการฝาก ออม บริการสินเชื่อ และ มีการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิก นอกจากนั้นก็มีคณะกรรมการฝ่ายผลิตอาหารสัตว์ ซึ่ง ต่อมาเมื่อมีการเลี้ยงวัวในปริมาณที่มากขึ้น ประกอบกับมีการนำวัว พันธ์เนื้อลูกผสมมาเลี้ยงเพิ่มขึ้น คณะกรรมการจึงได้ศึกษาหาความรู้ด้านการผลิตอาหารสัตว์ที่ถูกต้อง ประกอบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการแส การเลี้ยงโคเนื้อเพื่อการบริโภคได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของตลาด ประกอบกับ ในตำบลใกล้เคียงกับตำบลมะลุ่ย เช่น ตำบลบ่อแสน อ ทับทุด เป็นพื้นที่ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือสาสนาอิสลามจึงทำให้ การเลี้ยงวัวเพื่อการบริโภคภายในต้องถิ่นเป็นที่ต้องการมาก ต่อมาสำนักงานเกษตรอำเภอทับปุด และสำนักงานปสุสัตว์อำเภอเห็นว่ากลุ่มเลียงโคเนื้อมีระบบการบริหารจัดการที่ดี สมาชิกมีความตั้งใจในการการพัฒนาและกลุ่มก็มีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องจึงสนับสนุนให้มีจด วิสาหกิจชุมชน ตามแนวทางและนโยบายการทำเกษตรแปลงใหญ่ และในปี พศ 2560 กลุ่มได้รับรางวัลกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดีเด่นในระดับประเทศ มีเกษตรกรที่สนใจในการเลี้ยงวัวเข้ามาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจเลี้ยงวัว ตำบลมะลุ่ยมีสมาชิก จำนวน 170 คน มีวัวจำนวน กว่า 300 ตัว สำหรับการเลี้ยงโคเนื้อนั้น เกษตรกรจะต้องมีต้นทุน ในการจัดซื้อ โคเนื้อแม่พันธ์ ในราคา 20000-30000 บาท ใช้เวลาเลี้ยง 1-3 ปี จึงจะสามารถจำหน่ายได้ ราคาตามท้องตลาดจะอยู่ที่ ถ้าเป็นวัวพันธุ์พื้นบ้านประมาณ 73 บาทต่อเนื้อวัว 1 กิโลกรัม วัวขุน กิโลกรัมละ 80 บาท แต่ถ้ามีการรวมกลุ่มจะสามรถขายได้ในราคา 93บาท ต่อ 1 กิโลกรัม (โดยคิดเปอร์เซ็นเนื้อ)

จากการที่กลุ่มได้มีการดำเนินการมาอย่างยาวนานทำให้คณะกรรมการมีประสบการณ์การทำงาน จึงได้ขยายกิกรรมที่ต่อเนื่องจากกลุ่มเลี้ยงวัว ออกไป ในหลายกลุ่มกิจกรรมได้แก่ กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ กลุ่มผลิตอาหารผง กลุ่มอุปกรณ์เครื่องครัว กลุ่มขนมพื้นบ้าน (โรตีกรอบ กะหรี่ปั๊บ ขนมเปี๊ยะ ) เกิดศูนย์เรียนรู้การปลูกหญ้า แปลงเกษตรผสมผสานทีนำปุ๋ยอินทรีย์มาใช้เป็นส่วนผสมให้กับเกษตรเป็นอย่างดีแล้ว นอกจากนั้นยังได้มีการทำงานร่วมกับ กลุ่มองค์กรที่เป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนอยุ่แล้วด้วย ด้าน นายโกสินทร์ สังสัน ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลมะลุ่ยได้กล่าวว่า ตำบลมะรุยมีต้นทุนด้านทรัพยากรเป็นจำนวนมากด้วยสภาพพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งบนบกและในทะเล เพราะมี หมู่บ้านที่ติดทะเลทุกหมู่บ้านที่นอกจากจะประกอบอาชีพทำสวนแล้วยังสามารถประกอบอาชีพประมง และ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่นการเลี้ยงปลากะพง การเลี้ยงหอยปากหนา ในกระชัง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีแล้ว ในชวง 2-3 ปีที่ผ่านมายังมีกระแสการท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดีด้วยไม่ว่าจะเป็นวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม การเยี่ยมชมวัดโบราณซึ่งมีเกจิอาจารย์ชื่อดังเช่น หลวงพ่อแช่ม หลวงพ่อเทือก หลวงปู่ทัย หลวงปู่พันธ์ เป้นต้น นอกจากนั้น ในตำบลมะลุ่ยยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจได้แก่ “ การทำสปาโคลนร้อน .” ซึ่งเกิดจากรอยเลื่อนคลองมะลุ่ย ปัจจุบันมีกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านทุ่งใครเป็นผู้ดำเนินการรับนักท่องเที่ยว และมีผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชม สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย

ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน
- การพัฒนาสายพันธุ์วัว ที่กลุ่มยังไม่สามารถดำเนินการเองได้ ต้องซื้อวัวเชื้อในราคาที่แพง
- การพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่สร้างไม่ทันต่อการเติบโตของกิจกรรมในชุมชน
- ระบบน้ำประปายังไม่ได้มาตรฐาน
สิ่งดีดี ที่ค้นพบ
ผลจากการดำเนินการที่ผ่านมานอกจากกิจกรรมของกลุ่มจะมีการพัฒนามีความเข้มแข้งจนได้รับรางวัลวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศแล้วยังทำให้เกิดการตื่นตัวของกลุ่มองค์กรต่างๆที่ทำงานต่อเนื่องกันเช่น ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการทรัพยากร การอนุรักษ์ป่าชายเลน ปัจจุบันในตำบลมะลุ่ยมีพื้นที่ ป่าชุมชน ที่ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ในพื้นที่กว่า 10ไร่ เกิดกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนที่ต่อยอดจากงานอนุรักษ์ กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และ กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษที่เป็นการนำวัตถุดิบ จากมูลวัว มาผลิตปุ๋ย เกิดกลุ่มการจัดการภัยพิบัติ ทีมงาน กู้ชีพ กู้ภัยที่เข้มแข็ง เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานหลายหน่วยงานตัวอย่างเช่น สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานปศุสัตว์ สำนักงานพัฒนาชุมชน สำนักงานทัพยากรและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาแม่โจ้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้มีการทำงานร่วมกันโดยเฉพาะการบูรณาการแผนงานด้านการส่งเสริมอาชีพบรรจุไว้ในแผนของท้องถิ่นในการหนุนเสริมงบประมาณเป็นประจำทุกปี
แผนงานในระยะต่อไป
- พัฒนายกระดับกลุ่มเลี่ยงโคเนื้อไปให้ถึง” การเลี้ยงโคขุนอันดามัน.”
- พัฒนาระบบการเลี้ยงที่เน้นเกษตรปลอดภัย สามารถกำหนดราคาโคเนื้อที่สูงที่สุดในภาคใต้
- มีโรงเชือดที่ได้มาตรฐาน ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ฮาลาล






